ไม่รอกระทบศก.ไทย! วิมุต ส่งหมอบินตรงคัดกรองเคสยากถึง ‘พม่า’ ดันยอดพุ่ง 100% ปั๊มต่างชาติตามเป้า
วิมุต พลิกวิกฤตเศรษฐกิจชูราคา ‘Reasonable Price’ ดักทางคนไข้กระเป๋าแฟบ วิ่งหนีบิ๊ก รพ. พรีเมียม ปรับโมเดลสู่โรงพยาบาลเฉพาะทางเต็มสูบ ดัน 3 ทีมแพทย์ ‘กระดูก-ปอด-หัวใจ’ ปั๊มรายได้ครึ่งปีแรกโต 10% กางแผนเชิงรุกส่งหมอบินตรงคัดกรองเคสยากถึง ‘พม่า’ ดันยอดพุ่ง 100% ตั้งเป้า 5 ปีโกยสัดส่วนต่างชาติแตะ 30% จับมือพฤกษาผุด ‘Healthy Home’ ปรับดีไซน์บ้านตามหลักการแพทย์ ป้องกันผู้สูงอายุล้ม-เจาะฐานลูกบ้าน
27 พฤษภาคม 2569 - ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญการชะลอตัวและกำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ผู้บริโภคเริ่มคิดหนักก่อนควักกระเป๋า
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด ได้วิเคราะห์ถึงภาพรวมของปัจจัยบวกและปัจจัยลบในตลาดโรงพยาบาลเอกชนไว้อย่างน่าสนใจ โดยยอมรับว่าสถานการณ์ในปัจจุบันฝั่งปัจจัยบวกภาพใหญ่ของตลาดนั้นยังมีไม่มากนัก ขณะที่ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและต้นทุนกลับเป็นตัวฉุดรั้งพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างรุนแรง
“ปัจจัยลบ…เรื่องของพลังงานเป็นตัวหลัก ที่ทำให้ดึงตลาดฉุดลง และทำให้การใช้จ่ายของคนไข้เริ่มน้อยลง”
นอกจากนี้ ปัญหากำลังซื้อที่หดตัวลงยังลามไปถึงกลุ่มประกันที่มีปัญหาเรื่องการจ่ายเงิน ส่งผลให้การใช้จ่ายด้านสุขภาพในภาพรวมลดลง แม้อัตราการเจ็บป่วยของประชาชนจะยังคงเท่าเดิม แต่พฤติกรรมของคนไข้เปลี่ยนเป็น “เลือกมากขึ้น” คนไข้บางส่วนอาจยอมกลับไปต่อคิวที่โรงพยาบาลรัฐ ขณะที่กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเริ่มลดระดับการใช้บริการจากโรงพยาบาลระดับหรูหราลงมา ทว่าความกดดันรอบด้านนี้กลับถูกพลิกให้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ของโรงพยาบาลวิมุตที่วางตำแหน่งตัวเองในระดับราคาที่สมเหตุสมผล เพื่อรองรับคนไข้กลุ่มนี้ทันที
“คนอื่นมองว่า Co Payment เป็นปัจจัยลบ แต่ผมมองว่ามันเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้โรงพยาบาลระดับของเราสามารถโตขึ้นมาได้ครับ”
งดสงครามราคา ชู ‘Reasonable Price’ แพงกว่าคลินิกพรีเมียมรัฐฯ แค่เล็กน้อย
ด้วยอินไซต์การปรับตัวของคนไข้ในยุคฝืดเคือง โรงพยาบาลวิมุตจึงมุ่งเน้นการเป็นโรงพยาบาลที่เป็นทางเลือกสำคัญเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากว่า 80% ของเคสทั้งหมดที่มองหาความคุ้มค่าควบคู่ไปกับความเชี่ยวชาญ
แม้ว่าปัจจัยลบด้านต้นทุนจะสร้างความกดดันให้ธุรกิจอย่างมาก ทั้งค่ายา ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ และค่าพลังงาน (น้ำมันและค่า FT) ที่พาเหรดกันปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนพลาสติก แต่โรงพยาบาลยืนยันนโยบายว่าจะพยายามยื้อราคาเดิมไว้ให้นานที่สุดและไม่ผลักภาระให้ประชาชน
โดยเลือกบริหารจัดการเซฟคอสภายในและใช้เฉพาะของที่จำเป็นต่อการรักษาในแต่ละเคส พร้อมประกาศชัดเจนว่าจะไม่ลงไปเล่นใน “สงครามราคา”ที่อาจจะเกิดขึ้นในตลาดโรงพยาบาลเอกชนจากแรงบีบทางเศรษฐกิจ แต่จะใช้ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และการดูแลด้วยใจเป็นจุดขายหลักในการแข่งขันแทน
