'เอกนิติ' ยันไม่ทิ้งวินัยการคลัง แจงโอนงบ 1 หมื่นล้าน รับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต
สภาผู้แทนราษฎรมีมติเอกฉันท์รับหลักการร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ด้วยคะแนนเสียง 462 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวจำนวน 25 คน และกำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 1 วัน โดยจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการนัดแรกในวันที่ 26 มิถุนายน 2569
คลอดพ.ร.บ.โอนงบฯ รับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ว่า การปรับโอนงบประมาณครั้งนี้ เป็นผลจากสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่มีการจัดทำงบประมาณปี 2569 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศ
ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ ภัยธรรมชาติ ความเสี่ยงด้านภัยแล้ง ตลอดจนสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดน ซึ่งล้วนสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและภาระการดำรงชีพของประชาชน
ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต หลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน และหลายเรื่องยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้ทุกเครื่องมือที่มีเพื่อดูแลประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
มุ่งดูแลค่าครองชีพ-ผลักดันลงทุน รักษาโมเมนตัม
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการทั้งในและนอกงบประมาณควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ การใช้กลไกสถาบันการเงินของรัฐสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ เช่น โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกร
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
นายเอกนิติ ยอมรับว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาโอกาสการพัฒนาประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และการจัดเตรียมงบประมาณสำรองรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับการปรับโอนงบประมาณครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ดำเนินการทบทวนและตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะงบเดินทางไปต่างประเทศของคณะรัฐมนตรี รวมถึงโครงการก่อสร้างที่ยังไม่เริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อนำวงเงินที่เหลือกว่า 10,000 ล้านบาท ไปเสริมงบกลางสำหรับรองรับเหตุฉุกเฉินและสถานการณ์ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
เราต้องเตรียมงบประมาณสำรองไว้รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก วิกฤตพลังงาน และภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้รัฐสามารถเข้าไปช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนได้อย่างทันท่วงที
ย้ำยึดหลักสมดุลเศรษฐกิจ-การคลัง
พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังตอบข้อวิจารณ์เรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการดูแลเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการคลังอย่างเคร่งครัด
โดยระบุว่า ผลลัพธ์ที่สะท้อนความเชื่อมั่นดังกล่าวคือ การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศปรับมุมมองฐานะการคลังของไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” ขณะที่การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐส่งผลให้การลงทุนภาครัฐขยายตัว 13.3% ในไตรมาสแรก และ 9.4% ในไตรมาสที่สอง ก่อนที่ข้อมูลล่าสุดยังเติบโตในระดับมากกว่า 10%
“รัฐบาลยังคงยืนอยู่บนหลักการรักษาวินัยการคลัง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การลงทุน และการดูแลประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง” นายเอกนิติกล่าว
แนะรัฐปรับยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ
ด้านนายอภิสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายตอบโต้ภายหลังการชี้แจง โดยระบุว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายล้วนเป็นข้อมูลจากบุคคลในรัฐบาล และตั้งข้อสังเกตว่าการโอนงบประมาณครั้งนี้อาจสะท้อนการเร่งรัดการเบิกจ่ายมากกว่าการปรับยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนบางโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อพิสูจน์ว่าการบริหารงบประมาณไม่ได้ถูกกำหนดด้วยแรงกดดันทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 อย่างเป็นเอกฉันท์ สะท้อนฉันทามติของฝ่ายนิติบัญญัติในการเปิดทางให้รัฐบาลปรับโครงสร้างงบประมาณเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