5 มุมมองการหาความสุขในการทำงาน 90,000 ชั่วโมง
รู้หรือไม่ว่า โดยเฉลี่ยแล้ว มนุษย์เราต้องใช้เวลาไปกับการทำงานมากถึง 90,000 ชั่วโมง ตลอดทั้งชีวิต ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของช่วงชีวิตทั้งหมดที่เรามีอยู่บนโลกนี้เลยทีเดียว
Julian Lighton อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของบริษัทเทคในซิลิคอนวัลเลย์ และที่ปรึกษาทางธุรกิจระดับโลกอย่าง McKinsey ได้มาแชร์ประสบการณ์ทำงานไว้ได้อย่างน่าคิด ที่ออฟฟิศ 0.4 คิดว่าคนทำงานแบบเราจะได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก..
Julian สังเกตเห็นเพื่อนร่วมรุ่นจากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง Oxford และ Harvard หลายต่อหลายคน เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงวันที่กลับมารวมตัวกันในงานเลี้ยงรุ่น ซึ่งภาพที่เขาเห็น กลับไม่ใช่กลุ่มคนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข ตรงกันข้าม หลายคนกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟ หย่าร้าง โดดเดี่ยว และไม่มีความสุขกับชีวิต ทั้งที่หากมองจากภายนอก พวกเขาคือคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสิ้นเชิง มีเงินในบัญชีมหาศาล มีเรือยอชท์ มีตำแหน่งหรูหรานำหน้าชื่อ
แต่น่าแปลกที่คนเหล่านี้กลับไม่เคยรู้เลยว่า จริง ๆ แล้ว พวกเขาใช้เวลา พรสวรรค์ และพลังงานในชีวิตไปกับอะไรกันแน่
คำถามคือ เราจะทำอย่างไร ไม่ให้ 90,000 ชั่วโมงของเรา กลายเป็นการประสบความสำเร็จแค่ในกระดาษ แต่กลับว่างเปล่าในชีวิตจริง ?
ซึ่ง Julian Lighton ได้แชร์ 5 มุมมองจากประสบการณ์และความคิดเห็นไว้ได้น่าคิดต่อชีวิตอยู่ไม่น้อย
1. มองการทำงานเป็นการเดินทาง..ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
คนทะเยอทะยานจำนวนมาก มักติดกับดักทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Deferred Happiness Syndrome” หรือ โรคเลื่อนความสุขออกไปก่อน
Julian อธิบายว่า เรามักคิดว่าถ้าฉันเรียนจบ… ถ้าฉันได้เลื่อนตำแหน่ง… ถ้าฉันซื้อบ้านหลังนี้ได้… เมื่อนั้นฉันถึงจะมีความสุข แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ เมื่อเราไปถึงจุดนั้น เป้าหมายแล้ว มันมักจะขยับหนีเราออกไปเรื่อย ๆ ทำให้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จะกลายเป็นเพียงทางผ่านไปสู่ด่านต่อไปที่ไม่สิ้นสุด จนเราลืมดูแลความสัมพันธ์ ลืมงานอดิเรก และลืมรักษาสุขภาพ โดยคิดว่าเดี๋ยวค่อยกลับมาทำทีหลังก็ได้
อยากให้จำไว้ว่า ไม่มีเรือยอชท์กี่ลำ หรือเงินกี่ล้าน ที่จะมาชดเชยความว่างเปล่าของการเดินทาง 90,000 ชั่วโมงได้ หากเราไม่มีความสุขเลยใน 89,999 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น
2. อย่าไล่ตามแค่แรงจูงใจภายนอก จนลืมถามตัวเองว่านี่คือฝันของใคร ?
