GPSC ปักธงชิงพอร์ต PDP 2026 รับบูมดาต้าเซ็นเตอร์ ศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR เสริมความมั่นคงพลังงาน
GPSC วางยุทธศาสตร์รับแผน PDP 2026 ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดแตะ 70% รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมใหม่ ศึกษาพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ร่วมพันธมิตรจากเดนมาร์ก มั่นใจศักยภาพบริหารพอร์ตโรงไฟฟ้าทุกประเภทเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
วันที่ 2 ก.ค.2569 บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ประเมินทิศทางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ซึ่งจะครอบคลุมช่วงปี 2569-2593 เป็นโอกาสสำคัญในการลงทุนกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการGPSC กล่าวว่า บริษัทได้วางกลยุทธ์รองรับทิศทางพลังงานของประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดเป็น 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำและรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่
GPSCประเมินว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยอาจเพิ่มจากระดับประมาณ 30,000-33,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน เป็นราว 77,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ส่งผลให้แผน PDP ฉบับใหม่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทมองว่าในช่วงเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยยังจำเป็นต้องใช้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
ขณะเดียวกัน GPSCเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนา โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งแผน PDP ฉบับใหม่เตรียมบรรจุกำลังผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์ จากเดิมที่กำหนดไว้ประมาณ 600 เมกะวัตต์ โดยมองว่า SMR จะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าฐาน (Base Load) ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ สามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่อง และช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาว
ทั้งนี้ GPSC อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี SMR ร่วมกับ Seaborg Technologies จากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งพัฒนาเตาปฏิกรณ์แบบใช้สารหล่อเย็นชนิดเกลือหลอมเหลว (Molten Salt Reactor) พร้อมศึกษาทางเลือกด้านเทคโนโลยีอื่นเพื่อเปรียบเทียบความเหมาะสม โดยคาดว่าโครงการ SMR แห่งแรกของไทยอาจเกิดขึ้นหลังปี 2579 ภายใต้การพัฒนาโครงการนำร่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
นอกจากนี้ GPSC ยังเดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเดิม การขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย รวมถึงศึกษาการต่อยอดโรงไฟฟ้าที่ใกล้หมดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อรองรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์
บริษัทยังมองว่าการเปิดใช้ระบบสายส่งไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม (Third-Party Access) จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะการให้บริการลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดและมีเสถียรภาพสูง พร้อมศึกษาการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพื่อเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดและสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค