โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า (Maglev) เจนใหม่ของจีน ... เครื่องบินยังอาย ( ตอน 2 )

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า (Maglev) เจนใหม่ของจีน … เครื่องบินยังอาย ( ตอน 2 ) โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

เมื่อกล่าวถึงมหาวิทยาลัยของจีนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาระบบรางแม่เหล็กไฟฟ้าระดับปานกลางและต่ำรวม 5 เส้นทางก็พบว่า จีนมีหลายสถาบันที่เก่งกาจกระจายอยู่ทั่วประเทศจีน

อาทิ National Defense Science and Technology University (ฉางซา) และ Southwest Jiaotong University (เฉินตู) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของระบบรถรางแม่เหล็กความเร็วต่ำในจีน (ระยะทาง 204 เมตร) เมื่อเดือนเมษายน 2001 และนำไปสู่ “Changsha Maglev” ที่เริ่มเปิดใช้งานเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2016 บนระยะทาง 18.55 กิโลเมตรที่ใช้เวลาเพียง 10 นาที

Chengdu University of Science and Technology ที่แรกเริ่มถูกก่อตั้งเป็นสถาบันด้านวิศวกรรมศาสตร์แห่งเฉินตูเมื่อปี 1954 และประสบความสำเร็จในการทดลองระบบรางแม่เหล็กไฟฟ้า (ระยะทาง 420 เมตร) เมื่อปี 2006 ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าจีนมีความชำนาญในเทคโนโลยีแกนหลักของ Maglev ความเร็วต่ำและปานกลางของตนเองในแง่ของการใช้งานจริงแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยในเซี่ยงไฮ้ (ระยะทาง 1.72 กิโลเมตร) ที่นำไปสู่มาตรฐานแห่งชาติและการออกแบบการจราจรแม่เหล็กความเร็วปานกลางและต่ำ และแก้ไขปัญหา “วิธีการสร้าง” ในเวลาต่อมา รวมทั้ง CRRC ในหลายสาขาที่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบ ขยายระยะทาง และการผ่านทางลาดชันและเส้นทางโค้งได้อย่างต่อเนื่อง

จีนได้ออกแบบการทดสอบระบบรางแม่เหล็กไฟฟ้าใน 5 เส้นทางดังกล่าวที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การพิสูจน์หลักการ มาตรฐานทางวิศวกรรม สมรรถนะของยานพาหนะ ความน่าเชื่อถือในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมทั้งเพิ่มระยะทางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการให้บริการ Maglev ความเร็วปานกลางในเชิงพาณิชย์ในหลายหัวเมืองของจีนในปัจจุบัน

ภายหลังการพัฒนาจน “ตกผลึก” และได้ CF600 ออกมา จีนก็กำหนดให้เทคโนโลยีนี้เป็นแกนหลักในยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากลุ่มเมือง (City Cluster) เพื่อบูรณาการห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงหัวเมืองใกล้เคียงในกลุ่มเมืองเศรษฐกิจสำคัญในรัศมีหนึ่งชั่วโมงเดินทาง (One-Hour Economy) ซึ่งเป็นพื้นฐานของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ต้องมีจำนวนผู้โดยสารหนาแน่นบนเส้นทางที่เหมาะสม

อาทิ กลุ่มเมืองจิงจินจี้ (Jing-Jin-Ji) ที่ครอบคลุมปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ยในบริเวณ “คอไก่” ของจีน กลุ่มเมืองปากแม่น้ำแยงซีเกียง (Yangtze River Delta) ที่มีเซี่ยงไฮ้เป็นหัวมังกรและเชื่อมโยงกับหลายสิบเมืองรอบด้านในบริเวณ “อกไก่” และกลุ่มเมือง GBA (Greater Bay Area) บริเวณ “ท้องไก่” ที่ครอบคลุมหลายหัวเมืองในมณฑลกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า รวมทั้งวงแหวนเศรษฐกิจรอบเฉินตูและฉงชิ่งในด้านซีกตะวันตกของจีน