เงิน ชื่อเสียง ตำแหน่ง หน้าตาในสังคม และการยอมรับจากคนอื่น… สิ่งเหล่านี้คือแรงจูงใจภายนอก หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งไล่สิ่งเหล่านี้ และเมื่อได้มันมา ความสุขนั้นกลับอยู่ได้เพียงไม่นาน เพราะมันเป็นความสำเร็จที่คนอื่นนิยาม ไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกเอง
Julian เล่าถึงผู้บริหารหญิงคนหนึ่งที่เขาเคยเป็นโค้ชให้ เธอมีห้องเพนท์เฮาส์สุดหรู มีรถสปอร์ต มีหน้าที่การงานและสถานะทางสังคมที่ทุกคนอิจฉา แต่เธอกลับพบว่าชีวิตที่ผ่านมา เธอใช้เพื่อตอบสนองความคาดหวังของคนอื่นมาโดยตลอด เริ่มจากพ่อแม่ เพื่อนฝูง คู่ชีวิต จนมาถึงลูกๆ ของเธอ
Julian อยากชวนคิดว่า ความสุขในการทำงานที่ยั่งยืน ควรมาจากแรงจูงใจภายในด้วย เช่น ความสนุกในการฝึกฝนทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ การได้ช่วยเหลือผู้อื่น หรือคุณค่าที่เรายึดถือ เพราะการไล่ตามแต่ความสำเร็จภายนอก อาจทำให้เราดูดีในโพรไฟล์ แต่ข้างในกลับกลวงเปล่าก็ได้
3. ระวังสิ่งที่เราเลือกตอบว่า “ไม่”
การสร้างอาชีพที่มั่นคง ต้องอาศัยการโฟกัส และการสละเวลาบางส่วนไป แถมทำให้เราไม่สามารถตอบตกลงกับทุกเรื่องได้
แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ คนประสบความสำเร็จหลายคน มักเผลอไปตอบปฏิเสธกับสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตโดยไม่รู้ตัว เช่น ความสัมพันธ์ สุขภาพ เวลาของครอบครัว หรือความสุขเล็กๆ น้อยๆ
Julian ได้แชร์เทคนิคนึงที่เรียกว่า “Episodic Future Thinking” คือการลองจินตนาการว่า ตัวเราในอนาคตจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เราเลือกในวันนี้ เช่น การนั่งประชุมต่ออีก 5 นาทีก่อนเลิกงาน มันสำคัญกว่าการไปดูลูกแข่งฟุตบอลหรือแสดงคอนเสิร์ตที่โรงเรียนจริงไหม
จากผลวิจัยระบุว่า 90% ของเวลาทั้งหมดที่เราจะได้ใช้ร่วมกับลูกๆ จะเกิดขึ้นก่อนที่พวกเขาจะอายุครบ 18 ปีเท่านั้น สถิตินี้ทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า เราแน่ใจว่า เราไม่ได้เผลอปฏิเสธคนและช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป
4. ในวันที่เดินไปข้างหน้า เราได้พาใครไปด้วยหรือเปล่า ?
Julian บอกว่า ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของความสำเร็จที่ไร้ความสุข คือ “ความโดดเดี่ยว” หลายคนใช้เวลาหลายปีในการปีนบันไดแห่งความสำเร็จ แต่พอไปถึงจุดสูงสุด กลับพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่คนเดียวอย่างอ้างว้าง เพราะในระหว่างทางดันมองข้ามความสัมพันธ์รอบตัวไปหมด
ความสำเร็จที่ไม่มีใครร่วมยินดี และไม่มีใครให้แบ่งปัน เป็นความสำเร็จที่แห้งแล้งที่สุด อย่าปล่อยให้ตัวเองรู้ตัวในวันที่สายเกินไป ว่าเราปีนขึ้นมาบนยอดเขาได้สำเร็จ แต่กลับไม่มีใครเดินเคียงข้างเราขึ้นมาเลยแม้แต่คนเดียว
5. ฝึกขอบคุณและชื่นชมสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ข้อสุดท้ายนี้ Julian เตือนไว้ว่า ความสำเร็จที่สมบูรณ์ ไม่ใช่แค่การได้มา แต่คือการรับรู้ถึงคุณค่าของมัน และแบ่งปันความรู้สึกขอบคุณนั้นให้กับคนรอบข้างด้วย
จากมุมมองและประสบการณ์ทั้งหมดนี้ อาจไม่ใช่คำตอบที่ตรงใจกับคนทำงานหลายคน แต่สิ่งที่น่าจะคล้ายกันที่สุดคือ เราจะอยู่ร่วมกับเวลา 90,000 ชั่วโมงการทำงานอย่างไรให้มีคุณค่าและมีความสุขไปด้วยกัน..
อ้างอิง : 5 hidden drivers behind career happiness. Or how to make 90,000 hours of your life worth it