โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไข้เลือดออกอันตรายแค่ไหน? รู้ทันสัญญาณเตือนก่อนอาการวิกฤต

PPTV HD 36

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไข้เลือดออก โรคอันตรายที่พบได้ในช่วงหน้าฝน สาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นพาหะ หากอาการรุนแรงอาจเข้าสู่ระยะวิกฤตและเสี่ยงเสียชีวิตได้

ไข้เลือดออก อันตรายที่มากับยุงลาย รู้ทันสาเหตุ อาการ และการป้องกัน

หน้าฝนมักมาพร้อมความชื้น น้ำขัง และยุงลายที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น จนหลายครอบครัวต้องเฝ้าระวังโรคที่อาจรุนแรงกว่าการเป็นไข้ทั่วไป โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นพาหะ เพราะผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเกิดอาการรุนแรงและเข้าสู่ระยะวิกฤตที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ บทความนี้ PPTV จะพาไปทำความเข้าใจสาเหตุและอาการของไข้เลือดออกที่ต้องสังเกต รวมทั้งแนะนำวิธีป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงโรคไข้เลือดออกในบ้าน

โรคไข้เลือดออกคืออะไร?

รูปโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) คือโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) ที่แพร่สู่คนผ่านยุงลาย สามารถพบการระบาดได้ในหลายประเทศทั่วโลก และถือเป็นโรคประจำถิ่นในหลายพื้นที่รวมถึงประเทศไทยด้วย มักพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า จำนวนผู้ป่วยในไทยจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน และพุ่งสูงในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม

โรคไข้เลือดออกสามารถพบได้ในคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและวัยเรียนที่มักพบอัตราการป่วยสูง แต่ในปัจจุบันไข้เลือดออกไม่ได้เป็นโรคที่ต้องระวังเฉพาะในเด็กเท่านั้น เพราะมีข้อมูลที่สะท้อนว่ากลุ่มวัยรุ่นตอนปลายและวัยทำงานก็มีแนวโน้มพบผู้ป่วยมากขึ้นเช่นกัน ไข้เลือดออกจึงเป็นโรคที่ทุกคนในครอบครัวควรให้ความสำคัญ ทั้งการป้องกันตนเองจากยุงลายและการลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบริเวณบ้านและชุมชน

ไข้เลือดออก อาการเป็นอย่างไร? สังเกตสัญญาณเตือนก่อนอาการรุนแรง

อาการไข้เลือดออกระยะแรก ไม่ว่าจะในเด็กหรือผู้ใหญ่ มีความคล้ายคลึงกับการเป็นไข้ทั่วไป แต่มีจุดสังเกตที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้

  • มีไข้สูงประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องประมาณ 2-7 วัน
  • มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง
  • อาจมีผื่นหรือจุดไข้เลือดออกเล็ก ๆ ขึ้นตามผิวหนัง
  • บางรายอาจมีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือถ่ายเป็นสีดำ

ทั้งนี้ หากไข้ลดแต่อาการแย่ลง เช่น ซึมลง อาเจียนมาก ปวดท้องมาก มือเท้าเย็น หรือปัสสาวะน้อย ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ไข้เลือดออกมีกี่ระยะ? ระยะไหนอันตรายสุด

ไข้เลือดออกสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งวิธีสังเกตอาการไข้เลือดออกแต่ละระยะก็มีความแตกต่างกันไป ดังนี้

1. ระยะไข้สูง

ระยะไข้สูงเป็นช่วงเริ่มต้นของโรคไข้เลือดออก อาการที่พบอาจคล้ายไข้หวัดหรือการติดเชื้อทั่วไป แต่มีจุดสังเกตที่ต่างจากไข้ทั่วไปคืออาการผู้ป่วยไข้เลือดออกระยะแรกจะมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับอาการเหล่านี้

  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หรืออ่อนเพลียมาก
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • อาจมีผื่นหรือตุ่มไข้เลือดออกเล็ก ๆ ตามผิวหนัง

2. ระยะวิกฤต

ระยะวิกฤตมักเกิดขึ้นในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนอาจเข้าใจว่าอาการกำลังดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้วเป็นระยะที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด เพราะบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือมีอาการรุนแรงได้ โดยอาการที่สังเกตได้ในระยะนี้ ได้แก่

  • อ่อนเพลียมาก ซึม กระสับกระส่าย หรือมือเท้าเย็น
  • ปวดท้องมาก อาเจียนบ่อย หรือดื่มน้ำได้น้อย
  • มีเลือดออก เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือถ่ายเป็นสีดำ ซึ่งแสดงถึงอาการเลือดออกในทางเดินอาหาร
  • ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่มีปัสสาวะเลย

แม้ว่าจะมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่จะเข้าสู่ระยะวิกฤต แต่หากมีอาการ ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

