โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรากฏการณ์ องคมนตรี สายทหาร 'ลุงตู่-นายกฯ หนู' ทำไมต้อง 'บิ๊กอั๋น VMI' ลูกอีสาน นำทีมเจรจาเขมร เปิดเส้นทาง 'เสธ.เอี่ยว'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

รายงานพิเศษ

แม้ว่ากระทรวงมหาดไทยจะมีการชี้แจงว่า คณะองคมนตรี ได้มาเป็นผู้สังเกตการณ์ในการประชุม กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และภัยพิบัติต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2560 ในยุคที่บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น รมว.มหาดไทย และประชุมเรื่อยมา ในปี 2562, 2563, 2565 หรือแม้แต่ในปี 2568 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.มหาดไทยแล้วก็ตาม

แต่ด้วยภาพของ 9 องคมนตรี ที่มาประชุม บกปภ.ช. เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ในบริบทที่เปลี่ยนไป คือ

1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และควบ รมว.มหาดไทย

2. เป็นนายอนุทิน ที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ภาพลักษณ์ชัดเจนว่าเป็นนักการเมืองสีน้ำเงิน และพรรคภูมิใจไทยก็เปลี่ยนเป็นพรรคสีน้ำเงินเข้ม สะท้อนจุดยืนของการปกป้องสถาบันฯ และรับหน้าที่เป็นพรรคของขั้วอนุรักษนิยม

จึงทำให้เกิดการเชื่อมโยง องคมนตรีกับรัฐบาล และถูกมองในมุมการเมือง

แม้ว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 นายอนุทิน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะเคยร่วมประชุมเช่นนี้มาแล้วก็ตาม โดยในครั้งนั้นมีองคมนตรี 9 คนมาร่วมประชุม เช่น นายพลากร สุวรรณรัฐ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา นายจรัลธาดา กรรณสูต พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยก็ตาม

แต่ในเวลานั้นยังไม่เป็นที่ถูกจับตามอง และที่สำคัญคือในเวลานั้นนายอนุทินยังไม่ได้เป็นนายกฯ

องคมนตรีที่มาส่วนใหญ่ก็เป็นองคมนตรีในสายทหารและความมั่นคง

ส่วนเมื่อ 19 พฤษภาคม 2569 แม้ว่านายอนุทินจะมาประชุมในฐานะ รมว.มหาดไทย ซึ่งโดยตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพก็ตาม แต่ทว่าเป็นในบริบทที่ปัจจุบันนายอนุทินคือนายกรัฐมนตรีด้วย อีกทั้งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีภาพของการถูกเชื่อมโยงกับสถาบันฯ มาโดยตลอด จึงทำให้การประชุมครั้งนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกเชื่อมโยงไปในมุมการเมือง ถึงขั้นที่พรรคประชาชนติติงถึงความไม่เหมาะสมในบทบาทขององคมนตรี

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า องคมนตรีจะได้รับมอบหมายหน้าที่และงานที่รับผิดชอบจากประธานคณะองคมนตรี ที่รับพระบรมราโชบาย จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการติดตามโครงการพระราชดำริต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ โดยมีการแบ่งพื้นที่การรับผิดชอบ

ในห้วงที่ผ่านมาจึงเห็นภารกิจขององคมนตรีลงพื้นที่ต่างจังหวัดกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเพื่อไปเร่งรัดและติดตามการแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ

อีกทั้งที่ผ่านมานายอนุทินในฐานะ มท.1 ยังร่วมคณะของราชเลขานุการในพระองค์ฯ ลงพื้นที่ติดตามโครงการตามพระราชดำริต่างๆ อยู่เป็นระยะด้วย

ประการสำคัญ การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) นี้ มี รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธาน และมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าร่วม ไม่ใช่คณะองคมนตรีเป็นประธาน และองคมนตรีมาทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ และให้คำแนะนำเท่านั้น

แต่ที่ทำให้เป็นประเด็นร้อนอาจเพราะจากรูปแบบของการจัดโต๊ะประชุม ที่คณะองคมนตรีนั่งแผงยาวบนเวทีตรงกลาง ขณะที่ รมว.มหาดไทย และคีย์แมนของกระทรวงมหาดไทยนั่งอยู่โต๊ะด้านล่างเวที เสมือนว่าคณะองคมนตรีเป็นประธาน อย่างไรก็ตาม มีการชี้แจงว่ามีการจัดโต๊ะในลักษณะนี้ทุกครั้ง

