สหรัฐ-จีนรบกันต่อนอกโลก! แข่ง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศ’
ในศึกปัญญาประดิษฐ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างทุ่มเงินระดับ “แสนล้านดอลลาร์” แข่งกันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดมหึมา เพื่อฝึก AI รุ่นใหม่ที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อน
แต่เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น โลกกลับเริ่มค้นพบว่า “ข้อจำกัดที่แท้จริง” ของ AI อาจไม่ใช่เรื่องชิปอีกต่อไป แต่คือ “พลังงาน”
ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ที่ใช้ฝึก AI หนึ่งแห่ง อาจใช้ไฟฟ้ามากเทียบเท่า “ทั้งเมือง” เพราะการประมวลผล AI ต้องให้ GPU หลายหมื่นถึงหลายแสนตัวทำงานพร้อมกันตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังต้องใช้ระบบหล่อเย็นขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันความร้อนระดับมหาศาลที่เกิดจากการประมวลผล
หลายรัฐในสหรัฐเริ่มเผชิญปัญหาไฟฟ้าไม่พอ ขณะที่ชุมชนจำนวนมากเริ่มต่อต้านการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ เพราะกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้น้ำ และค่าไฟที่มีแนวโน้มแพงขึ้น
ถ้าพลังงานบนโลกเริ่มไม่พอ แล้ว AI จะเติบโตต่อไปอย่างไร? และนี่คือจุดที่“อวกาศ” เริ่มกลายเป็นคำตอบ
เพราะนอกโลก ไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องโครงข่ายไฟฟ้า และที่สำคัญที่สุด คือมี “พลังงานแสงอาทิตย์แทบไม่จำกัด”
ล่าสุด Google เปิดเผยโครงการลับชื่อ “Project Suncatcher” ซึ่งมีเป้าหมายทะเยอทะยานในการทดลองนำระบบประมวลผล AI ขึ้นสู่วงโคจรโลก โดยใช้ “พลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ” เป็นแหล่งพลังงานหลัก
จากไอเดียที่ถูกมองว่าเพ้อฝัน สู่ ‘โครงการจริงของ Google’
ทราวิส บีลส์ ผู้อำนวยการอาวุโสของทีมวิจัย Paradigms of Intelligence ของ Google เล่าว่า ตอนแรกเขาพยายามหาข้อโต้แย้งกับแนวคิดนี้อยู่นานเกือบสองปี แต่ยิ่งคำนวณ ยิ่งทดลอง และยิ่งศึกษาความเป็นไปได้ ทีมกลับพบว่า “นี่อาจทำได้จริง”
Google จึงจับมือกับ Planet Labs บริษัทด้านภาพถ่ายดาวเทียม เตรียมส่งดาวเทียมต้นแบบที่ติดตั้ง Tensor Processing Units (TPU) หรือชิป AI เฉพาะทางของ Google ขึ้นสู่อวกาศในปี 2027 เพื่อทดสอบว่า ชิปเหล่านี้จะสามารถทำงานท่ามกลางรังสีอวกาศและสภาวะแวดล้อมสุดโหดได้หรือไม่
หากสำเร็จ นี่จะเป็นหนึ่งในก้าวแรกของการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน AI นอกโลก”
บีลส์กล่าวว่า ดวงอาทิตย์คือ “แหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ” และอวกาศอาจกลายเป็นพื้นที่ที่มนุษย์สามารถเข้าถึงพลังงานได้แทบไม่จำกัด
แต่เบื้องหลังแนวคิดนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องไฟฟ้า แต่คือ “สงครามยุทธศาสตร์แห่งอนาคต”
‘อวกาศ’ ทางออกคอขวดพลังงาน
หง ซ่างกวน นักลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งเคยเป็นพาร์ตเนอร์ของ Legend Capital มองว่า การแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศ คือจุดบรรจบของหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ตั้งแต่ AI เซมิคอนดักเตอร์ อวกาศ ไปจนถึงความมั่นคงแห่งชาติ
“นี่คือสมรภูมิใหม่ของการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน” เขากล่าว
ฝั่งสหรัฐมองว่า AI กำลังติด“คอขวดพลังงาน” อย่างหนัก โดยในปัจจุบัน ดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐมีขนาดรวมกว่า 29.2 กิกะวัตต์ หรือคิดเป็นประมาณ 6% ของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ และตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามรายงานล่าสุดของ International Data Center Authority ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในกรุงวอชิงตัน
เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia เคยเตือนไว้ว่า พลังงานกำลังกลายเป็น “อุปสรรคใหญ่ที่สุด” ต่อความเป็นผู้นำ AI ของอเมริกา เพราะยิ่ง AI โมเดลใหญ่ขึ้น ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ยิ่งต้องใช้ทั้งไฟฟ้า น้ำหล่อเย็น และพื้นที่มหาศาล
ดังเห็นได้จากหลายชุมชนในสหรัฐเริ่มต่อต้านการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะกังวลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากร และภาระต่อโครงข่ายไฟฟ้า
เจคอบ ฟลอเรส นักลงทุนจาก Type One Ventures อธิบายว่า ผู้ผลักดันแนวคิดดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศเริ่มใช้เหตุผลใหม่ว่า หากย้ายโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนออกไปนอกโลก ก็อาจลดแรงเสียดทานทางการเมืองและสังคมบนโลกได้
สำหรับสหรัฐ อวกาศจึงถูกมองว่าเป็น “ทางออกด้านพลังงาน” ของ AI
จีนเร่งสร้าง ‘อธิปไตยข้อมูลอวกาศ’
ในอีกด้านหนึ่ง มุมมองของจีนกลับ “ต่างออกไป” ข้อมูลจาก International Data Center Authority ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ของจีนมีกำลังใช้ไฟรวม 8.5 กิกะวัตต์ หรือประมาณ 0.8% ของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐมาก
ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังลงทุนพลังงานหมุนเวียนอย่างมหาศาลมายาวนาน จนบางฝ่ายมองว่า ประเทศแทบไม่มีปัญหาด้านไฟฟ้าในระยะสั้น
ดังนั้น เป้าหมายหลักของจีนจึงไม่ใช่การ “หนีปัญหาไฟฟ้า” แต่เป็นการสร้าง “อำนาจอธิปไตยด้านข้อมูลอวกาศ”
หง ซ่างกวนอธิบายว่า ในอนาคต ดาวเทียม โรงงานอวกาศ และระบบสำรวจวงโคจร จะสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งกลับโลกได้ยาก มีต้นทุนสูง และใช้เวลานาน จีนจึงมองว่า วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ “ประมวลผลข้อมูลบนอวกาศตั้งแต่ต้น”
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีน ได้ตั้งคณะกรรมการ Space Compute Professional Committee เพื่อกำหนดมาตรฐานและสนับสนุนโครงการวิจัยด้านนี้ สูงสุดโครงการละ 10 ล้านหยวน
ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทสตาร์ทอัพจีน ADA Space และ Zhejiang Lab ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Alibaba ได้ปล่อยดาวเทียม 12 ดวงที่ติดตั้งระบบประมวลผล AI พร้อมเผยว่าเป็น “เครือข่ายกลุ่มดาวเทียม AI” แห่งแรกของโลก
ดาวเทียมเหล่านี้เชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายสื่อสารด้วยเลเซอร์ ทำให้สามารถประมวลผล AI ร่วมกันบนอวกาศได้ โดยมีกำลังประมวลผลรวมระดับ 5 ควอดริลเลียนครั้งต่อวินาที หรือเทียบเท่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง
ดาวเทียมทั้ง 12 ดวง ถือเป็นเฟสแรกของโครงการ “Three-Body Computing Constellation” ซึ่งมีเป้าหมายสุดท้ายในการสร้างเครือข่ายดาวเทียมถึง 2,800 ดวง พร้อมกำลังประมวลผลระดับ 1 ควินทิลเลียนครั้งต่อวินาที
โครงการดังกล่าว มุ่งเน้นการประมวลผลข้อมูลสำรวจโลกแบบเรียลไทม์ เพื่อนำไปใช้ในด้านการพยากรณ์อากาศ การจัดการภัยพิบัติ และการทหาร
ขณะที่ในฝั่งสหรัฐ โครงการ Project Suncatcher ของ Google ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จะร่วมมือกับบริษัทดาวเทียมสหรัฐPlanet Labs ส่งดาวเทียม 2 ดวงที่ติดตั้งระบบประมวลผลบนชิป TPU ของ Google ขึ้นสู่อวกาศภายในต้นปี 2027
นอกจากนี้ StarCloud สตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกันที่บุกเบิกการสร้างศูนย์ข้อมูลอวกาศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Nvidia ก็ส่งชิป AI รุ่น H100 ขึ้นสู่วงโคจร และเผยว่า สามารถฝึก “โมเดลภาษาขนาดใหญ่ในอวกาศ” ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก รวมถึงการสนทนาแบบแชตบอต และการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมแบบเรียลไทม์
ความจริงไม่ง่าย เมื่อเทียบกับหนังไซไฟ
แม้แนวคิดนี้จะฟังดูยิ่งใหญ่และล้ำยุค แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่า โลกยังอยู่ห่างจาก “ดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศขนาดจริง” ไม่น้อย
อาลี จาวาเฮรี นักวิเคราะห์จาก PitchBook กล่าวว่า หลายบริษัทกำลังใช้คำว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศ” ในเชิงการตลาด มากกว่าความเป็นจริง
