โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“รองนายกฯ ทรงศักดิ์” สั่งเตรียมรับซูเปอร์เอลนีโญ เร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ

สวพ.FM91

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“รองนายกฯ ทรงศักดิ์” สั่งเตรียมรับซูเปอร์เอลนีโญ เร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ ติดตามความก้าวหน้ำการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างยั่งยืนในหาดใหญ่–3 จว.ชายแดนใต้–น่าน

วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม

รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งติดตามปัญหา อุปสรรค และร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเร่งด่วน ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้งและคุณภาพน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ในส่วนของการจัดการปัญหาคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อสุขอนามัยในแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำกก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ สทนช. ได้ประสานกรมควบคุมมลพิษเพื่อพัฒนาระบบ Dashboard คุณภาพน้ำในภาพรวมของประเทศ ร่วมกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) โดยในระยะแรกได้มุ่งเน้นการสร้างระบบการรวบรวมข้อมูลและฐานข้อมูลกลาง เพื่อใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน ในวันนี้จึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือเชิงป้องกัน ดังนี้

1. ให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัยแล้ง พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา ส่งให้จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการลุ่มน้ำ ใช้เป็นข้อมูลประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ทั้งก่อน ระหว่างและหลังเกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทาน

2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจฟื้นฟู พัฒนาบ่อบาดาล และแหล่งน้ำผิวดิน รวมทั้งพิจารณาพัฒนาแหล่งน้ำที่สามารถใช้เก็บกักน้ำสำรอง เพื่อรองรับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งและฝนทิ้งช่วงปีนี้และปีต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

3. ให้ สทนช. และหน่วยงาน เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 และรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบอย่างต่อเนื่อง

4. ให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการวางแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติด้านน้ำที่มีความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของคณะทำงานทั้ง 3 คณะ ประกอบด้วย

1. คณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ซึ่งขับเคลื่อนร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) โดยได้ข้อสรุปแผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 223 โครงการ ครอบคลุมการจัดการน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบการสื่อสาร ระบบประปา และสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยขณะนี้รายงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะนำเสนอ กนช. ในครั้งถัดไป และนำเสนอต่อคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย และคณะรัฐมนตรีตามลำดับ รวมถึงเร่งขับเคลื่อนแผนงานระยะเร่งด่วน จำนวน 97 โครงการ เพื่อให้การป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

2. คณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างตรวจสอบยืนยันแผนงานโครงการและสถานะความพร้อมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะจัดลำดับความสำคัญเพื่อเสนอคณะกรรมการลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง โดยได้รวบรวมแผนงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยไว้รวม 859 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการ และเทคนิค รวมถึงจะเร่งจัดทำรายงานแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย คู่มือประชาชน และคู่มือเจ้าหน้าที่ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้

3. คณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้ง และอุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดน่าน ขณะนี้ได้รวบรวมและวิเคราะห์แผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 619 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย การอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศ และการบริหารจัดการ โดยอยู่ระหว่างการประสานแผนงานเพิ่มเติม รวมทั้งจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานสำหรับประชาชนและเจ้าหน้าที่ให้แล้วเสร็จกลางเดือนสิงหาคมนี้

ที่ประชุมยังได้พิจารณาโครงการสำคัญด้านทรัพยากรน้ำ โดยมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี โดยให้นำข้อสังเกตของกรรมการไปพิจารณาดำเนินการอย่างเคร่งครัด โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (พ.ศ. 2570 - 2575) กักเก็บน้ำได้ในปริมาณ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำในพื้นที่และสนับสนุนการจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ด้วย และเห็นชอบการขอขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการ ภายใต้กรอบวงเงินโครงการที่ได้รับอนุมัติไว้เดิม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการประตูระบายน้ำบ้านก่อพร้อมระบบส่งน้ำ จังหวัดสกลนคร จากเดิม 9 ปี (พ.ศ. 2562 - 2570) เป็น 11 ปี (พ.ศ. 2562 - 2572) และโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร จากเดิม 9 ปี (พ.ศ. 2562 - 2570) เป็น 12 ปี (พ.ศ. 2562 - 2573) พร้อมกันนี้ ได้มีมติเห็นชอบการขอขยายระยะเวลาโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ จากเดิม 8 ปี (พ.ศ. 2562 - 2569) เป็น 14 ปี (พ.ศ. 2562 - 2575) และขยายกรอบวงเงินงบประมาณจากเดิม 3,100 ล้านบาท เป็น 5,900 ล้านบาท โดยทุกโครงการให้ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นควรให้ดำเนินการตามข้อเสนอของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรณีการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 858 แห่ง ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้ว เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 โดยให้นำความเห็นของสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ สทนช. ไปประกอบการดำเนินการ

ด้าน เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ปฏิทินการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ให้หน่วยงานของรัฐ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนและเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน สอดคล้องกับกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี อีกทั้งยังมีมติเห็นชอบการอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สาม จำนวน 52 คำขอ ตามที่กรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำเสนอ โดยให้ติดตามการใช้น้ำอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อความสมดุลของทรัพยากรน้ำ และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 จำนวน 4 คณะ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของ กนช. ให้บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ทั้งนี้ สทนช. จะบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เร่งดำเนินการตามมติที่ประชุมและข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...