ไข้เลือดออกอันตรายแค่ไหน? รู้ทันสัญญาณเตือนก่อนอาการวิกฤต
ไข้เลือดออก อันตรายที่มากับยุงลาย รู้ทันสาเหตุ อาการ และการป้องกัน
หน้าฝนมักมาพร้อมความชื้น น้ำขัง และยุงลายที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น จนหลายครอบครัวต้องเฝ้าระวังโรคที่อาจรุนแรงกว่าการเป็นไข้ทั่วไป โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นพาหะ เพราะผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเกิดอาการรุนแรงและเข้าสู่ระยะวิกฤตที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ บทความนี้ PPTV จะพาไปทำความเข้าใจสาเหตุและอาการของไข้เลือดออกที่ต้องสังเกต รวมทั้งแนะนำวิธีป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงโรคไข้เลือดออกในบ้าน
โรคไข้เลือดออกคืออะไร?
โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) คือโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) ที่แพร่สู่คนผ่านยุงลาย สามารถพบการระบาดได้ในหลายประเทศทั่วโลก และถือเป็นโรคประจำถิ่นในหลายพื้นที่รวมถึงประเทศไทยด้วย มักพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า จำนวนผู้ป่วยในไทยจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน และพุ่งสูงในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม
โรคไข้เลือดออกสามารถพบได้ในคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและวัยเรียนที่มักพบอัตราการป่วยสูง แต่ในปัจจุบันไข้เลือดออกไม่ได้เป็นโรคที่ต้องระวังเฉพาะในเด็กเท่านั้น เพราะมีข้อมูลที่สะท้อนว่ากลุ่มวัยรุ่นตอนปลายและวัยทำงานก็มีแนวโน้มพบผู้ป่วยมากขึ้นเช่นกัน ไข้เลือดออกจึงเป็นโรคที่ทุกคนในครอบครัวควรให้ความสำคัญ ทั้งการป้องกันตนเองจากยุงลายและการลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบริเวณบ้านและชุมชน
ไข้เลือดออก อาการเป็นอย่างไร? สังเกตสัญญาณเตือนก่อนอาการรุนแรง
อาการไข้เลือดออกระยะแรก ไม่ว่าจะในเด็กหรือผู้ใหญ่ มีความคล้ายคลึงกับการเป็นไข้ทั่วไป แต่มีจุดสังเกตที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้
- มีไข้สูงประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องประมาณ 2-7 วัน
- มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง
- อาจมีผื่นหรือจุดไข้เลือดออกเล็ก ๆ ขึ้นตามผิวหนัง
- บางรายอาจมีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือถ่ายเป็นสีดำ
ทั้งนี้ หากไข้ลดแต่อาการแย่ลง เช่น ซึมลง อาเจียนมาก ปวดท้องมาก มือเท้าเย็น หรือปัสสาวะน้อย ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
ไข้เลือดออกมีกี่ระยะ? ระยะไหนอันตรายสุด
ไข้เลือดออกสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งวิธีสังเกตอาการไข้เลือดออกแต่ละระยะก็มีความแตกต่างกันไป ดังนี้
1. ระยะไข้สูง
ระยะไข้สูงเป็นช่วงเริ่มต้นของโรคไข้เลือดออก อาการที่พบอาจคล้ายไข้หวัดหรือการติดเชื้อทั่วไป แต่มีจุดสังเกตที่ต่างจากไข้ทั่วไปคืออาการผู้ป่วยไข้เลือดออกระยะแรกจะมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับอาการเหล่านี้
- ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หรืออ่อนเพลียมาก
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียน
- อาจมีผื่นหรือตุ่มไข้เลือดออกเล็ก ๆ ตามผิวหนัง
2. ระยะวิกฤต
ระยะวิกฤตมักเกิดขึ้นในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนอาจเข้าใจว่าอาการกำลังดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้วเป็นระยะที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด เพราะบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือมีอาการรุนแรงได้ โดยอาการที่สังเกตได้ในระยะนี้ ได้แก่
- อ่อนเพลียมาก ซึม กระสับกระส่าย หรือมือเท้าเย็น
- ปวดท้องมาก อาเจียนบ่อย หรือดื่มน้ำได้น้อย
- มีเลือดออก เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือถ่ายเป็นสีดำ ซึ่งแสดงถึงอาการเลือดออกในทางเดินอาหาร
- ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่มีปัสสาวะเลย
แม้ว่าจะมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่จะเข้าสู่ระยะวิกฤต แต่หากมีอาการ ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
3. ระยะฟื้นตัว
สำหรับผู้ป่วยไข้เลือดออกระยะไข้สูงที่ไม่มีอาการรุนแรง หรือผู้ป่วยที่ผ่านระยะวิกฤตไปได้แล้ว ร่างกายจะค่อย ๆ เข้าสู่ระยะฟื้นตัว ซึ่งสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้
- สัญญาณชีพกลับมาเป็นปกติ
- อาการไข้และอ่อนเพลียค่อย ๆ ดีขึ้น
- เริ่มรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้มากขึ้น
- ผื่นหรือจุดแดงตามผิวหนังอาจค่อย ๆ จางลง
- สามารถกลับมาปัสสาวะได้ตามปกติ
วิธีการรักษาไข้เลือดออก ทำได้อย่างไร?
