โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“จีน” เผชิญเศรษฐกิจ K-shaped โตสองสปีด ภาคผลิต-AI หนุนเศรษฐกิจ แต่ผู้บริโภคยังซึม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 พ.ค. เวลา 12.54 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. เวลา 04.47 น.

"จีน" เผชิญเศรษฐกิจ K-shaped โตสองสปีด ภาคการผลิตและการส่งออกจากกระแส AI และพลังงานสะอาด ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังอ่อนแรงจากวิกฤตอสังหาฯ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.19 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เศรษฐกิจจีนในเดือนเมษายนมีแนวโน้มสะท้อนภาพสองความเร็วชัดเจนมากขึ้น โดยภาคการผลิตและการส่งออกยังแข็งแกร่ง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังซบเซา แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกระเพื่อมจากสงครามอิหร่านก็ตาม

ข้อมูลที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเตรียมเผยแพร่ในวันจันทร์ คาดว่า ยอดค้าปลีกของจีนจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงขึ้นเล็กน้อยจาก 1.7% ในเดือนมีนาคม แต่ยังถือเป็นหนึ่งในการเริ่มต้นปีที่อ่อนแอที่สุดนอกช่วงโควิด

ในทางตรงกันข้าม ภาคอุตสาหกรรมยังขยายตัวแข็งแกร่ง โดยคาดว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมจะเติบโต 6% จาก 5.7% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลก่อนหน้านี้ระบุว่า การส่งออกจีนเดือนเมษายนพุ่งถึง 14.1%

นักเศรษฐศาสตร์ของ Citigroup ระบุว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเข้าสู่ภาวะ K-shaped divergence หรือเศรษฐกิจสองความเร็ว ที่ภาคการผลิตยังเติบโตได้ดี แต่ความต้องการภายในประเทศยังอ่อนแรง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดเฉพาะในจีน แต่เริ่มเห็นในหลายประเทศเอเชีย เช่น South Korea โดยเฉพาะในยุคที่กระแสลงทุน AI ทั่วโลกส่งผลดีต่อบางอุตสาหกรรม แต่แรงกระเพื่อมกลับไม่กระจายไปถึงแรงงานส่วนใหญ่

นักวิเคราะห์มองว่า การส่งออกของจีนยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อไป จากแรงหนุนของวัฏจักรการลงทุน AI ทั่วโลก และความต้องการสินค้าพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น หลังสงครามอิหร่านกระทบอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ

นอกจากนี้ความสัมพันธ์ทางการค้าที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นกับสหรัฐ หลังการเยือนปักกิ่งของ Donald Trump ยังช่วยหนุนแนวโน้มเศรษฐกิจจีนในระยะสั้น

อย่างไรก็ตามจุดอ่อนสำคัญยังอยู่ที่ตลาดแรงงานและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาต่อเนื่อง ซึ่งกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะที่สงครามตะวันออกกลางยังเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ ทำให้หลายบริษัทไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ และเริ่มระมัดระวังการจ้างงานมากขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า ทางการจีนกำลังใช้แนวทางรอดูสถานการณ์มากกว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หลังมาตรการกระตุ้นการบริโภคในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้ผลจำกัด

รัฐบาลจีนลดการใช้จ่ายการคลังลงในเดือนมีนาคม ขณะที่ธนาคารกลางจีนก็ยังไม่ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เนื่องจากสภาพคล่องในระบบยังสูง แต่ความต้องการกู้ยืมยังอ่อนแอ

ในด้านการบริโภค ข้อมูลช่วงวันหยุดแรงงานต้นเดือนพฤษภาคมสะท้อนความระมัดระวังของผู้บริโภค โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่เพียง 114.1 หยวน ต่ำที่สุดในบรรดาวันหยุดหลักทั้งหมดของปีนี้ และต่ำกว่าระดับปีก่อนเล็กน้อย

นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ระบุว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจช่วยหนุนยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่การกระจายวันหยุดฤดูใบไม้ผลิทั่วประเทศอาจช่วยเร่งการใช้จ่ายด้านร้านอาหารเข้ามาในเดือนเมษายน

อย่างไรก็ตามยอดขายรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้ายังอ่อนแรง สะท้อนว่าโครงการกระตุ้นการแลกซื้อสินค้าเก่าของรัฐบาลเริ่มมีประสิทธิภาพลดลง ด้านภาคการผลิต การขยายตัว 6% ของผลผลิตอุตสาหกรรมจะถือเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยแรงหนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI เช่น เซมิคอนดักเตอร์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เทคโนโลยี

นักเศรษฐศาสตร์ของ Macquarie Group มองว่า กระแส AI ที่ยังแข็งแกร่งอาจช่วยให้จีนไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แต่หากวิกฤตอิหร่านลุกลามจนกระทบการส่งออกเทคโนโลยีของจีนอย่างรุนแรง ปักกิ่งอาจหันกลับมาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทันที

ขณะเดียวกัน การลงทุนสินทรัพย์ถาวรของจีนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.7% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี เท่ากับระดับเดือนมีนาคม โดยภาคก่อสร้างยังอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิดในปี 2563 สะท้อนแรงกดดันในภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน

นักเศรษฐศาสตร์ของ Morgan Stanley ระบุว่าการส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้แรงกดดันต่อรัฐบาลจีนในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลงในระยะสั้น

พร้อมมองว่า สงครามตะวันออกกลางอาจยิ่งผลักดันให้จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน และการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเองมากขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของการบริโภคจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...