หลายฝ่ายยังประเมินว่า Maglev เจนใหม่นี้จะใช้เพื่อเชื่อมโยง “ระหว่างกลุ่มเมือง” อีกด้วย โดยคาดว่าเส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้จะเป็นเส้นทางแรก ซึ่งจะลดเวลาในการเดินทางระหว่าง 2 มหานครเหลือเพียง 2.5-3 ชั่วโมงเท่านั้น

เมื่อเทียบกับการบินระหว่างปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ที่ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงแล้ว การใช้บริการ Maglev ก็ดูจะมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่ต้องเสียเวลาเข้าออกเมือง-สนามบินและรอขึ้นเครื่องแล้ว ผู้โดยสารยังไม่ต้องเสี่ยงกับการดีเลย์ของเครื่องบิน สามารถใช้โทรศัพท์มือถือ และนั่งพูดคุยหารือกับญาติและเพื่อนร่วมงานได้ตลอดการเดินทาง คุณสมบัติดังกล่าวสะท้อนว่า ประสิทธิภาพในการเดินทางโดย Maglev เหนือกว่าเครื่องบินพาณิชย์อย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกัน ระบบลดแรงสั่นสะเทือนรองรับทั้งการเคลื่อนที่ด้วยล้อที่ระดับความเร็วต่ำและการลอยตัวด้วยแม่เหล็กที่ระดับความเร็วสูง ระบบนี้ได้รับการออกแบบให้ตรงตามมาตรฐานขั้นสูงสำหรับการทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยผสานการสื่อสารระบบ 5G ระบบตรวจสอบด้วยปัญญาประดิษฐ์ การตรวจจับเสียง และการป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพสูง ความปลอดภัย และความสะดวกสบายของผู้โดยสารที่ใช้บริการ

Maglev รุ่นดังกล่าวจึงมีเป้าหมายที่จะ “เติมเต็ม” ช่องว่างระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงและเครื่องบิน มอบทางเลือกการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กระแสข่าวระบุว่า แม็กเลฟสัญชาติจีนจะเปิดให้บริการได้ใน 1-2 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน บางกระแสข่าวยังระบุว่า เป้าหมายเชิงพาณิชย์ของ Maglev ความเร็วสูงเจนใหม่นี้อยู่ที่ 600-800 กม./ชม. และปัจจุบัน ตัวขบวนรถต้นแบบขนาดเต็ม (Full-Scale Prototype) ได้ออกจากสายการผลิตและอยู่ระหว่างการทดสอบระบบบูรณาการเพื่อเตรียมเปิดให้บริการในเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมศูนย์กลางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจะช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางระหว่างหัวเมืองใหญ่ของจีนได้อย่างมาก

ประการสำคัญ Maglev ความเร็วสูงนี้มี CRRC Corporation Limited เป็นแกนหลักในการพัฒนา ทำให้จีนเคลมว่าเทคโนโลยีนี้เป็น “สายพันธุ์มังกร” อย่างแท้จริง ซึ่งนั่นเท่ากับว่าจีนได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแท้จริง ทำให้สามารถเปลี่ยนจากการพึ่งพาองค์ความรู้ของเยอรมนีและญี่ปุ่นเป็นการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง

และจนถึงปัจจุบันก็สามารถสร้าง “ต้นแบบ” ของ Maglev นี้บนพื้นฐานของการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเองได้ครบชุดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการควบคุมอัจฉริยะ ระบบปฏิบัติการอัตโนมัติและการวิเคราะห์ด้วยเอไอ และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ขณะเดียวกันก็กำลังเดินหน้าทดสอบในหลายด้านเพื่อรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคตอันใกล้

ตอนหน้าผมจะพาไปเจาะลึกถึงเคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลัง Maglev แห่งโลกอนาคตกันครับ …

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...