งบแบงก์ Q2 มาแล้ว! จับตา KKP-SCB-KBANK
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 30 มิถุนายน 2569 เวลา 19.05 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าธนาคาร 8 แห่งที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์จะมีกำไรสุทธิรวม 72,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 10.9% จากไตรมาสก่อน (QoQ) จากแรงหนุนของรายได้ค่าธรรมเนียมที่ฟื้นตัว กำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง รวมถึงการตั้งสำรองหนี้สูญที่ผ่อนคลายในบางธนาคาร
นอกจากนี้ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) มีแนวโน้มเริ่มกลับมาฟื้นตัวตามการขยายตัวของสินเชื่อ ขณะที่ผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งกดดันผลตอบแทนสินเชื่อ (Loan Yield) ได้สะท้อนผ่านผลประกอบการไปแล้ว ทำให้แนวโน้มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของหลายธนาคารเริ่มกลับมาดีขึ้นในไตรมาสนี้ จากการที่ต้นทุนเงินฝากยังปรับลดลงต่อเนื่อง
ในรายธนาคาร KKP ถูกคาดว่าจะเป็นธนาคารที่มีกำไรเติบโตโดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.8% YoY จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง รายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น และผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายที่ลดลง ขณะที่ SCB มีแนวโน้มโดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 12,900 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของรายได้ดอกเบี้ยตามการเติบโตของสินเชื่อ รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวดีขึ้น
ด้านการเติบโตของสินเชื่อ คาดว่าสินเชื่อรวมของกลุ่มจะขยายตัว 0.9% QoQ และเพิ่มขึ้น 1.8% จากสิ้นปี 2568 (YTD) โดยได้รับแรงหนุนหลักจากสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ ขณะที่ KBANK ถูกคาดว่าจะมีการเติบโตของสินเชื่อสูงสุดในกลุ่มที่ 4% QoQ ส่งผลให้สินเชื่อกลับมาเติบโต 2.8% YTD หลังหดตัวในไตรมาสแรก ส่วน KKP คาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 3.5% QoQ และมีโอกาสเป็นธนาคารที่สินเชื่อเติบโตสูงสุดของปี 2569 ที่ประมาณ 5% YTD ขณะที่ SCB และ KTB คาดว่าสินเชื่อจะหดตัวเล็กน้อย และ TTB ยังคงเป็นธนาคารเดียวที่สินเชื่อยังไม่กลับมาเติบโตจากสิ้นปี
ฝ่ายวิจัยยังประเมินว่า แนวโน้ม NIM ของกลุ่มธนาคารจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2/69 หลังผลตอบแทนสินเชื่อเริ่มทรงตัว ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยยังลดลงต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยหนุนความสามารถในการทำกำไรในช่วงครึ่งปีหลัง
แม้แนวโน้มผลประกอบการจะฟื้นตัว แต่การเติบโตของสินเชื่อยังอยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป จึงยังคงคำแนะนำ "ลงทุนเท่ากับตลาด" (Neutral) สำหรับกลุ่มธนาคาร โดยเลือก KBANK เป็น Top Pick ด้วยราคาเป้าหมาย 221 บาท จากจุดแข็งในฐานะผู้นำสินเชื่อ SME ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนสูง ได้รับอานิสงส์จากมาตรการภาครัฐ และมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลสูงที่สุดในกลุ่ม โดยคาดเงินปันผลปีนี้อยู่ที่ 15 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 6.9% จึงยังเป็นหุ้นเด่นสำหรับนักลงทุนที่มองหาทั้งการเติบโตและรายได้จากเงินปันผลในระยะยาว