โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ย่อเศรษฐกิจโลกอนาคต ‘ไทย’ต้องโตแบบ ‘Inside-Out’ รับการแข่งขันธุรกิจโฉมใหม่บนน่านน้ำแปรปรวน

The Better

อัพเดต 22 ส.ค. 2567 เวลา 04.55 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2567 เวลา 07.29 น. • THE BETTER
BRANDi ย่อเศรษฐกิจโลกอนาคตองค์กรธุรกิจใหม่ ต้อง ‘ยูนีค’ มองประเทศไทยจะไปต่ออย่างไร ในวันที่นิยามการเติบโตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ปิยะชาติ (อาร์ม) อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด (BRANDi) ที่ปรึกษากลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านระบบ (Systematic Transformation) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ ‘Future of Growth Briefting’ จัดโดย แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ ณ สำนักงาน BRANDi Hope Head Quarter

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสาระสำคัญในหัวข้อการจัดงานฯ ‘ปิยะชาติ’ ได้เกริ่นนำว่าตลอดระยะเวลาร่วม 12 ปีที่ผ่านมาว่า เขาได้พาตัวเองพร้อมกับ BRANDi เข้าไปมีส่วนร่วมเชิงความคิดในเวทีใหญ่ระดับโลก ต่างๆ ทั้งเวที World Bank, องค์กรสหประชาชาติ (UN) และ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ล่าสุดได้จัดการประชุมประจำปี World Economic Forum: Annual Meeting of the New Champions 2024 ในช่วงวันที่ 25-27 มิ.ย. 2567 ณ เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ไปเมื่อล่าสุด และเขา เองได้มีโอกาสเข้าร่วมงานฯ ด้วยเช่นกัน

ปิยะชาติ กล่าวว่า จากข้อมูลเชิงลึกที่ถูกแลกเปลี่ยนระว่างผู้นำองค์กรใหญ่ทั้งตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนในเวทีใหญ่งานฯ ดังกล่าว ได้ถูกนำมาย่อสรุปพร้อมมองอนาคตและทิศทางต่อไปของเศรษฐกิจไทย จะต้องเดินต่อไปอย่างไรนับจากนี้ ด้วยการใช้ ‘ความหวัง’ เป็นสิ่งขับเคลื่อนให้เติบโตไปข้างหน้า

ด้วยในปัจจุบัน ‘โลก’ กำลังเข้าสู่บริบททางเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน ‘Sustainomy’ ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ

  • เติบโตมากกว่าผลกำไร ครอบคลุมทั้งความมั่งคั่ง (Prosperity) และยังรวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน (People) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Planet)
  • สร้างพอร์ตโฟลิโอที่สมดุล ด้วยองค์ประกอบเศรษฐกิจ ที่มีสัดส่วนของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจจริง (Real Sector) และอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมนวัตกรรม แต่มีความผันผวน (เศรษฐกิจเสมือน (Virtual Sector) ที่เหมาะสม
  • เสริมความแข็งแกร่งให้กับ ‘ตรงกลาง’ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของประเทศกำลังพัฒนา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และกลุ่มชนชั้นกลาง ในการขับเคลื่อนทางออกใหม่ที่ยั่งยืน

พร้อมกล่าวว่า ในปัจจุบันธุรกิจองค์กรต่างอยู่ในยุคดิจิทัล และมีความท้าทายจากการเข้ามาของธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการจะทำธุรกิจแบบเดิมเพื่อขาย สินค้า เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีความ ‘Unique’ ด้วยเช่นกัน พร้อมยกตัวอย่างที่ขัดเจน หากเอสซีจี (SCG) ไม่ได้สร้างแบรนด์องค์กรขึ้นมา ก็อาจเป็นเพียงแค่บริษัทขายปูนเท่านั้น แต่เมื่อสร้างเอกลักษณ์แบบเฉพาะของตัวขึ้นมาก็ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากว่าการขายสินค้าปูน

“ธุรกิจต้องหา Unique Position เพื่อสร้างความแตกต่างให้ตัวเอง เพื่อให้มีสปอตไลท์มาส่องที่สินค้าของเรา ด้วยทุกคนต่างแข่งขันในยุคดิจิทัล และจะยังมีธุรกิจเกิดขึ้นมาใหม่ๆ หลังจากนี้อีกเป็นจำนวนมาก” ปิยะชาติ กล่าว