“คุณสามารถเอา Mac Mini ไปรันโมเดล AI แล้วเรียกมันว่าดาต้าเซ็นเตอร์ก็ได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่า คุณมีดาต้าเซ็นเตอร์ระดับอุตสาหกรรมจริงๆ” เขากล่าว
ทั้งรังสีอวกาศ ระบบระบายความร้อน เศษซากดาวเทียม และการซ่อมบำรุง ถ้าเป็นบนโลก หากเซิร์ฟเวอร์พัง วิศวกรสามารถเดินเข้าไปรีสตาร์ตหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ได้ทันที แต่บนอวกาศกลับไม่ใช่แบบนั้น
พี.เอส. ปัว ซีอีโอของ Phison Electronics ซึ่งพัฒนาอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำหรับอวกาศมานานกว่า 10 ปีมองว่า ความท้าทายสำคัญที่สุด คือ การทำให้ระบบสามารถ “ฟื้นตัวเองได้” หากเกิดความผิดพลาด
“ไม่มีใครสามารถขึ้นไปซ่อมเซิร์ฟเวอร์ในอวกาศได้ง่ายๆ” เขากล่าว
ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “ต้นทุน” เพราะแม้ค่าขนส่งสู่อวกาศจะลดลงอย่างมหาศาล จากกว่า 45,000 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมในปี 1981 เหลือประมาณ 2,000-8,000 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน แต่หลายฝ่ายมองว่า ยังแพงเกินไปสำหรับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ โดยเพียงแค่ “ตู้เซิร์ฟเวอร์” หนึ่งตู้ในดาต้าเซ็นเตอร์ ก็อาจมีน้ำหนักมากกว่า 1,000 กิโลกรัมแล้ว
ฟิล เมตซ์เกอร์ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Central Florida และอดีตนักฟิสิกส์ของ NASA มองว่า หากต้นทุนการส่งวัสดุขึ้นสู่อวกาศลดลงเหลือประมาณ “200 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม” โมเดลธุรกิจนี้จึงจะเริ่ม “คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์” และผู้เล่นสำคัญที่สุดในสมการนี้ก็คือ “SpaceX” จรวดของอีลอน มัสก์ เหตุผลสำคัญที่อาจทำให้ต้นทุนอวกาศลดลง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง SpaceX ก็อาจกลายเป็น “คอขวด” ของอุตสาหกรรมเช่นกัน เพราะหลังจากมัสก์ซื้อ “xAI” อาณาจักรของเขาก็เริ่มครอบคลุมทั้งจรวด เอไอ และโครงสร้างพื้นฐานชิป
นักลงทุนบางรายจึงกังวลว่า SpaceX อาจให้ความสำคัญกับโครงการของตัวเองก่อนคู่แข่ง
รังสีอวกาศ ความร้อน โจทย์โหดบนอวกาศ
นอกจากต้นทุนแล้ว ยังมีอุปสรรคทางเทคนิคสำคัญอีกหลายด้าน เบนจามิน ลี ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและระบบจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า ชิปคอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์สมัยใหม่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทนต่อ “รังสีในอวกาศ รวมถึงอนุภาคพลังงานสูง” ซึ่งอาจกระทบต่อความเสถียรในการประมวลผล
อีกปัญหาคือ แม้อวกาศจะมีอุณหภูมิต่ำถึง “ลบ 270.45 องศาเซลเซียส” แต่ในขณะเดียวกัน อวกาศก็เป็น “สุญญากาศ” นั่นหมายความว่า ไม่มีอากาศพาความร้อนออกไปเหมือนโลก
ดังนั้น หากต้องการระบายความร้อนให้ชิป จึงเหลือเพียงวิธีเดียวคือ “การแผ่รังสีความร้อน” (Radiation) โดยดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศจะต้องติดตั้ง “แผงระบายความร้อนขนาดยักษ์” เพื่อกระจายความร้อนออกจากระบบแทน ก่อนที่ชิปจะเกิดอาการโอเวอร์ฮีทจนไหม้ตัวเอง
แม้จะมีความท้าทายต่าง ๆ “ในมุมของโมเดลธุรกิจ ถือว่าเป็นไปได้” ฟิล เมตซ์เกอร์ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา และอดีตนักฟิสิกส์ของ NASA กล่าว
“นี่เป็นการถกเถียงที่ค่อย ๆ พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง”
สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศ จะมีหน้าตาแตกต่างจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอลบนโลก โดยแบบจำลองส่วนใหญ่จากบริษัทอย่าง Starcloud มีลักษณะคล้าย “ดาวเทียมขนาดยักษ์” ที่มีเซิร์ฟเวอร์ซึ่งติดตั้งชิป AI อยู่ตรงกลาง และล้อมรอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ยาวหลายไมล์ เพื่อผลิตพลังงานให้ระบบทั้งหมด
