สธ.-สปสช.แจง รพ.รัฐเรียกมัดจำ3หมื่น ผู้ป่วยบัตรทองยะลาก่อนผ่าตัด
สธ.-สปสช.แจงปมผู้ป่วยบัตรทองยะลา ถูก รพ.รัฐ เรียกมัดจำ 3 หมื่น ก่อนผ่าตัดรักษาโรค ชี้ช่องโหว่งบ ทำรพ.แบกภาระอ่วม เล็งรื้อระบบชดเชยด่วน
จากกรณีสมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เปิดเผยเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวผู้ป่วยวัย 76 ปี ในจังหวัดยะลา ซึ่งใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท แต่ถูกโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า 30,000 บาท ก่อนเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองนั้น
วันที่ 7 ก.ค. 69 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้ง 7/2569 ว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวป่วยด้วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ซึ่งตามสิทธิประโยชน์ของ สปสช. สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดแบบเปิด ซึ่งยังอยู่ในสิทธิการรักษา
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยกว่า คือ การใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือด (Stent Graft) ผ่านสายสวน ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เนื่องจากไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
“ผู้ป่วยรายนี้อายุมากแล้ว 76 ปี แพทย์จึงเลือกใช้วิธีใส่สเตนต์ เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการผ่าตัดเปิด” นพ.สมฤกษ์กล่าว
ปัญหาอยู่ที่ราคาของอุปกรณ์ โดยสเตนต์มีราคาประมาณ 200,000-300,000 บาทต่อราย ขณะที่อัตราชดเชยของ สปสช. ยังต่ำกว่าต้นทุนจริงประมาณ 30,000 บาท ทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระส่วนต่างเอง
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลในจังหวัดยะลาให้บริการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวประมาณ 230-240 ราย และต้องนำเงินจากแหล่งอื่นมาชดเชยค่ารักษารวมกว่า 4.5-5 ล้านบาท ส่งผลให้โรงพยาบาลเริ่มขอความร่วมมือให้ผู้ป่วยร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน
“กรณีนี้จึงเป็นการขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย ไม่ใช่เพราะโรงพยาบาลไม่รักษา แต่เป็นผลจากต้นทุนอุปกรณ์ที่สูงกว่างบที่ได้รับ”
นพ.สมฤกษ์ ระบุว่า การร่วมจ่ายในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงพยาบาลในจังหวัดยะลา แต่โรงเรียนแพทย์หลายแห่งก็มีการเรียกเก็บเงินร่วมจ่ายประมาณ 30,000-50,000 บาทเช่นกัน เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับไม่ครอบคลุมต้นทุนของอุปกรณ์
อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่มีเงินจริง โรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็จะใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นมาช่วยเหลือ ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนต่อเนื่อง
“เรื่องนี้สะท้อนว่าควรมีกลไกให้ผู้ให้บริการกับ สปสช. สามารถหารือและปรับอัตราชดเชยได้รวดเร็วขึ้น ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อหรือราคาเครื่องมือแพทย์ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว”
ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปัญหาลักษณะนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อหาแนวทางแก้ไข
“ตัวเลขงบประมาณที่ต้องปรับจริงๆ ไม่ได้มากนัก สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้สามารถปรับระบบได้รวดเร็ว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนคณะกรรมการจำนวนมากจนล่าช้า”
สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า โรงพยาบาลควรพยายามหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย และขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่งใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ
“โรงพยาบาลพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าสุขภาพการเงินของโรงพยาบาลหลายแห่งมีข้อจำกัด หากสามารถปรับงบประมาณให้เหมาะสมมากขึ้น ปัญหาลักษณะนี้ก็น่าจะลดลง”
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ โรงพยาบาลสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ 2 ส่วน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลในระบบ DRG และค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์
ปัจจุบัน สปสช. ชดเชยค่าสเตนต์ประมาณ 200,000 บาท ขณะที่ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการของกรมบัญชีกลางเบิกได้ประมาณ 220,000 บาท แม้ตัวเลขจะต่างกันไม่มาก แต่เมื่อรวมค่ารักษาอื่น ๆ แล้ว โรงพยาบาลมองว่าภาพรวมของงบประมาณยังต่ำกว่าต้นทุนจริง
นพ.จเด็จ กล่าวว่า เบื้องต้นได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่า หากเป็นหัตถการแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive) ซึ่งให้ผลการรักษาดีกว่าและลดความเสี่ยงของผู้ป่วย ก็ควรมีการทบทวนแนวทางการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อจูงใจให้โรงพยาบาลเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ
กรณีผู้ป่วยบัตรทองในจังหวัดยะลา ถูกเรียกเก็บเงินมัดจำก่อนเข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบหลักประกันสุขภาพ เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่การปรับอัตราชดเชยยังไม่ทันต่อราคาจริงของอุปกรณ์ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุน หรือบางแห่งเริ่มขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย
ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ยืนยันว่าจะเร่งหารือเพื่อปรับระบบงบประมาณและอัตราชดเชยให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษา โดยมีเป้าหมายลดภาระของโรงพยาบาล ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยไม่ให้ถูกปฏิเสธหรือถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินกว่าหลักเกณฑ์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