โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

วิกฤติอสังหาฯซ่อนโอกาสวัดพลัง‘บิ๊กดาต้า’เจาะผู้ซื้อกุมอำนาจตลาด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เต็มไปด้วยข่าวร้าย ยอดเปิดโครงการใหม่หดตัว และกำลังซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่! ข้อมูลจากผู้ใช้งานหลายล้านคนบนแพลตฟอร์ม DDproperty และ Think of Living กลับสะท้อนภาพอีกด้าน เมื่อ “คนดูบ้าน” ลดลง แต่“คนพร้อมซื้อ” ไม่ได้หายไป

วิกฤติจึงไม่ใช่จุดจบของตลาด หากเป็นจุดเปลี่ยนที่เกมอสังหาริมทรัพย์เข้าสู่ยุคของผู้ซื้อ บ้านมือสอง และการแข่งขันด้วย “พลังข้อมูล” มากกว่ากำลังเงิน

หากวัดอุณหภูมิตลาดอสังหาริมทรัพย์จากจำนวนผู้เข้าเว็บไซต์ หลายคนอาจสรุปทันทีว่าตลาดกำลังซบเซา เพราะทราฟิกบนแพลตฟอร์มลดลงราว 30% จากปีก่อนแต่เมื่อเจาะลึกลงไปในข้อมูล กลับพบข้อเท็จจริงที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

"คนดูบ้านลด" แต่คนพร้อมซื้อกลับเพิ่ม

วิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย DDproperty และ Think of Living ระบุว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่“กำลังซื้อ” แต่คือ “พฤติกรรมผู้ซื้อ” ผู้บริโภคจำนวนมากเลิกเข้ามาเพียงเพื่อเดินชมโครงการแบบ Window Shopping แต่เป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายชัดเจน มีเงินในมือ และรอจังหวะเหมาะสมในการตัดสินใจซื้อ

ตัวเลขสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน อัตราการเปลี่ยนจากผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นผู้ติดต่อเอเจนท์ในตลาดซื้อเพิ่มจาก 2.8% เป็น 5% ขณะที่ตลาดเช่าพุ่งขึ้นแตะ 15% แสดงให้เห็นว่า แม้จำนวนคนจะลดลง แต่ “คุณภาพของดีมานด์” กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ซื้อในวันนี้ไม่ได้รีบ แต่กำลังรอ “ราคาที่ใช่”

เกมเปลี่ยนจากตลาดผู้ขายสู่ยุคผู้ซื้อเต็มตัว

ข้อมูลบิ๊กดาต้ากำลังส่งสัญญาณว่า “อำนาจต่อรอง” เริ่มย้ายจากฝั่งผู้ประกอบการมาสู่ผู้บริโภคในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดีเวลลอปเปอร์เคยเป็นผู้กำหนดราคาและจังหวะของตลาด แต่ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ เกมได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ผู้ซื้อสามารถเลือก เปรียบเทียบ และรอโปรโมชั่น ได้มากกว่าที่เคยขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องยอมลดราคา แลกกับการเปลี่ยน “คอนกรีตให้กลายเป็นเงินสด”

ภารกิจใหญ่ "เปลี่ยนอิฐเป็นเงินสด"

ปี 2569 จึงเป็นปีแห่งการ“เหยียบเบรก” ข้อมูลระบุว่า ช่วง 5 เดือนแรก จำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลงราว 10% แต่จำนวนยูนิตใหม่หายไปถึง 30% สะท้อนว่าผู้ประกอบการไม่ได้ชะลอเพียงการลงทุน แต่กำลังบริหารความเสี่ยงอย่างจริงจัง

เป้าหมายสำคัญคือการเร่งระบาย“สต็อก” เพื่อนำเงินสดกลับเข้าสู่ธุรกิจ ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และรักษาสภาพคล่อง ผลลัพธ์คือสงครามโปรโมชั่นที่รุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ทั้งส่วนลด เงินคืน ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน หรือ แพ็กเกจดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับผู้ซื้อ นี่คือช่วงเวลาที่อำนาจการต่อรองสูงที่สุดในรอบหลายปี

ตลาดเงียบ…แต่ยอดขายเริ่มฟื้น

แม้ภาพรวมดูซบเซา แต่ตัวเลขอีกด้านกลับส่งสัญญาณเชิงบวก อัตราการดูดซับสินค้า (Absorption Rate) ในหลายเซกเมนต์เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการแนวราบในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะเวลาขายเฉลี่ยลดลงเหลือราว 3 ปี จากเดิมใช้เวลา 4-5 ปี

นั่นหมายความว่า สินค้าที่ยังเหลือในตลาดเริ่มเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น แม้จะไม่หวือหวา แต่เป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