ขณะที่ ‘ความเข้าใจ’ ในบริบทต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะเป็นอีกหนึ่ง ‘กลยุทธ์สำคัญ’ ในการบริหารจัดการธุรกิจ ด้วยทุกคนต่างอยู่ในยุคของข้อมูลข่าวสารที่วิ่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากมีความเข้าใจเชิงลึกจากข้อมูลที่ได้รับอย่างแท้จริง แล้วตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เหลือไว้แต่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สร้างข้อได้เปรียบให้มากกว่า

ปิยะชาติ กล่าวว่า “ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่ต้องมีกลยุทธ์ เพื่อนำไปเสนอให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง Steak Holder เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราจะทำอะไร มีผลกระทบกับใครบ้าง ด้วยวิธีการดีที่สุดเพื่อเข้าตลาดในเวลานี้ คือ การหาพันธมิตร” พร้อมเสริมว่า “จุดเด่นของประเทศไทยมีความสามารถด้านร่วมมือ แต่ยังล้มเหลวในด้านกลยุทธ์ ขณะที่วันนี้การวางกลยุทธ์มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว จากระยะเวลาที่สั้นลงเพื่อให้สอดคล้องกับในแต่ละบริบทที่เกิดขึ้นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว”

ด้วย ‘KeyWord’ ในวันนี้ คือ การหาหนทางใหม่ๆ หลังจากโลกได้ถูกเปลี่ยนไปในทิศทางใหม่ ทำให้อนาคตของการเติบโตจากนี้ไป จะไม่ได้ใช้ในสิ่งที่ผู้คนเคยเชี่ยวชาญแต่ต้องใช้วิธีคิดใหม่ด้วยบริบท (Contex) ไม่ใช่เนื้อหา (Content)

ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของโลก ‘ประเทศไทย’ จะต้องสร้างการเติบโตรูปแบบ ‘Inside Out’ โดยจะต้องเริ่มจาก การเติบโตจากภายใน (SELF-GROWTH) ขยายออกสู่ผู้บริโภค (CONSUMER) เพื่อไปสู่ตลาด (MARKET) ออกต่อไปยังพลเมือง/ประชาน (CITIZEN) ไปสู่รอบนอกสุดคือ เศรษฐกิจ (ECONOMY) เพื่อสร้างผลกระทบที่เรียกว่าปรากฎการณ์ระลอกคลื่น (Ripple Effect) ให้เกิดขึ้น

“หากทำให้ระบบเศรษฐกิจอินไซด์ เอาต์ ไทยจะต้องวางตำแหน่งใหม่ให้โลกหันมามอง ซึ่งตอนนี้ไทยมีความเหมาะสมในด้านความยั่งยืนมากที่สุด ซึ่งเราจะใช้เป็นโอกาส หรือ เป็นโอกาสในครั้งสุดท้ายที่ได้จากแรงเหวี่ยงผลกระทบในครั้งนี้ให้ได้อย่างไร” ปิยะชาติ กล่าว

พร้อมเสริมต่อถึงแนวทางการเติบโตจากโครงสร้างภายใน ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้

  • การสร้างแรงบันดาลใจไปสู่เศรษฐกิจโลกใหม่ ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและหาแนวทางแก้ไข โดยไม่มองว่าเป็นปัญหา

  • การพัฒนาตลาดใหม่ โดยขยายขอบเขตให้ครอบคลุมระบบนิเวศ

  • สร้างการเติบโตในอาณาจักรใหม่

  • สินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มใหม่ (New Commodity)

  • สินค้ามีราคากลุ่มใหม่ (New Premium)

  • สินค้าแม่เหล็กดึงดูดใหม่ (New Machanism)

“ด้วยบริบทดังกล่าวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมทั้งจากประชาชน และ ผู้บริโภค ซึ่งจะพบว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่มีขอบเขตไม่เหมือนเดิมแล้ว ต้องมีการตีกรอบ หรือใช้กฎกติกาใหม่ ด้วยหากใช้วิธีการแข่งขันหรือกฎแบบเดิมๆ ก็จะติดลบตายกันหมดไปโดยธรรมชาติ ด้วยในขณะนี้ทุกคนอยู่บนท่ามกลางการแข่งขันในน่านน้ำแปรปรวนไม่ปกติ 'Unusual Ocean' ซึ่งการทำธุรกิจจะต้องร่วมมือกันในการแข่งขัน” ปิยะชาติ กล่าวทิ้งทาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...