“จีน” เผชิญเศรษฐกิจ K-shaped โตสองสปีด ภาคผลิต-AI หนุนเศรษฐกิจ แต่ผู้บริโภคยังซึม
"จีน" เผชิญเศรษฐกิจ K-shaped โตสองสปีด ภาคการผลิตและการส่งออกจากกระแส AI และพลังงานสะอาด ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังอ่อนแรงจากวิกฤตอสังหาฯ
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.19 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เศรษฐกิจจีนในเดือนเมษายนมีแนวโน้มสะท้อนภาพสองความเร็วชัดเจนมากขึ้น โดยภาคการผลิตและการส่งออกยังแข็งแกร่ง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังซบเซา แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกระเพื่อมจากสงครามอิหร่านก็ตาม
ข้อมูลที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเตรียมเผยแพร่ในวันจันทร์ คาดว่า ยอดค้าปลีกของจีนจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงขึ้นเล็กน้อยจาก 1.7% ในเดือนมีนาคม แต่ยังถือเป็นหนึ่งในการเริ่มต้นปีที่อ่อนแอที่สุดนอกช่วงโควิด
ในทางตรงกันข้าม ภาคอุตสาหกรรมยังขยายตัวแข็งแกร่ง โดยคาดว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมจะเติบโต 6% จาก 5.7% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลก่อนหน้านี้ระบุว่า การส่งออกจีนเดือนเมษายนพุ่งถึง 14.1%
นักเศรษฐศาสตร์ของ Citigroup ระบุว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเข้าสู่ภาวะ K-shaped divergence หรือเศรษฐกิจสองความเร็ว ที่ภาคการผลิตยังเติบโตได้ดี แต่ความต้องการภายในประเทศยังอ่อนแรง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดเฉพาะในจีน แต่เริ่มเห็นในหลายประเทศเอเชีย เช่น South Korea โดยเฉพาะในยุคที่กระแสลงทุน AI ทั่วโลกส่งผลดีต่อบางอุตสาหกรรม แต่แรงกระเพื่อมกลับไม่กระจายไปถึงแรงงานส่วนใหญ่
นักวิเคราะห์มองว่า การส่งออกของจีนยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อไป จากแรงหนุนของวัฏจักรการลงทุน AI ทั่วโลก และความต้องการสินค้าพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น หลังสงครามอิหร่านกระทบอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ
นอกจากนี้ความสัมพันธ์ทางการค้าที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นกับสหรัฐ หลังการเยือนปักกิ่งของ Donald Trump ยังช่วยหนุนแนวโน้มเศรษฐกิจจีนในระยะสั้น
อย่างไรก็ตามจุดอ่อนสำคัญยังอยู่ที่ตลาดแรงงานและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาต่อเนื่อง ซึ่งกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะที่สงครามตะวันออกกลางยังเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ ทำให้หลายบริษัทไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ และเริ่มระมัดระวังการจ้างงานมากขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่า ทางการจีนกำลังใช้แนวทางรอดูสถานการณ์มากกว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หลังมาตรการกระตุ้นการบริโภคในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้ผลจำกัด
รัฐบาลจีนลดการใช้จ่ายการคลังลงในเดือนมีนาคม ขณะที่ธนาคารกลางจีนก็ยังไม่ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เนื่องจากสภาพคล่องในระบบยังสูง แต่ความต้องการกู้ยืมยังอ่อนแอ
ในด้านการบริโภค ข้อมูลช่วงวันหยุดแรงงานต้นเดือนพฤษภาคมสะท้อนความระมัดระวังของผู้บริโภค โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่เพียง 114.1 หยวน ต่ำที่สุดในบรรดาวันหยุดหลักทั้งหมดของปีนี้ และต่ำกว่าระดับปีก่อนเล็กน้อย
นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ระบุว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจช่วยหนุนยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่การกระจายวันหยุดฤดูใบไม้ผลิทั่วประเทศอาจช่วยเร่งการใช้จ่ายด้านร้านอาหารเข้ามาในเดือนเมษายน
อย่างไรก็ตามยอดขายรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้ายังอ่อนแรง สะท้อนว่าโครงการกระตุ้นการแลกซื้อสินค้าเก่าของรัฐบาลเริ่มมีประสิทธิภาพลดลง ด้านภาคการผลิต การขยายตัว 6% ของผลผลิตอุตสาหกรรมจะถือเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยแรงหนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI เช่น เซมิคอนดักเตอร์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เทคโนโลยี
นักเศรษฐศาสตร์ของ Macquarie Group มองว่า กระแส AI ที่ยังแข็งแกร่งอาจช่วยให้จีนไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แต่หากวิกฤตอิหร่านลุกลามจนกระทบการส่งออกเทคโนโลยีของจีนอย่างรุนแรง ปักกิ่งอาจหันกลับมาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทันที
ขณะเดียวกัน การลงทุนสินทรัพย์ถาวรของจีนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.7% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี เท่ากับระดับเดือนมีนาคม โดยภาคก่อสร้างยังอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิดในปี 2563 สะท้อนแรงกดดันในภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน
นักเศรษฐศาสตร์ของ Morgan Stanley ระบุว่าการส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้แรงกดดันต่อรัฐบาลจีนในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลงในระยะสั้น
พร้อมมองว่า สงครามตะวันออกกลางอาจยิ่งผลักดันให้จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน และการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเองมากขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของการบริโภคจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อ้างอิง : bloomberg.com