3. ระยะฟื้นตัว

สำหรับผู้ป่วยไข้เลือดออกระยะไข้สูงที่ไม่มีอาการรุนแรง หรือผู้ป่วยที่ผ่านระยะวิกฤตไปได้แล้ว ร่างกายจะค่อย ๆ เข้าสู่ระยะฟื้นตัว ซึ่งสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

  • สัญญาณชีพกลับมาเป็นปกติ
  • อาการไข้และอ่อนเพลียค่อย ๆ ดีขึ้น
  • เริ่มรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้มากขึ้น
  • ผื่นหรือจุดแดงตามผิวหนังอาจค่อย ๆ จางลง
  • สามารถกลับมาปัสสาวะได้ตามปกติ

วิธีการรักษาไข้เลือดออก ทำได้อย่างไร?

อาการโรคไข้เลือดออก

การรักษาไข้เลือดออกในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกีโดยตรง การรักษาจึงเน้นการดูแลตามอาการและเฝ้าระวังความผิดปกติอย่างใกล้ชิด แนวทางดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกเบื้องต้น มีดังนี้

  • พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและติดตามอาการอย่างเหมาะสม
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำหรือเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • หากมีไข้ ควรใช้พาราเซตามอลตามคำแนะนำของแพทย์หรือฉลากยา
  • หลีกเลี่ยงยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน และยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
  • สังเกตอาการเตือน เช่น ปวดท้องมาก อาเจียนบ่อย ซึม มือเท้าเย็น เลือดออกผิดปกติ หรือปัสสาวะน้อยลง
  • หากมีอาการรุนแรง ควรรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดหรือการดูแลใกล้ชิดจากแพทย์

ป้องกันไข้เลือดออกอย่างไร? ลดความเสี่ยงตั้งแต่ตนเองไปจนถึงชุมชน

การป้องกันไข้เลือดออกควรเริ่มจากปกป้องตนเองจากยุงลาย และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบริเวณบ้าน โดยสามารถดูแลเบื้องต้นได้ดังนี้

  • เก็บบ้านให้สะอาด ปลอดโปร่ง ลดมุมอับที่ยุงใช้เกาะพัก
  • เก็บขยะและภาชนะที่อาจมีน้ำขัง เช่น กระถาง ยางรถยนต์ ขวด หรือแก้วพลาสติก
  • เก็บน้ำให้มิดชิด ปิดฝาภาชนะใส่น้ำ หรือเปลี่ยนน้ำเป็นประจำ
  • ใช้ยากันยุง สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เมื่อต้องอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
  • ติดมุ้งลวด ใช้มุ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงเข้ามาในบ้านหรือพื้นที่อาศัย
  • หากมีผู้ป่วยในบ้าน ควรป้องกันยุงกัดผู้ป่วย เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนอื่น

นอกจากนี้ วัคซีนไข้เลือดออกยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคและอาการรุนแรงในบางกลุ่ม โดยควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน เพื่อประเมินความเหมาะสมตามอายุ ประวัติสุขภาพ และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล

ไข้เลือดออก เรื่องใกล้ตัวที่รู้ทันได้ก่อนเสี่ยงอาการรุนแรง

ไข้เลือดออกเป็นโรคที่พบได้ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ยุงลายแพร่พันธุ์ได้ง่าย การรู้เท่าทันอาการ ระยะของโรค วิธีดูแลรักษา และแนวทางป้องกันอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้ ทั้งนี้ หากมีไข้สูงต่อเนื่องหรือมีสัญญาณผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

สำหรับใครที่ต้องการติดตามข่าวสารสุขภาพ สถานการณ์โรคระบาด และข้อมูลน่ารู้รอบตัว สามารถติดตามอัปเดตข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ PPTV HD 36 เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ดูแลตัวเองและคนในครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น

FAQ คำถามที่พบบ่อย

โรคไข้เลือดออกกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?

ไข้เลือดออกสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ เพราะไวรัสเดงกีมีหลายสายพันธุ์ หากติดเชื้อคนละสายพันธุ์กับครั้งก่อน ก็ยังมีโอกาสป่วยซ้ำได้ และบางรายอาจเสี่ยงอาการรุนแรงมากขึ้น

โรคไข้เลือดออกสามารถติดต่อได้ไหม?

โรคไข้เลือดออกไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง แต่ติดต่อผ่านยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกี

โรคไข้เลือดออก กี่วันหาย?

โดยทั่วไปอาการไข้มักเป็นประมาณ 2-7 วัน และผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากไข้ลดแล้วมีอาการแย่ลง ควรรีบพบแพทย์ทันที

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไข้เลือดออกอันตรายแค่ไหน? รู้ทันสัญญาณเตือนก่อนอาการวิกฤต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...