'จาตุรนต์' ระบุ การแก้ปัญหาปากท้อง กับการแก้รัฐธรรมนูญ 'ไม่ใช่คนละเรื่องกัน'
จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) ว่า การแก้ปัญหาปากท้อง กับการแก้รัฐธรรมนูญ "ไม่ใช่คนละเรื่องกัน"
วันนี้ผมอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ในวาระที่คณะรัฐมนตรีเสนอให้รัฐสภาพิจารณานำร่างกฎหมายที่ยังค้างจากสภาชุดที่แล้วกลับมาพิจารณาต่อ แต่ในบรรดาร่างที่ตกไป มีร่างหนึ่งที่สำคัญมาก คือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งจะเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กลับไม่ได้ถูกเสนอให้กลับมาพิจารณาต่อ ทั้งที่รัฐสภาชุดที่แล้วพิจารณากันไปไกลมากแล้ว
“ปรากฏการณ์ความไม่ชัดเจน” ใน 4 ประเด็น ที่นายกรัฐมนตรีต้องตอบให้ชัด
[1] ไม่พบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ในนโยบายรัฐบาล
[2] วันนี้เมื่อมีการนำร่างที่รัฐสภายังพิจารณาไม่เสร็จกลับเข้ามา ก็ยังไม่มีร่างแก้ไขมาตรา 256 รวมอยู่ด้วย ทั้งที่รัฐสภาสมัยที่แล้วพิจารณาไปมากแล้ว
[3] แม้พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะพิจารณาร่างใหม่ในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่จะไม่ใช้ร่างเก่าเพราะกังวลเรื่องความขัดแย้งจนทำให้กระบวนการที่คืบหน้าไปมากแล้วช้าลง
ผมเห็นว่าถ้าเรากลัวความขัดแย้งมากเกินไป สุดท้ายเราอาจไม่ได้รัฐธรรมนูญที่ดีขึ้นและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
[4] ความเห็นว่า ควรพักเรื่องรัฐธรรมนูญไว้ก่อน และให้แก้ปัญหาปากท้องก่อน… ถือว่าเป็นตรรกะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้ฝ่ายบริหารเสียเวลาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาปากท้องเลย ตรงกันข้ามวิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ล้วนผูกอยู่กับโครงสร้างของรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งเรื่อง
- ระบบนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่อ่อนแอ
- องค์กรอิสระที่มีอำนาจสูงแต่ตรวจสอบยาก
- ระบบป้องกันการทุจริตที่เสื่อมประสิทธิภาพ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญปราบโกง
- ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กลายเป็นกรอบจำกัดการปรับโครงสร้างประเทศ ….ปัญหาเหล่านี้ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และความสามารถของประเทศในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจทั้งระบบ ข้อเสนอถึงรัฐบาล: อย่าปล่อยให้ 21.6 ล้านเสียงกลายเป็นความสิ้นหวัง สภาชุดที่แล้วเคยทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ครั้งนี้ก็ต้องทำให้เห็นว่ายังมีความตั้งใจจริง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดข้อครหาว่า ที่ครั้งก่อนทำเร็ว เป็นเพียงเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้เท่านั้น เมื่อนายกฯเคยมีคำอธิบายว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็น “คำสั่งของประชาชน” ถ้าเป็นคำสั่งของประชาชนจริง ก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย ผมจึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนให้ชัดว่า รัฐบาลจะไม่รอให้แก้ปัญหาอื่นเสร็จก่อนจึงค่อยแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะสนับสนุนให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าอย่างรวดเร็ว จริงจัง และร่วมมือกันทุกฝ่าย ผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง ควรถูกใช้ให้เป็นพลังทางสังคมในการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนยังมีความหวังว่า ประเทศนี้ยังมีทางออกครับ