ไทยผนึกมาเลย์ ลุยการค้าลงทุน ดับไฟชายแดน
ไทย-มาเลเซียชื่นมื่น “อนุทิน” โชว์เป่าแซ็กโซโฟนเพลง My Way ด้าน “อันวาร์” หยิบไมค์กอดคอร่วมร้องเพลง 2 ฝ่ายเห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน สร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกฯ หนุนเอกชนไทยในมาเลเซียรับฟังข้อเสนอ ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เน้นย้ำการเติบโตร่วมกันทุกภาคส่วน
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 9 ก.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในโอกาสเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ ตามคำเชิญของดาโต๊ะ เซอร์รี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยมีรัฐมนตรีหลายคนร่วมคณะ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์
เวลา 13.10 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้หารือเต็มคณะ กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ สร้างพื้นที่แห่งโอกาส ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้คือ การเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อให้การเดินทางของประชาชนสะดวกขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน โดยในวันที่ 10 ก.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศจะร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่และด่านบูกิตกายูฮิตัม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของไทยกับมาเลเซีย
นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายยังตกลงเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญหลายด้าน ทั้งการกลับมาเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ระหว่างจังหวัดสตูลกับเมืองกัวลาปะลิส การเชื่อมระบบจำหน่ายตั๋วรถไฟ เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-บัตเตอร์เวิร์ธให้ใช้ระบบเดียวกัน การฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสุไหงโก-ลก-รันเตาปันจัง และการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อยกระดับการเดินทางและโลจิสติกส์ของทั้งภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไทยและมาเลเซียจะร่วมกันส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับการท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
ด้านความมั่นคง ทั้ง 2 ประเทศยืนยันความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นตรงกันว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการสร้างสันติภาพต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมบริเวณชายแดน รวมถึงจัดตั้งคณะทำงานร่วมดูแลพื้นที่ริมแม่น้ำโก-ลก และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมระหว่าง 2 ประเทศ ในด้านเศรษฐกิจ ทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในสาขาความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงมอบหมายรัฐมนตรีเกษตรของทั้ง 2 ประเทศหาทางออกร่วมกันในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและประมงให้เร็วที่สุด
ทั้งนี้ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการเกษตร ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของทั้ง 2 ประเทศ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปี 2570 จะครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-มาเลเซีย จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนผลการหารือครั้งนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจะขับเคลื่อน MOU ที่อยู่ระหว่างการจัดทำระหว่างหน่วยงานของไทยและมาเลเซียให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว พร้อมเชิญนายกฯ มาเลเซียเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ส่วนประเด็นกุ้งและปลากะพง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของทั้ง 2 ประเทศ ได้หาทางออกร่วมกันเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะเร่งผลักดันให้การปฏิบัติเกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อคลี่คลายปัญหาของเกษตรกร
ก่อนออกเดินทาง ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทินกล่าวถึงการพูดคุยเคลียร์ใจกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กรณีเสนอให้ยุบกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่า ไม่ต้องเคลียร์ใจอะไร ทุกคนสามารถมีความคิดเห็นทุกอย่างได้หมด ซึ่งท่านก็มาร่วมคณะไปด้วยกัน ทุกคนเจอกันเป็นปกติ เราทำงานอย่าไปคิดอะไรมาก ความคิดเห็นแตกต่างกันมีได้ ถ้านโยบายของผู้บริหารสูงสุดเป็นอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างเป็นทางการ ที่ดาโต๊ะ เซอร์รี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นเจ้าภาพเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ช่วงหนึ่งของการรับประทานอาหาร นายอันวาร์ได้เชิญนายอนุทินขึ้นไปเล่นดนตรีและได้เดินไปส่งถึงเวที ก่อนที่นายอันวาร์จะหยิบไมโครโฟนเดินลงจากเวทีมานั่งร้องเพลงที่โต๊ะอาหาร ขณะที่นายอนุทินได้เดินตามลงมาเป่าแซ็กโซโฟนข้างๆ ก่อนที่นายอันวาร์จะกอดคอนายอนุทิน ร่วมร้องเพลงและเล่นดนตรีด้วยกันอย่างเป็นกันเอง
เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย) ณ โรงแรม Park Hyatt Kuala Lumpur นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับมาเลเซียควบคู่กับการดูแลพี่น้องชาวไทยในต่างประเทศด้วย รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนภาคเอกชนไทยในมาเลเซียอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ การอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน แรงงาน และประเด็นอื่นๆ ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจไทยในมาเลเซีย
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การพบหารือในครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลจะได้รับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนโดยตรง เพื่อนำไปพิจารณาผลักดันและต่อยอดเป็นมาตรการสนับสนุนที่สามารถตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม อันจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและมาเลเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ขณะที่การเปิดด่านสะเดา ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซีย ยังสนับสนุนการเดินทางการขนส่งทั้งอาหาร วัตถุดิบและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม เอกชนได้ให้ข้อสังเกตถึงประเด็นที่รัฐบาลไทยจะได้นำไปหารือต่อเนื่อง ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านภาษี การส่งเสริมการนำเข้าแรงงานไทยในมาเลเซีย วัตถุดิบอาหารและสินค้าเกษตรจากประเทศไทย โดยเฉพาะการจัดทำการยอมรับมาตรฐานซึ่งกันและกัน เช่น มาตรฐานฮาลาล เป็นต้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ รวบรวมรายละเอียด ปัญหา อุปสรรค ในวันนี้ และหลายประเด็นได้มีการพูดคุยและตกลงกันในระดับผู้นำแล้ว ส่วนไหนยังไม่ได้มีการพูดคุยก็จะให้สถานเอกอัครราชทูตไทยได้หารือกับหน่วยงานมาเลเซียที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะได้นำไปพูดคุยในระดับคณะทำงาน 2 ฝ่าย (working group) ที่จัดตั้งในแต่ละสาขา รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะได้นำไปพูดคุยในระดับการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (JC) ต่อไป.