ที่เป็นประเด็นสำคัญอีกประการคือ คณะองคมนตรี ที่มาประชุมครั้งนี้ แม้จะมี 9 คน เช่นปีที่แล้ว แต่ทว่าครั้งนี้แตกต่างที่รายบุคคล

โดยปีนี้มี นายพลากร สุวรรณรัฐ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง เช่นเดิม และมีนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ องคมนตรีใหม่ ร่วมสังเกตการณ์

ที่ถูกจับตามองมากคือ มี บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนายอนุทิน เป็นอย่างดี และเคยร่วมรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์มาก่อน มาร่วมด้วย

อีกทั้งนายอนุทินก็ให้ความเคารพ และยึดถือแบบอย่างหลายประการของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จึงยิ่งทำให้ถูกเชื่อมโยง ด้วยเพราะ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ถูกมองว่า อดีตนายกฯ ที่สนับสนุนนายอนุทิน จึงกลายเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตี

แม้ว่าในที่ประชุมคณะองคมนตรีได้ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาวก็ตาม แต่ก็ถูกการเมือง ฝ่ายค้านตำหนิว่าไม่เหมาะสม

จึงต้องรอดูว่าในปีหน้า 2570 จะยังคงมีการจัดการประชุมนี้ต่อไปหรือไม่

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, อนุทิน ชาญวีรกูล, พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว

ขณะที่ในด้านความมั่นคง นายอนุทินก็ยังคงเดินหน้า ในฐานะที่คุมความมั่นคง คุมกระทรวงกลาโหมเอง และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาชายแดนภาคใต้แบบเร่งด่วน

โดยเฉพาะการแต่งตั้งประธานคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission : JBC ) ที่มีแนวโน้มว่าจะเลือกบิ๊กอั๋น พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมข.) มาเป็นประธาน JBC ท่ามกลางการจับตามองว่าเหตุใดจึงเลือกทหารเก่า แทนที่จะเลือกพลเรือน เพราะกรอบงานนี้เป็นของกระทรวงการต่างประเทศ

โดยนายอนุทินระบุว่า พล.อ.สมศักดิ์ เป็นผู้มีประสบการณ์และมีความสามารถ และทำงานด้านความมั่นคงมาโดยตลอด จากที่เคยเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ จึงสลับให้มาเป็นประธาน JBC แล้วให้นายฐนัตถ์ สุวรรณนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้แทน

พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว

มีรายงานว่า เดิมนายอนุทิน และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ พิจารณา ระหว่างพลเรือนที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและการทูต กับทหารเก่า แต่ในที่สุดก็มีความเห็นร่วมกันว่า ควรจะให้อดีตทหารเก่ามาทำหน้าที่ประธาน JBC นี้

ด้วยเพราะจะต้องมีการพูดคุยกับกัมพูชาในเรื่องข้อพิพาทเขตแดนโดยในบริบทปัจจุบันนี้จะโฟกัสไปที่แรงกดดันจากฝั่งกัมพูชา ที่จะขอคืนแผ่นดินบางส่วนที่ไทยได้ยึดครองไว้ในห้วงการสู้รบรอบ

ที่ 2 รวมถึงพื้นที่ที่เป็นดินแดนประเทศไทยที่ทหารไทยได้สละเลือดเนื้อและชีวิตยึดคืนกลับมาได้ ซึ่งในส่วนนี้ฝ่ายไทยจะไม่ยอมคืนโดยเด็ดขาด

ดังนั้น การให้ประธาน JBC เป็นทหารเก่าจึงทำให้เกิดภาพลักษณ์ของความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง อีกทั้งจะต้องเข้าใจในมิติของความมั่นคงโดยเฉพาะด้านการปฏิบัติการทางการทหาร และพื้นที่ชายแดน ซึ่งคนที่เป็นทหารจะเข้าใจได้ถ่องแท้มากกว่าพลเรือน แต่ในคณะกรรมาธิการนี้ก็จะต้องมีพลเรือนที่เก่งเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ และงานการทูตรวมด้วย

ที่สำคัญ พล.อ.สมศักดิ์ ได้ชื่อว่าเป็นนายทหารคนเก่งระดับนำของกองทัพ เป็นเตรียมทหารรุ่น 19 และได้ทุนไปเรียนโรงเรียนนายร้อยเวอร์จิเนียสหรัฐอเมริกา หรือ VMI และผลการศึกษาได้รางวัลเรียนดี และยังเป็นคนอีสาน เกิดที่อุดรธานีอีกด้วย ซึ่งการเป็นนายทหารลูกอีสาน ก็จะทำให้เข้าใจบริบท หัวอกของคนอีสานที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทยและกัมพูชา

ประการสำคัญในกลไกของ JBC จะต้องมีคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม (Joint Technical Sub-Commission) เพื่อพิสูจน์ทราบตำแหน่งของหลักเขต และเส้นเขตแดน ที่จะมีฝ่ายทหารเป็นกำลังหลัก นำโดยกรมแผนที่ทหาร กรมกิจการชายแดนทหาร และกรมสนธิสัญญา ของกระทรวงการต่างประเทศ

นายทหารที่จะมีบทบาทสำคัญอีกคนหนึ่งในเรื่องนี้ยังคงเป็นเสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ที่แม้ว่าจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีนายสีหศักดิ์ เป็นประธานก็ตาม

แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบของ พล.อ.ณัฐพงษ์ ซึ่งเป็นเลขานุการของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา GBC ก็จะต้องมีบทบาทสำคัญ

อีกทั้งการได้ทำงานใกล้ชิดกับนายสีหศักดิ์ ก็ทำให้การประสานงานระหว่างกองทัพกับกระทรวงการต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งนายสีหศักดิ์เองก็เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลความมั่นคง ในมิติด้านการต่างประเทศด้วย

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพงษ์ก็มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ พล.อ.สมศักดิ์ เพราะก็ทำงานด้วยกันมายาวนาน โดยถือเป็นรุ่นพี่ ตท.19 ของรุ่นน้อง ตท.26

ไม่แค่นั้น พล.อ.ณัฐพงษ์ ยังเป็นที่เชื่อมือและเชื่อใจของนายอนุทิน ในเรื่องปัญหาความมั่นคง โดยเฉพาะด้านกัมพูชาอีกด้วย

เพราะหากดูประวัติของ พล.อ.ณัฐพงษ์แล้ว ก็ถือว่าไม่ธรรมดา นอกจากจบจากเตรียมทหารและโรงเรียนนาย จปร. รุ่นที่ 37 แล้ว ยังไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านการจัดการวิศวกรรม ที่ George Washington University, สหรัฐอเมริกา และจบโรงเรียนเสนาธิการทหาร ประเทศอังกฤษ

ในด้านการเป็นทหารนั้น พล.อ.ณัฐพงษ์เป็นเหล่าทหารม้า เติบโตมาในกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) เป็นทหารม้าเมืองกรุง และเคยขึ้นเป็นรองผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์

ที่สำคัญเคยเป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จึงมีประสบการณ์ตรงด้านการเมืองระหว่างประเทศและการทูตโดยฝ่ายทหาร

ไม่นับรวมประสบการณ์ทางการเมือง ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญในห้วงการรัฐประหาร เมื่อครั้งที่เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการของบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ที่ในเวลานั้น เป็นคีย์แมนในกองทัพบก และต่อมา พล.อ.ณัฐพงษ์ก็ได้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในยุคที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ เป็น รมว. ศึกษาธิการนั่นเอง

เคยเป็นคณะอนุกรรมาธิการ ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง วุฒิสภา และผู้ช่วยเลขาศูนย์บูรณาการการแก้ไขสถานการณ์โควิดฯ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ก่อนที่ต่อมา พล.อ.ณัฐพงษ์จะเปลี่ยนเส้นทางเดินชีวิตรับราชการทหาร จากนายทหารม้าหน่วยรบ มาอยู่กรมยุทธการทหาร และย้ายจากกองทัพบก มาอยู่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นรองผู้อำนวยการสำนักบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิบัติ กอ.รมน.

ก่อนที่จะย้ายข้ามฟากไปอยู่กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารสูงสุดและเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และรองเสนาธิการทหาร

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้และบทบาทในปัจจุบันจึงยังคงทำให้ พล.อ.ณัฐพงษ์ถูกจับตามองว่า เป็นแคนดิเดตที่จะชิงเก้าอี้เลขาธิการ สมช. ในการโยกย้ายปลายปี 2569 นี้ รองรับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปด้านความมั่นคง อีกทั้งนายอนุทินก็ต้องการปรับองคาพยพของหน่วยความมั่นคงใหม่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรากฏการณ์ องคมนตรี สายทหาร ‘ลุงตู่-นายกฯ หนู’ ทำไมต้อง ‘บิ๊กอั๋น VMI’ ลูกอีสาน นำทีมเจรจาเขมร เปิดเส้นทาง ‘เสธ.เอี่ยว’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...