ผบ.ทบ.แจงศึกชายแดน ปรับแผนหาโดรนรับมือฉุกเฉิน เสธ.ทบ.เผย 3 ทางแก้งบถูกตัด
ผบ.ทบ.ย้อนวันรับมือ“เขมร ”ชี้เกิดขึ้นรวดเร็ว ปรับแผนรับมือหา“โดรน”เร่งด่วนเฉพาะหน้า ก่อนได้งบประมาณประจำปี “เสธ.ทบ.”เผย3 แผนหลังถูกตัดงบฯ กว่าาพันล้าน จ่อขอแปรญัตติงบกำลังพลตรึงกำลังชายแดน หลังหมุนทหารทัพภาคอื่นช่วย
17 กรกฎาคม 2569 - พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ชี้แจงเหตุผลการเสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปี2570 ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณว่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมาในสถานการณ์สู้รบไทยกัมพูชารอบแรกเหตุการณ์พัฒนาการไปเร็วมาก ต้องมีการปรับแผนอยู่ตลอด รวมไปถึงการจัดหลังยุทโธปกรณ์เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะนั้นกองทัพบกยังไม่มีโดรนที่เตรียมรับมือไว้ จนกระทั่งการรบสู้ระลอกที่2 มีการพัฒนาโดรนขนาดเล็กขึ้นมาใช้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทหารปืนใหญ่ในพื้นที่ผลิตขึ้น เพื่อใช้ตรวจการณ์หน้า หาพิกัดเป้าหมายในการยิงปืนใหญ่ และพัฒนาไปสู่โดรนติดอาวุธ และตรวจการณ์กลางคืน
ทั้งนี้เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและกองทัพบกไม่มีโดรนในอัตรา แต่ก็นับว่าเหตุการณ์ผ่านมาได้ด้วยดี หลังจากนั้นเริ่มมีระบบงบประมาณในห้วงถัดมา
“หลายสิ่งหลายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรก่อน อะไรหลัง แต่สิ่งสำคัญคือต้องปกป้องอธิปไตย ปกป้องชีวิต และหยุดภัยคุกคามให้ได้ เนื่องด้วยเราไม่เคยมีภัยคุกคามให้ได้ ดังนั้นจะมีคำถามหลายหลายเรื่องที่กรรมาธิการถามมา
สำหรับการก่อสร้างหอประชุมกองทัพบก เกิดตามคำสั่งของ คสช.ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 66 ปัจจุบัน ได้ใช้ประโยชน์บ้าง เช่นใช้ประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกรวมถึงกิจกรรมต่างๆและมีบางส่วนราชการมาขอใช้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกรมบัญชีกลางกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณารูปแบบการบริหารอาคารที่ถูกต้องและเหมาะสมกับระเบียบ
รวมถึงการกำหนดอัตราการนำส่งเป็นรายได้แผนดินในกรณีถ้าหากหน่วยงานรัฐภายนอกเอกชนจะเข้ามาใช้เนื่องด้วยเป็นอาคารใหญ่และใช้งบประมาณในการดำรงสภาพสูงมากตอนนี้กองทัพบกใช้ แต่ไม่ได้ใช้บ่อยเพราะต้องใช้งบในการดูแล ดำรงสภาพค่อนข้างสูง
สำหรับงบประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์ในจชต.304 ล้านบาท จะซื้ออุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยให้กับกำลังพล รวมถึงอุปกรณ์พิเศษเช่นกล้องตรวจการกลางคืน ชิ้นส่วนอุปกรณ์ซ่อม ที่ต้องแยกเพราะว่ากำลังหลักของ ทบ. ซึ่งไม่เกี่ยวกับงบ กอ.รมน. ภาค4
พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ชี้แจงว่า งบอัตรากำลังพลของหน่วยกองทัพภาคที่1 กองกำลังบูรพาและกองทัพภาคที่2 กองกำลังสุรนารี ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณรน้อยลง 1,000 กว่าล้านบาทเศษนั้น กองทัพบกมีแนวทาง 3 แนวทางแก้ปัญหา คือ 1. แปรญัตติเพิ่ม เพราะถือเป็นความจำเป็นเนื่องจากช่วงการปฏิบัติงานช่วงสู้รบไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาไม่ได้ใช้กำลังแค่กองทัพภาคที่2 แต่ ได้นำกำลังมาจาก กาญจนบุรี สระบุรี และภาคเหนือไปใช้ด้วย ปัจจุบันมีการปรับลดยอดลงตามสถานการณ์ แต่ก็ยังเกินกว่าอัตราของ กองกำลัง สุรนารีและกองกำลังบูรพา ที่มีอยู่ปกติ 2.หากไม่ได้ก็อาจจะต้องของบกลาง3แปรญัตติไม่ได้ก็อาจจะต้องของบกลาง3.หากไม่ได้อาจจะต้องปรับลดกำลังคนลงตามงบที่ได้รับโดยประเมิน 3-6 เดือนข้างหน้าว่าภัยคุกคามนั้นเราต้องกำลังพลไว้หรือไม่
สำหรับโครงการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบกเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระยะกลางถึงไกลสามารถตอบโต้อาวุุธระยะวิถีโค้งหรือวิถีปล่อย กรณีบีเอ็ม 21 ไม่มีการนำวิถี มีรถใน การเคลื่อนย้ายลำกล้อง แต่เราสามารถแจ้งเตือนได้ แม้ไม่สามารถทำลายได้ ส่วน PHL03 สามารถทำลายได้เมื่อตรวจพบว่าเป็นภัยกับเรา
ส่วนกรณีที่ระบุว่ากองทัพบกสำรองอาวุธจนล้นคลังนั้นเสนาธิการทหารบกชี้แจงว่า ในภาพรวมกองทัพทั่วโลกมีกระสุนสำรองสงคราม 90 วัน แต่ที่ผ่านมาทล.ได้งบประมาณจำกัดก็พยายามบีบงบตัวเองลงมาเหลือ 45 วันหรือต่ำกว่านั้น ปัจจุบันเรากำลังดำเนินการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งคงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะครบตามเพดานที่เรากำหนด