การรักษาไข้เลือดออกในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกีโดยตรง การรักษาจึงเน้นการดูแลตามอาการและเฝ้าระวังความผิดปกติอย่างใกล้ชิด แนวทางดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกเบื้องต้น มีดังนี้
- พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและติดตามอาการอย่างเหมาะสม
- พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำหรือเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- หากมีไข้ ควรใช้พาราเซตามอลตามคำแนะนำของแพทย์หรือฉลากยา
- หลีกเลี่ยงยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน และยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
- สังเกตอาการเตือน เช่น ปวดท้องมาก อาเจียนบ่อย ซึม มือเท้าเย็น เลือดออกผิดปกติ หรือปัสสาวะน้อยลง
- หากมีอาการรุนแรง ควรรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดหรือการดูแลใกล้ชิดจากแพทย์
ป้องกันไข้เลือดออกอย่างไร? ลดความเสี่ยงตั้งแต่ตนเองไปจนถึงชุมชน
การป้องกันไข้เลือดออกควรเริ่มจากปกป้องตนเองจากยุงลาย และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบริเวณบ้าน โดยสามารถดูแลเบื้องต้นได้ดังนี้
- เก็บบ้านให้สะอาด ปลอดโปร่ง ลดมุมอับที่ยุงใช้เกาะพัก
- เก็บขยะและภาชนะที่อาจมีน้ำขัง เช่น กระถาง ยางรถยนต์ ขวด หรือแก้วพลาสติก
- เก็บน้ำให้มิดชิด ปิดฝาภาชนะใส่น้ำ หรือเปลี่ยนน้ำเป็นประจำ
- ใช้ยากันยุง สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เมื่อต้องอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
- ติดมุ้งลวด ใช้มุ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงเข้ามาในบ้านหรือพื้นที่อาศัย
- หากมีผู้ป่วยในบ้าน ควรป้องกันยุงกัดผู้ป่วย เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนอื่น
นอกจากนี้ วัคซีนไข้เลือดออกยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคและอาการรุนแรงในบางกลุ่ม โดยควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน เพื่อประเมินความเหมาะสมตามอายุ ประวัติสุขภาพ และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
ไข้เลือดออก เรื่องใกล้ตัวที่รู้ทันได้ก่อนเสี่ยงอาการรุนแรง
ไข้เลือดออกเป็นโรคที่พบได้ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ยุงลายแพร่พันธุ์ได้ง่าย การรู้เท่าทันอาการ ระยะของโรค วิธีดูแลรักษา และแนวทางป้องกันอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้ ทั้งนี้ หากมีไข้สูงต่อเนื่องหรือมีสัญญาณผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม
สำหรับใครที่ต้องการติดตามข่าวสารสุขภาพ สถานการณ์โรคระบาด และข้อมูลน่ารู้รอบตัว สามารถติดตามอัปเดตข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ PPTV HD 36 เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ดูแลตัวเองและคนในครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น
FAQ คำถามที่พบบ่อย
โรคไข้เลือดออกกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?
ไข้เลือดออกสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ เพราะไวรัสเดงกีมีหลายสายพันธุ์ หากติดเชื้อคนละสายพันธุ์กับครั้งก่อน ก็ยังมีโอกาสป่วยซ้ำได้ และบางรายอาจเสี่ยงอาการรุนแรงมากขึ้น
โรคไข้เลือดออกสามารถติดต่อได้ไหม?
โรคไข้เลือดออกไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง แต่ติดต่อผ่านยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกี
โรคไข้เลือดออก กี่วันหาย?
โดยทั่วไปอาการไข้มักเป็นประมาณ 2-7 วัน และผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากไข้ลดแล้วมีอาการแย่ลง ควรรีบพบแพทย์ทันที
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไข้เลือดออกอันตรายแค่ไหน? รู้ทันสัญญาณเตือนก่อนอาการวิกฤต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com