สภาสีเทา
เมื่อไหร่จะโตกันเสียที…
เปล่าครับ มิได้หมายถึง นักเรียนชั้นอนุบาล ๓/๔ แต่เป็น สส.ในสภา
โดยเฉพาะ สส.ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล กับพรรคกล้าธรรม
วานนี้ (๒๙ พฤษภาคม) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ ๓๐๘ ต่อ ๑๒๖ เสียงไม่ส่งตัว “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส. สงขลา พรรคกล้าธรรม ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
จริงอยู่ครับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ บัญญัติคุ้มครองสส.เอาไว้
"…ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาไปทําการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทําความผิด
ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทําความผิด ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และเพื่อประโยชน์ในการประชุมสภา ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับเพื่อให้มาประชุมสภาได้
ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี ต้องสั่งปล่อยทันทีถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ โดยศาลจะสั่งให้มีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้
ในกรณีที่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา…”
ที่บัญญัติไว้เช่นนี้วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมือง
แล้วเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรานี้เป็นอย่างไร
ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อธิบายไว้ดังนี้ครับ…
…บทบัญญัติลักษณะนี้ได้บัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ (มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๕) และบัญญัติทำนองเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพื่อกำหนดความคุ้มกันแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มิให้ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองด้วยวิธีการจับกุมคุมขัง หรือเรียกตัวไปสอบสวนในระหว่างสมัยประชุม เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไม่ถูกกระทบกระเทือน และป้องกันการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๔
สำหรับบทบัญญัติในวรรคสองและวรรคสามซึ่งเป็นหลักการทั่วไปเกี่ยวกับกรณีการจับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไปทำการสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาในคดีอาญา ซึ่งห้ามมิให้ดำเนินการในระหว่างสมัยประชุม แต่ถ้ามีการจับในขณะกระทำความผิด ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกทันที และประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกมีสิทธิที่จะขอให้ปล่อยตัวนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติโดยคงหลักการเช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ
และได้เพิ่มถ้อยคำให้ชัดเจนว่า "…..ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับเพื่อให้มาประชุมสภาได้" กล่าวคือ ความในวรรคสองนี้ไม่ควรตีความอย่างแคบว่าหมายถึงการปล่อยตัวสมาชิกผู้นั้นมาร่วมประชุมสภาเท่านั้น เนื่องจากในบางกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาอาจถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองด้วยการถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา เพื่อให้สมาชิกผู้นั้นถูกจับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวไปสอบสวนอันทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมสภาก็ได้ อย่างไรก็ตาม ควรต้องพิจารณาคำขอให้ปล่อยตัวของประธานสภาและคำสั่งให้ปล่อยตัวของพนักงานสอบสวนหรือศาลด้วย
บทบัญญัติในวรรคสี่ของมาตรานี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้เปลี่ยนแปลงหลักการใหม่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่เดิมกำหนดว่าศาลจะพิจารณาคดีอาญาที่สมาชิกถูกฟ้องนั้นในระหว่างสมัยประชุมมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก
ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่า ศาลถือเป็นองค์อำนาจหนึ่งของอำนาจอธิปไตยจึงควรมีอิสระในการพิจารณาคดี ไม่ควรให้ศาลต้องมาขออนุญาตต่อสภาเพื่อพิจารณาคดีต่อไป จึงกำหนดหลักการใหม่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ว่า ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีที่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญาในระหว่างสมัยประชุมได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตสภา แต่การพิจารณาคดีนั้นต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลักการดังกล่าว
"ให้ศาลพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมก็ได้"
หมายถึง ไม่ว่าจะนอกหรือในสมัยประชุมย่อมดำเนินคดีได้ และเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ แล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ย่อมจะส่งผลทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่กระทำความผิด อาจได้รับโทษจำคุกในระหว่างสมัยประชุมได้ เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่กระทำความผิดอาญาไม่อาจอาศัยความคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญทำให้ตนไม่ถูกดำเนินคดีได้ต่อไป…
เห็นมั้ยครับว่ารัฐธรรมนูญที่นักการเมืองกำลังรวมหัวกันฉีกทิ้งอยู่ในขณะนี้ มีของดีซ่อนอยู่มากมาย
ข้อเท็จจริงคดีที่ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว”
ปลายปีที่แล้ว สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติยึดและอายัดทรัพย์สิน "ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” และพวก กว่า ๑๕๙ ล้านบาท ขยายผลจากการตรวจสอบพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์และการฟอกเงิน
ช่วงต้นปีนี้ ดีเอสไอ และ ปปง. ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักในอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เพื่อค้นหาพยานหลักฐานการทำผิดกฎหมายจำนวนมาก
เดือนเมษายนอัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้อง “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์
ขณะที่ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยศาลให้ประกันตัวในวงเงิน ๑ ล้านบาท พร้อมมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
เดือนพฤษภาคม ดีเอสไอ เผยแพร่ข้อมูลการดำเนินคดีกับเครือข่ายเว็บพนัน โดย “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญ
แต่เนื่องจาก “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” เป็น สส. จึงต้องขออนุมัติสภาฯ ในการเรียกตัวไปดำเนินคดีตามมาตรา ๑๒๕ ของรัฐธรรมนูญ
สส.เสียงส่วนใหญ่ในสภาอ้างเอกสิทธิ์คุ้มครองและประเพณีปฏิบัติ คือ ไม่ส่งตัวไปดำเนินคดี
ก็ไม่ทราบว่าอ่านรัฐธรรมนูญกันบ้างหรือเปล่า
หรือรู้ แต่กลัวว่าถ้ามีมติส่งไปวันข้างหน้าโดนเข้ากับตัวเองก็อาจซวยได้
กลับตัวกลับใจกันใหม่เถอะครับ คดีมันชัดเจนขนาดนี้ เส้นทางการเงินมัดตัว หลักฐานคาบ้าน ไม่ใช่คดีการเมือง
อย่าให้เขาด่าไล่หลังสภาสีเทา.