ฟิลิป จอห์นสตัน แห่ง Starcloud กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในอวกาศจำเป็นต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ทุก ๆ 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชิปคอมพิวเตอร์มักถูกเปลี่ยนรุ่นตามรอบเทคโนโลยี
เขากล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้จะสามารถมองเห็นได้จากโลกในช่วงรุ่งเช้าและพลบค่ำ โดยจะปรากฏบนท้องฟ้ามีขนาดราว “หนึ่งในสี่ของดวงจันทร์” เลยทีเดียว
โลกใหม่ของห่วงโซ่อุปทาน AI
หากดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศเกิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดแค่บริษัทอวกาศ แต่จะเปลี่ยนทั้งห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก โดยผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์อย่าง Foxconn, Quanta และ Wistron ซึ่งปัจจุบันเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของ Nvidia อาจได้ “ตลาดใหม่มหาศาล”
ขณะที่บริษัทด้านระบบระบายความร้อน หน่วยความจำ และโครงสร้างอิเล็กทรอนิกส์ ก็กำลังเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับอวกาศโดยเฉพาะ
ศูนย์วิจัย BIS Research คาดการณ์ว่า ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในวงโคจรอาจอยู่ที่ราว 1.78 พันล้านดอลลาร์ในปี 2029 และขยายเป็น 39,090 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 หรือโตเฉลี่ยปีละ 67.4%
ส่วน DC Market Insights ประเมินกลาง ๆ ว่า ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในวงโคจรอาจเพิ่มจาก 471 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 26,234 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 50.35% ตลอดช่วงคาดการณ์ดังกล่าว
อาวี ชับไท ซีอีโอของ Ramon.Space ชี้ว่า หากอุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้นจริง นี่จะสร้าง “ห่วงโซ่อุปทานใหม่ทั้งหมด” และจะมี “ผู้เล่นหน้าใหม่” จำนวนมากเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้
ไม่ใช่แค่ AI แต่คือ ‘หลักประกันความอยู่รอดของประเทศ’
อีกปัจจัยที่ผลักดันแนวคิดนี้ คือ “ความมั่นคงแห่งชาติ” สงครามไซเบอร์ ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศเริ่มมองว่า การมีข้อมูลสำรองบนโลกเพียงอย่างเดียว อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
สตีฟ ไอเซิล ซีอีโอของ Lonestar Data Holdings ซึ่งมีเป้าหมายสร้างดาต้าเซ็นเตอร์บนดวงจันทร์กล่าวว่า หากเกิดสงครามหรือภัยพิบัติรุนแรง การมี “สำเนาข้อมูลในอวกาศ” อาจช่วยรักษาความต่อเนื่องของระบบธนาคาร โทรคมนาคม สาธารณูปโภค และระบบสุขภาพของประเทศได้
ในมุมนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์อวกาศจึงไม่ใช่แค่ธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์” ของโลกยุคใหม่
คำถามสำคัญคือ เมื่อโลกแบ่งขั้วด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ความขัดแย้งบนโลกจะลามขึ้นสู่อวกาศหรือไม่
ปัจจุบัน บริษัทคลาวด์ของสหรัฐถูกจำกัดการดำเนินงานในจีน ขณะที่จีนก็ถูกตัดขาดจากชิป AI ขั้นสูงของอเมริกา และเมื่อโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มลอยขึ้นสู่วงโคจร ความขัดแย้งเรื่อง “ใครควบคุมข้อมูล” อาจยิ่งซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ร็อบบี ชิงเลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Planet Labs มองว่า อวกาศอาจยังเป็นพื้นที่แห่งความร่วมมือได้ เขาย้อนถึงยุคสงครามเย็น ที่แม้สหรัฐและโซเวียตแข่งขันกันรุนแรง แต่โครงการ Apollo และ Soyuz ก็ยังสามารถเชื่อมต่อกันในอวกาศได้
“อวกาศอาจเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มนุษย์ยังร่วมมือกันได้” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอนาคตจะออกมาแบบใด สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนแล้วคือ การแข่งขัน AI ในยุคต่อไป อาจไม่ได้วัดกันเพียง “ใครมีโมเดลเก่งกว่า” แต่มีแนวโน้มจะวัดกันว่า “ใครมีพลังงานมากกว่า ใครควบคุมอวกาศได้มากกว่า และใครสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตไว้ได้ก่อน”
อ้างอิง: scien, nikkei, nytimes, research, dcmarket