‘พรรคส้ม’ เหนื่อย! คนกรุงเจน Y-Z ยังเทใจให้ ‘ชัชชาติ’
'รองผอ.สถาบันพระปกเกล้า' ชี้พรรคส้มเหนื่อย กลุ่มเจนY-เจนZ มีแนวโน้มเทใจให้ชัชชาติ ที่มีจุดแข็งเก็บได้ทุกเจนเนอเรชัน
1 มิ.ย. 2569 - ร.อ.ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า กล่าววิเคราะห์สถานการณ์การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม. ผ่านรายการ ไทยโพสต์ ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม ว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นการเลือกตั้งสนามการเมืองท้องถิ่น ความคาดหวังของประชาชนอาจแตกต่างจากการเลือกตั้งใหญ่ที่คนมองว่าเป็นการเลือกตั้งนายกฯ โดยคนที่จะเข้าไปเป็นผู้ว่าฯกทม. ประชาชนต้องการคนที่เข้าไปทำงานแล้วแก้ปัญหาได้ ต้องมีบุคลิกแบบ down to earth พอสมควรเพราะเชื่อว่าคนยังโหยหาคนที่ใกล้ชิดประชาชน ลงมาลุยในเรื่องต่างๆ น้ำท่วมก็ลงมาลุย เป็นคนที่ประชาชนสัมผัสได้ถึงความใส่ใจของผู้ว่าฯกทม. ที่แตกต่างจากการเลือกนายกฯ
ขณะเดียวกัน กทม. ยังอยู่ภายใต้กฎหมายหลักของประเทศ ทำให้การทำงานหลายเรื่อง กทม. ไม่สามารถทำได้ด้วย กทม. เองฝ่ายเดียว ต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆของภาครัฐ ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่ตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ต้องแสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ได้ เช่น ตำรวจ
รอง ผอ.วิทยาลัยการเมืองการปกครอง กล่าวว่า ด้วยความที่กรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงของประเทศ เป็นเมืองหน้าด่าน ปัญหาของ กทม. จึงมีหลายอย่างทั้งปัญหาคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ เช่นเรื่องการคมนาคม การเดินทาง -สาธารณูปโภคต่างๆ การรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นปัญหาภัยพิบัติ แต่ปัญหาของกรุงเทพฯ ก็ค่อนข้างจะเป็นปัญหาเดิมๆ เพราะกรุงเทพฯ คนอยู่เยอะ มีกิจกรรมเกิดขึ้นตลอด ทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคมการเมือง แล้วก็ยังมีปัญหาขยะ ปัญหาเรื่องทางเท้าในกทม. ซึ่งแต่ละปัญหาก็มีความยากในการแก้ไขปัญหา
เพราะอย่างหากจะให้เป็นเมืองแห่งสตรีทฟู้ด แต่หากเน้นเรื่องความสะอาด การจัดระเบียบ ความเป็นสตีทฟู้ดก็จะหายไป จึงเป็นเรื่องที่ต้องหาจุดสมดุลให้ได้ โดยนโยบายแต่ละนโยบายที่ทำออกมา จะมีทั้งคนที่ได้ประโยชน์และคนเสียประโยชน์จึงเป็นโจทย์ที่ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ ต้องหาวิธีการที่ทำให้คนที่เสียประโยชน์ไม่ถึงกับหนักหน่วงมาก ต้องหาวิธีการสร้างสมดุล ซึ่งฝ่ายการเมืองคงเข้าใจกันได้ดีว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้การทำแต่ละเรื่องแล้วทุกฝ่ายจะเห็นชอบด้วยกันหมด
เมื่อถามว่า ยังมีการมองว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะชนะการเลือกตั้ง ร.อ.ดร.จารุพล กล่าวว่า มองว่า นายชัชชาติ ก็ยังได้เปรียบอยู่เมื่อดูจากผลโพลต่างๆ อย่างผลโพลของสถาบันพระปกเกล้า ดร.ชัชชาติ ก็ยังนำมา แต่ถามว่าจะถึงขั้นนอนมาเลยไหม ตนว่าแม้แต่ตัวนายชัชชาติ ก็ต้องทำเต็มที่ คงไม่คิดว่าตัวเองจะนอนมา เพราะอย่าลืมว่ากรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เลือกตั้งซึ่งมีความสวิงสูงมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยฐานเสียงของพรรคประชาชนเองก็ยังแข็งแรง แต่พรรคประชาชนเองก็เหนื่อย