“ในช่วงที่กำลังซื้อลดลง คนไข้บางส่วนอาจเลือกไปต่อคิวที่โรงพยาบาลรัฐมากขึ้น แต่การตั้งราคาที่ใกล้เคียงกับพรีเมียมคลินิกจะช่วยให้คนไข้กลุ่มที่ยังพอมีกำลังซื้อเลือกกลับมาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนที่ไว้ใจได้แทน เราจึงมุ่งเน้นการเป็นโรงพยาบาลที่เป็น “Reasonable Price” หรือราคาที่สมเหตุสมผลและจับต้องได้ ราคาของเราจะสูงกว่าพรีเมียมคลินิกของโรงพยาบาลรัฐบาลไม่มากเพื่อให้คนไข้จ่ายไหว และโรงพยาบาลเอกชนอยู่ได้”
ทรานส์ฟอร์มสู่ รพ. เฉพาะทาง ดันรายได้ครึ่งปีแรกโต 10%
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก โรงพยาบาลวิมุตสามารถสร้างการเติบโตได้ประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากการปรับรูปแบบโครงสร้างธุรกิจ จากเดิมที่เป็นโรงพยาบาลทั่วไปเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางมากขึ้น
โดยขุมพลังหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของยอดรายได้ในช่วงที่ผ่านมามาจากทีมแพทย์ 3 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ หมอกระดูก, หมอปอด และหมอหัวใจ ส่วนในครึ่งปีหลัง โรงพยาบาลเตรียมผลักดันอีก 2 กลุ่มเข้ามาเสริมทัพเพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่อง คือ ทีมหมอด้านสตรีและหมอระบบทางเดินอาหาร
จากความสำเร็จในการจัดตั้ง 3 ศูนย์ความเป็นเลิศในปีที่ผ่านมา คือ ศูนย์หัวใจ ศูนย์ปอด และศูนย์กระดูก ในปีนี้วิมุตเดินหน้ายกระดับสู่การเป็น “Integrator Specialist Hospital” เต็มรูปแบบ ด้วยการเพิ่มศูนย์เฉพาะทางอีก 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ทางเดินอาหาร และศูนย์เต้านมและมะเร็งสตรี
โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีเฉพาะทางขั้นสูงเข้ามาปรับใช้ เช่น
- ศูนย์เต้านมและมะเร็งสตรี : ตรวจลึกถึงระดับพันธุกรรมเพื่อการป้องกัน, ใช้เครื่อง Mammogram ความเร็วสูง และระบบเจาะชิ้นเนื้อดูดสูญญากาศ พร้อมทีมศัลยแพทย์ผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งเสริมสร้างเต้านมได้ทันทีหลังผ่าตัดมะเร็ง
- ศูนย์ปอด : ใช้กล้องส่องตรวจมะเร็งปอดความแม่นยำสูง และเปิดโปรแกรมตรวจสมรรถภาพปอดกลุ่มกิจกรรม Extreme รวมถึงศูนย์รักษาอาการนอนกรน
- ศูนย์ทางเดินอาหาร : นำเครื่องมือตรวจการเคลื่อนไหวของลำไส้ในเคสท้องผูกเรื้อรังและกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะทางที่โรงพยาบาลทั่วไปไม่มี
นอกจากนี้ ยังเตรียมปรับวัฒนธรรมการทำงานของแพทย์ให้เป็นรูปแบบ One Stop Service ผ่านทีมสหสาขาวิชาชีพ ที่หมอจากทุกแผนกต้องมาประชุมร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปการรักษาที่ดีที่สุดให้จบในจุดเดียว เพื่อแก้ Pain Point ของคนไข้ที่ต้องถูกส่งตัวไปมาหลายแผนก
บุกพม่าส่งหมอตรวจถึงถิ่น ดันยอดโต 100% ตั้งเป้า 5 ปีปั๊มสัดส่วนต่างชาติแตะ 30%
ปัจจุบัน โครงสร้างสัดส่วนคนไข้ของโรงพยาบาลวิมุต แบ่งเป็นคนไทย 90% และชาวต่างชาติ 10% (หากแบ่งตามช่องทางชำระเงิน จะเป็นกลุ่มคนไข้เงินสด 40% คนไข้ประกันภัย 40% และกลุ่มลูกค้าองค์กรหรือคอร์ปอเรตอีก 20%) อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า จะต้องขยับสัดส่วนคนไข้ต่างชาติให้ขึ้นมาอยู่ที่ 30% ให้ได้
เมื่อเจาะลึกตลาดต่างประเทศ หลังจากโรงพยาบาลเคยเข้าไปทำตลาดเชิงรุกในกลุ่มประเทศอาหรับและกัมพูชาแล้วประสบปัญหาด้านสถานการณ์สงครามจนเดินหน้าต่อได้ยาก ปัจจุบันจึงได้เบนเข็มมาโฟกัสกลุ่มอินโดนีเซีย, จีน, และกลุ่ม CLV โดยเฉพาะ “ตลาดเมียนมา (พม่า)” ที่สามารถสร้างอัตราการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดทะลุ 100%
กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ตลาดพม่าเติบโตอย่างรุนแรง มาจากการผสมผสานระหว่างการทำงานร่วมกับตัวแทนท้องถิ่น และการใช้กลยุทธ์ห่วงโซ่การแพทย์เชิงรุก โดยโรงพยาบาลไม่ได้ตั้งรับรอให้คนไข้เดินทางมาหา แต่ใช้วิธีส่งทีมแพทย์เฉพาะทางบินออกไปทำนัดตรวจคัดกรองและประเมินอาการคนไข้ถึงในประเทศพม่าล่วงหน้ามาแล้ว 2-3 รอบ เพื่อเจาะกลุ่มตลาดชนชั้นกลางค่อนไปทางระดับบนที่มีกำลังจ่าย แต่ติดข้อจำกัดด้านการแพทย์ในประเทศที่ไม่สามารถรักษาโรคที่ซับซ้อนได้ เช่น เคสการส่องกล้องตับ
“ทางเรามีทีมแพทย์ออกไปตรวจที่นู่นเลย ไปดูที่นั่นก่อน แล้วถ้าต้องผ่าตัดเราถึงจะเชิญเขากลับเข้ามาในประเทศไทยเพื่อดึงรายได้กลับเข้าประเทศเรา ตลาดพม่าเป็นตลาดที่ใกล้และมี Potential (ศักยภาพ) ที่เราจะโตต่อยอดได้”
ปัจจุบันกลุ่มคนไข้ต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลวิมุต เรียงตามลำดับความสำคัญได้ดังนี้ :
- ชาวจีน: เป็นกลุ่มอันดับหนึ่ง โดยมีทั้งกลุ่มที่พำนักอยู่ในไทย (Expat) และกลุ่มนักท่องเที่ยว
- ชาวพม่า: เป็นกลุ่มที่ 2 ที่ยังคงเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
- ชาวกัมพูชา: มีสัดส่วนรองลงมาและยังมีการเข้ามาใช้บริการบ้างในปัจจุบัน
- ชาวมาเลเซียและสิงคโปร์: ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว
“ตลาดกัมพูชาถูกจัดอยู่ในกลุ่มตลาดที่ไปต่อได้ค่อนข้างยากในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ แต่เรายืนยันว่ายังไม่ทิ้งตลาดกัมพูชา และยังคงรักษาความสัมพันธ์ กับเอเจนท์ในพื้นที่ไว้รอให้ปัญหาทางการเมืองและเรื่องทางการทหารคลี่คลายลงก่อน”
นอกจากกัมพูชาแล้ว โรงพยาบาลยังให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศรอบ ๆ ที่เรียกว่า CLV (กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม) และประเทศอื่นในภูมิภาค ได้แก่:
- อินโดนีเซีย: เป็นอีกหนึ่งตลาดใหม่ที่ทางโรงพยาบาลกำลังมองหาโอกาส
- กลุ่มประเทศอาหรับ (Gulf County): แม้ปัจจุบันการเดินทางจะยังมีความยากลำบาก แต่โรงพยาบาลยังคงติดต่อสื่อสารเพื่อหาช่องทางรักษาพยาบาลร่วมกันในอนาคต
ผนึกพฤกษาผุด ‘Healthy Home’ ใช้การแพทย์เปลี่ยนดีไซน์บ้าน
อีกหนึ่งกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าในประเทศ คือการจับมือร่วมกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครืออย่าง พฤกษา (Pruksa) โดยมอบสิทธิประโยชน์และส่วนลดพิเศษ รวมถึงสิทธิ์ในการเข้าถึงบริการที่มากกว่าปกติ เช่น การจองเตียงผู้ป่วย พร้อมทั้งส่งทีมการตลาดและแพทย์เคลื่อนที่ออกไปจัดกิจกรรมดูแลสุขภาพตามหมู่บ้านต่าง ๆ ของพฤกษาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยตั้งเป้าหมายดึงยอดลูกบ้านพฤกษาให้เข้ามาใช้บริการของโรงพยาบาลให้ได้ 20-30% ในปีนี้
นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังเตรียมนำองค์ความรู้ทางการแพทย์เข้าไปพลิกโฉมการออกแบบที่อยู่อาศัยของพฤกษาให้กลายเป็น “Healthy Home” อย่างจริงจัง โดยแพทย์จะเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่วันดีไซน์โครงสร้างบ้าน เช่น การคำนวณทิศทางการวางเตียงนอน แสงสว่าง ความเงียบสงบภายในห้องนอนเพื่อสภาวะการนอนที่ดีที่สุด รวมถึงการออกแบบฟังก์ชันบ้านสำหรับรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการหกล้มในตัวบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