โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สธ.-สปสช.แจง รพ.รัฐเรียกมัดจำ3หมื่น ผู้ป่วยบัตรทองยะลาก่อนผ่าตัด

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สธ.-สปสช.แจงปมผู้ป่วยบัตรทองยะลา ถูก รพ.รัฐ เรียกมัดจำ 3 หมื่น ก่อนผ่าตัดรักษาโรค ชี้ช่องโหว่งบ ทำรพ.แบกภาระอ่วม เล็งรื้อระบบชดเชยด่วน

สธ.-สปสช.แจงปมผู้ป่วยบัตรทองยะลา ถูก รพ.รัฐ เรียกมัดจำ 3 หมื่น ก่อนผ่าตัดรักษาโรค ชี้ช่องโหว่งบ ทำรพ.แบกภาระอ่วม เล็งรื้อระบบชดเชยด่วน

จากกรณีสมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เปิดเผยเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวผู้ป่วยวัย 76 ปี ในจังหวัดยะลา ซึ่งใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท แต่ถูกโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า 30,000 บาท ก่อนเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองนั้น

วันที่ 7 ก.ค. 69 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้ง 7/2569 ว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวป่วยด้วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ซึ่งตามสิทธิประโยชน์ของ สปสช. สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดแบบเปิด ซึ่งยังอยู่ในสิทธิการรักษา

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยกว่า คือ การใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือด (Stent Graft) ผ่านสายสวน ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เนื่องจากไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

“ผู้ป่วยรายนี้อายุมากแล้ว 76 ปี แพทย์จึงเลือกใช้วิธีใส่สเตนต์ เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการผ่าตัดเปิด” นพ.สมฤกษ์กล่าว

ปัญหาอยู่ที่ราคาของอุปกรณ์ โดยสเตนต์มีราคาประมาณ 200,000-300,000 บาทต่อราย ขณะที่อัตราชดเชยของ สปสช. ยังต่ำกว่าต้นทุนจริงประมาณ 30,000 บาท ทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระส่วนต่างเอง

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลในจังหวัดยะลาให้บริการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวประมาณ 230-240 ราย และต้องนำเงินจากแหล่งอื่นมาชดเชยค่ารักษารวมกว่า 4.5-5 ล้านบาท ส่งผลให้โรงพยาบาลเริ่มขอความร่วมมือให้ผู้ป่วยร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน

“กรณีนี้จึงเป็นการขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย ไม่ใช่เพราะโรงพยาบาลไม่รักษา แต่เป็นผลจากต้นทุนอุปกรณ์ที่สูงกว่างบที่ได้รับ”

นพ.สมฤกษ์ ระบุว่า การร่วมจ่ายในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงพยาบาลในจังหวัดยะลา แต่โรงเรียนแพทย์หลายแห่งก็มีการเรียกเก็บเงินร่วมจ่ายประมาณ 30,000-50,000 บาทเช่นกัน เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับไม่ครอบคลุมต้นทุนของอุปกรณ์

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่มีเงินจริง โรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็จะใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นมาช่วยเหลือ ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนต่อเนื่อง

“เรื่องนี้สะท้อนว่าควรมีกลไกให้ผู้ให้บริการกับ สปสช. สามารถหารือและปรับอัตราชดเชยได้รวดเร็วขึ้น ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อหรือราคาเครื่องมือแพทย์ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว”

ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปัญหาลักษณะนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อหาแนวทางแก้ไข

“ตัวเลขงบประมาณที่ต้องปรับจริงๆ ไม่ได้มากนัก สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้สามารถปรับระบบได้รวดเร็ว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนคณะกรรมการจำนวนมากจนล่าช้า”

สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า โรงพยาบาลควรพยายามหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย และขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่งใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ

“โรงพยาบาลพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าสุขภาพการเงินของโรงพยาบาลหลายแห่งมีข้อจำกัด หากสามารถปรับงบประมาณให้เหมาะสมมากขึ้น ปัญหาลักษณะนี้ก็น่าจะลดลง”

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ โรงพยาบาลสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ 2 ส่วน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลในระบบ DRG และค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์

ปัจจุบัน สปสช. ชดเชยค่าสเตนต์ประมาณ 200,000 บาท ขณะที่ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการของกรมบัญชีกลางเบิกได้ประมาณ 220,000 บาท แม้ตัวเลขจะต่างกันไม่มาก แต่เมื่อรวมค่ารักษาอื่น ๆ แล้ว โรงพยาบาลมองว่าภาพรวมของงบประมาณยังต่ำกว่าต้นทุนจริง

นพ.จเด็จ กล่าวว่า เบื้องต้นได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่า หากเป็นหัตถการแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive) ซึ่งให้ผลการรักษาดีกว่าและลดความเสี่ยงของผู้ป่วย ก็ควรมีการทบทวนแนวทางการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อจูงใจให้โรงพยาบาลเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ

กรณีผู้ป่วยบัตรทองในจังหวัดยะลา ถูกเรียกเก็บเงินมัดจำก่อนเข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบหลักประกันสุขภาพ เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่การปรับอัตราชดเชยยังไม่ทันต่อราคาจริงของอุปกรณ์ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุน หรือบางแห่งเริ่มขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย

ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ยืนยันว่าจะเร่งหารือเพื่อปรับระบบงบประมาณและอัตราชดเชยให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษา โดยมีเป้าหมายลดภาระของโรงพยาบาล ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยไม่ให้ถูกปฏิเสธหรือถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินกว่าหลักเกณฑ์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...