หากพูดกันตรงๆ เพราะหากวิเคราะห์ฐานเสียงของพรรคประชาชน กลุ่มที่เป็นส้มสุดทางเลย เขาก็คงเลือกอยู่แล้วไม่ว่าพรรคจะส่งใครมาลงเลือกตั้ง แต่จะมีกลุ่มเจนY เจนZ ที่สนับสนุนพรรคประชาชนในการเลือกตั้งใหญ่ แต่สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กลุ่มนี้อาจมองที่นายชัชชาติเช่นกัน เพราะนายชัชชาติ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มเจนZ ที่กลุ่มนี้ก็ชื่นชม ชื่นชอบนายชัชชาติไม่น้อยเช่นกัน
"ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของดร.ชัชชาติ ก็คือ ในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ ทั้งเจนY เจนZ ก็ยังรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เขาเข้าใจได้ เขาแฮปปี้กับวิธีการทำงานของคุณชัชชาติ แม้คนกลุ่มนี้จะเป็นแฟนคลับพรรคประชาชนในการเลือกตั้งใหญ่ แต่ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ผมก็เชื่อว่ายังมีคนจำนวนมาก ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ชื่นชม ชื่นชอบดร.ชัชชาติ อันนี้เป็นข้อได้เปรียบของดร.ชัชชาติคือเก็บได้ทุกเจนเนอเรชัน" ร.อ.ดร.จารุพล ระบุ
ถามถึงการที่ผู้สมัครหลายคนลงสมัครในนามอิสระ มีนัยยะอะไรหรือไม่ ร.อ.ดร.จารุพล วิเคราะห์ว่า ก็มีเพราะหากดูจากผลโพลอย่างของสถาบันพระปกเกล้าที่ออกมาวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมาที่ถามว่าหากเป็นคนกรุงเทพฯ มีแนวโน้มจะเลือกผู้ว่าฯกทม.หรือ สก.แบบไหน พบว่า 41.6 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าเลือกที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง มองว่าตรงนี้มีนัยยะที่น่าสนใจคือคนอาจจะเห็น การทำงานของนายชัชชาติในช่วงที่ผ่านมาแล้วมีความรู้สึกว่า การที่คนทำงานหรือตัวนักการเมือง ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง อาจจะมีประโยชน์หรือดีกว่าการสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยเบื่อการเมืองในรูปแบบที่พรรคการเมือง แล้วก็มีปัญหากันระหว่างพรรคการเมือง คนไทยก็คงเบื่อ ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
ร.อ.ดร.จารุพล ยังกล่าวถึงกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าฯ กทม. ในการตอบคำถามการสำรวจโพลว่า กลุ่มดังกล่าว น่าจะรอดูนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แต่ละคน เพราะอย่างโพลของสถาบันพระปกเกล้าที่ออกมาเมื่อ 29 พ.ค. กลุ่มคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจที่มีประมาณ 24.1 เปอร์เซ็นต์นั้น ก็เป็นไปได้ว่ากลุ่มคนบางกลุ่มยังไม่ได้เห็นนโยบาย เพราะผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ก็เริ่มทยอยเปิดนโยบายกันช่วงก่อนหน้านี้ เช่นนายชัชชาติที่เปิดไปเมื่อ 28 พ.ค. กลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจจึงน่าจะเป็นกลุ่มที่รอดูนโยบายของผู้สมัครแต่ละคนแล้วค่อยตัดสินใจ.