เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: ส่องสัญญาณต้นทุนอาหารสัตว์พุ่ง ท่ามกลางแรงกดดันสภาพภูมิอากาศโลก
ภาพรวมของภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ไทยในรอบสัปดาห์ล่าสุดระหว่างวันที่ 22 - 26 มิถุนายน 2569 กำลังส่งสัญญาณการปรับตัวทางโครงสร้างราคาที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์และสินค้าปศุสัตว์หลัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นระหว่างกลไกตลาดในประเทศและปัจจัยขับเคลื่อนระดับมหภาค ทั้งในเรื่องความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก มาตรการการค้าระหว่างประเทศ และการบริหารจัดการอุปทานภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังกลายเป็นแรงกดดันระลอกใหม่ที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยต้องเร่งปรับสมดุลเพื่อรับมือกับทิศทางราคาที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้
หากพิจารณาจากต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ จะพบว่า "ปลาป่น" กลายเป็นสินค้าที่มีการปรับราคาขึ้นอย่างโดดเด่นและน่ากังวลที่สุดในสัปดาห์นี้ โดยราคาในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงกิโลกรัมละ 2 บาทในทุกเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้ปลาป่นเกรดกุ้งพุ่งไปแตะที่กิโลกรัมละ 63 บาท ขณะที่เกรดโปรตีนสูงกว่า 60% ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 57.70 บาท เหตุผลสำคัญมาจากวิกฤตฝั่งอุปทานในระดับโลก โดยเฉพาะประเทศเปรูซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่ยังคงประกาศห้ามจับปลาในฤดูกาลนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้ปริมาณปลาที่จับได้จริงมีเพียง 25% ของเป้าหมาย ซ้ำเติมด้วยแรงซื้อจากตลาดจีนที่ยังคงผลักดันให้ราคาเดินหน้าต่อ
สอดคล้องกับสถานการณ์ของ "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง" แม้ว่าราคาในประเทศสัปดาห์นี้จะยังทรงตัว โดยข้าวโพดอยู่ที่หาบละ 792 บาท และกากถั่วเหลืองนำเข้าอยู่ที่กิโลกรัมละ 15.80 บาท แต่ในตลาดล่วงหน้าต่างประเทศอย่างชิคาโก (CBOT) กลับปิดตัวบวกขึ้นเกือบ 2% ทั้งสองสินค้า จากความกังวลเรื่องคลื่นความร้อนในสหรัฐฯ (Corn Belt) ที่อาจแตะระดับ 100 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบรากพืช ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นและการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ทำให้แนวโน้มราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศมีโอกาสสูงมากที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามในระยะถัดไป
ในส่วนของพืชเศรษฐกิจหลักอย่าง "ข้าว" สัปดาห์นี้ส่งสัญญาณบวกในเชิงมูลค่าอย่างชัดเจน โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานว่า ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับราคาเพิ่มขึ้นจากกระสอบละ 1,470 บาท มาอยู่ที่ 1,520 บาท ขณะที่ราคาข้าวสารส่งออก (F.O.B.) ท่าเรือกรุงเทพฯ ขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 503 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน อย่างไรก็ตาม ปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ กลับมีทิศทางที่สวนทางกัน โดยราคาในประเทศทรงตัวที่กระสอบละ 1,250 บาท แต่ราคาส่งออก F.O.B. ปรับลดลงมาอยู่ที่ 421 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในตลาดโลกที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจนระหว่างข้าวคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์ปลายข้าว ซึ่งในภาพรวมคาดว่าราคาข้าวน่าจะเริ่มเข้าสู่ระยะทรงตัวในสัปดาห์หน้า
สำหรับภาคปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์โปรตีน สัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงเวลาของการปรับฐานและฟื้นฟูราคา โดย"ไก่เนื้อ" มีการปรับราคาหน้าฟาร์มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากกิโลกรัมละ 37 บาท มาอยู่ที่ 39 บาท เช่นเดียวกับราคาลูกไก่เนื้อที่ขยับขึ้นเป็นตัวละ 16.50 บาท ทางด้านตลาด "สุกร" แม้ภาพรวมราคาสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจะรายงานว่าอยู่ในภาวะทรงตัว แต่ในรายละเอียดพบว่ามีความเคลื่อนไหวของการปรับฐานราคาในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกที่มีการปรับฐานรากขยับขึ้น 2 บาท ไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 66 - 69 บาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาตกลงไปชั่วคราวจากการเร่งปล่อยชิ้นส่วนสุกรออกจากห้องเย็น ขณะที่ความต้องการบริโภคที่ยังคงหนาแน่นต่อเนื่องในภาคเหนือและภาคใต้ช่วยพยุงให้ราคาขุนหน้าฟาร์มยืนแข็งแกร่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาท ปิดท้ายที่ "ไข่ไก่" ซึ่งยังคงรักษาระดับราคาแนะนำคละหน้าฟาร์มไว้ได้อย่างมั่นคงที่ฟองละ 3.60 บาท โดยทั้งกลุ่มไก่เนื้อ สุกร และไข่ไก่ มีแนวโน้มที่จะทรงตัวต่อเนื่องในระยะสั้น แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังแรงกดดันจากต้นทุนค่าจัดการและราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์โลกที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางผลกำไรที่แท้จริงของเกษตรกรไทยในอนาคตอันใกล้หมุนเวียนไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจข้ามชาติ