บ้านมือสอง…พระเอกใหม่

หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญของปีนี้ คือการเติบโตของตลาด “บ้านมือสอง” ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาสแรกพบว่า มูลค่าการซื้อขายบ้านมือสองขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดถึง 50% ถือเป็นระดับสูงที่สุดในรอบหลายปี ปัจจัยสำคัญมาจาก "ความคุ้มค่า"

บ้านมือสองจำนวนมากตั้งอยู่ในทำเลที่พัฒนาแล้ว ใกล้ระบบขนส่ง สิ่งอำนวยความสะดวกครบ และมีราคาต่อตารางเมตรต่ำกว่าโครงการใหม่ขณะเดียวกัน เจ้าของทรัพย์ก็ยืดหยุ่นเรื่องราคามากขึ้น

“ต่างจากเมื่อสิบปีก่อน หลายคนไม่ได้คาดหวังว่าราคาที่ดินจะพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดอีกแล้ว จึงพร้อมลดราคาเพื่อปิดการขาย หรือเปลี่ยนเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น หุ้นต่างประเทศ”

เศรษฐกิจยิ่งแผ่ว…ตลาดเช่ายิ่งโต

อีกตลาดที่เติบโตสวนกระแส คือ “ตลาดเช่า” ทุกครั้งที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคมักเลือกความยืดหยุ่นมากกว่าภาระหนี้ระยะยาว คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกเช่าบ้านหรือคอนโดแทนการซื้อ เพื่อรักษาสภาพคล่อง และรอความชัดเจนของเศรษฐกิจ

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มพบว่า สัดส่วนการค้นหาที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังโควิด-19 และมีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอย่างน้อยอีก 1-2 ปี สะท้อนว่าตลาดเช่ากำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแกนหลักของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

เอเจนท์ยุคใหม่…ขายบ้านด้วยข้อมูล

การเปลี่ยนแปลงของตลาดยังส่งผลต่อบทบาทของเอเจนท์อสังหาริมทรัพย์เดิมที่ดีเวลลอปเปอร์มักพึ่งพาทีมขายภายในโครงการเป็นหลัก แต่วันนี้หลายบริษัทเริ่มเปิดกว้างให้เอเจนท์ภายนอกเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเหตุผลสำคัญคือ เอเจนท์สามารถเสนอสินค้าหลายแบรนด์ เปรียบเทียบหลายทำเล และตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนรายชื่อโครงการ แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการตอบลูกค้า การใช้ระบบบริหาร Lead การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมถึงการสร้างแบรนด์ส่วนตัวให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่หรือเซ็กเมนต์ที่ดูแลข้อมูลกำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญที่สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง

ผู้แข็งแรงเท่านั้นที่จะอยู่รอด

แม้ตลาดจะยังไม่กลับมาร้อนแรง แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากผลประกอบการไตรมาสแรกที่ดีขึ้น ในอีกด้าน วิกฤติกำลังทำหน้าที่คัดกรองผู้เล่นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง จะสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ พร้อมสะสมที่ดินและเตรียมโครงการใหม่สำหรับวัฏจักรขาขึ้นรอบต่อไป

ส่วนผู้ประกอบการที่อ่อนแอ อาจต้องถอนตัวจากตลาดสำหรับผู้บริโภค นี่คือปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่น เพราะโครงการของบริษัทที่แข็งแรงมีโอกาสส่งมอบได้ตามแผนมากกว่า

ภาพอนาคตที่ DDproperty และ Think of Living ประเมิน คือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังไม่กลับไปสู่ภาวะร้อนแรงในเวลาอันสั้นราคาจะทยอยปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าจะพุ่งแบบก้าวกระโดด

“ผู้บริโภค” จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน กลุ่มแรก เลือก “ความยืดหยุ่น” ผ่านตลาดเช่า อีกกลุ่ม เลือก “ความคุ้มค่า” ผ่านบ้านมือสอง หรือบ้านมือหนึ่ง ที่ผู้ประกอบการจัดโปรโมชั่นลดราคาเพื่อเร่งระบายสต็อก

ในวันที่หลายคนมองเห็นแต่ข่าวร้าย ข้อมูลบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า วิกฤติครั้งนี้กำลังสร้างสมดุลใหม่ให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย และผู้ที่มีข้อมูล มีเงินพร้อม กล้าตัดสินใจในจังหวะที่เหมาะสม นี่อาจไม่ใช่ช่วงเวลาของความหวาดกลัว แต่คือ“หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่อาจไม่ได้เปิดอยู่นานนัก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...