โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ภาวะ “อุปสงค์อ่อนแอ” จุดเปราะบางของเศรษฐกิจจีน

เดลินิวส์

อัพเดต 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 3.08 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
แม้จีนยังคงเป็นมหาอำนาจด้านการผลิต เทคโนโลยี และการส่งออกของโลก แต่เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตยังซ่อนความท้าทายสำคัญ นั่นคือ

แม้ในปัจจุบันเราจะเห็นภาพประเทศจีนในฐานะผู้นำระดับโลกด้านการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด แต่ลึกลงไปในโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน จีนกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกินการเติบโตอย่างเงียบ ๆ นั่นคือ "ภาวะอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ" หรืออาการที่ประชาชนและภาคธุรกิจขาดกำลังซื้อและขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย จนทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฝั่งการบริโภคเกิดอาการ "สะดุด" อย่างรุนแรง

ภาวะอุปสงค์อ่อนแอของจีนไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็นผลลัพธ์ที่ตกค้างมาจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี อสังหาริมทรัพย์เคยเป็นสินทรัพย์หลักที่กักเก็บความมั่งคั่งของครอบครัวชาวจีนสูงถึงเกือบ 70% เมื่อมูลค่าบ้านและที่ดินลดลง สิ่งที่ตามมาคือ "เอฟเฟกต์ความมั่งคั่งที่ลดลง"

ชาวจีนจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเอง "จนลง" แม้ว่าจะมีรายได้เท่าเดิม ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคัก กลับกลายเป็นการประหยัดมัธยัสถ์ และเก็บออมเงินสดไว้เพื่อความปลอดภัยแทน

นอกจากเรื่องของสินทรัพย์แล้ว ปัญหาในตลาดแรงงานก็เป็นตัวเร่งให้ความต้องการซื้อหดตัวลง โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่และการปรับลดโบนัสในภาคเอกชน รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัปและเทคโนโลยีที่เคยเป็นแหล่งสร้างรายได้สูง

เมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนในหน้าที่การงาน ผู้บริโภคยุคใหม่ของจีนจึงเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น รถยนต์ บ้าน หรือการท่องเที่ยวต่างประเทศ แล้วหันไปพึ่งพาการบริโภคแบบเน้นความคุ้มค่าสูงสุด หรือที่เรียกกันว่ายุค "การลดระดับการบริโภค" ( Consumption Downgrading )

ความน่ากลัวของอุปสงค์ที่อ่อนแอคือมันกำลังสวนทางกับฝั่งอุปทานอย่างสุดขั้ว ขณะที่โรงงานในจีนยังคงผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมากด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่เมื่อคนในประเทศไม่ซื้อ สินค้าเหล่านั้นจึงกลายเป็น "กำลังการผลิตส่วนเกิน" ที่ต้องระบายออกไปยังตลาดโลก จนกลายเป็นข้อพิพาททางการค้ากับหลาย ๆ ประเทศ

นอกจากนี้ ในขณะเดียวกัน การที่สินค้าล้นตลาดแต่คนไม่มีกำลังซื้อ ยังทำให้จีนต้องเผชิญกับความเสี่ยงของ "ภาวะเงินฝืด" ซึ่งหากปล่อยไว้ระยะยาว จะยิ่งทำให้ค่านิยมการชะลอการซื้อฝังลึก เพราะผู้บริโภคจะรอให้ราคาสินค้าลดลงเรื่อย ๆ

รัฐบาลปักกิ่งตระหนักดีถึงปัญหานี้และพยายามออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น แคมเปญ "เทรด-อิน" ( Trade-In ) ที่สนับสนุนให้ประชาชนนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถยนต์เก่ามาแลกซื้อใหม่โดยให้เงินอุดหนุน รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์การซื้อบ้าน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า มาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน ตราบใดที่ระบบสวัสดิการสังคม การแพทย์ และบำนาญของจีนยังไม่สามารถสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนได้ในระยะยาว ชาวจีนก็ยังคงเลือกที่จะ "ออมเงิน" มากกว่า "ออกไปใช้เงิน"

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า เสน่ห์ของจีนในฐานะ "ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก" กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก การที่จีนจะก้าวข้ามผ่านวิกฤตินี้ไปได้ ไม่ใช่เรื่องของการสร้างโรงงานให้มากขึ้นหรือผลิตสินค้าให้เร็วขึ้น แต่คือการเรียกความเชื่อมั่น คืนเงินในกระเป๋า และสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชน เพื่อให้การบริโภคกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนอีกครั้ง แทนการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออกเป็นหลัก.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...