โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

คืบหน้า คดียิงเด็ก 14 ดับกลางงานหมอลำ ญาติหวั่นตร.จับแพะ หลังพบพิรุธหลายจุด

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 ต.ค. 2567 เวลา 13.43 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2567 เวลา 10.08 น.

คืบหน้า คดียิงเด็ก 14 ดับกลางงานหมอลำ ญาติคาใจหวั่นตร.จับแพะ หลังพบพิรุธหลายจุด

จากกรณี นายอณวัฒน์ (สงวนนามสกุล) หรือ มาร์ช อายุ 20 ปี ชาวบ้าน ม.7 ต.บ่อใหญ่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บรบือ จ.มหาสารคาม รวบตัวได้หลังไปก่อเหตุใช้อาวุธปืน ยิง ด.ช.เดชา (สงวนนามสกุล) อายุ 14 ปี เสียชีวิต เมื่อเวลา 02.00 น. คืนวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจาก ด.ช.เดชาและเพื่อน ไปเที่ยวชมการแสดงดนตรีหมอลำกลอนซิ่ง ในงานอุทิศส่วนกุศล ภายในวัดบ้านดงเค็ง ม.7 ต.บ่อใหญ่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม แล้วจะขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพัก ที่หมู่บ้านริมชล เขตเทศบาลต.บรบือ อ.บรบือ แต่เมื่อขี่รถมาถึงบริเวณสามแยกมุ่งหน้าบ้านเปลือย หมู่ที่ 7 ต.บ่อใหญ่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ด.ช.เดชาได้ถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่ท้ายทอย 1 นัด เพื่อนรีบนำตัวส่งรักษา ที่ รพ.บรบือ ก่อนจะถูกส่งไปรักษาต่อที่ รพ.มหาสารคาม และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ออกติดตามตัวผู้ก่อเหตุ จนทราบว่า เป็นนายอณวัฒน์ ซึ่งยอมรับว่าเป็นคนใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ ยิง ด.ช.เดชาเนื่องจากเคยมีเรื่องทะเลาะกับกลุ่มเพื่อนของ ด.ช.เดชามาก่อน และก็ถูกกลุ่มเพื่อนมาหาเรื่องอีกครั้ง ในงานแสดงดนตรีหมอลำกลอนซิ่ง จึงกลับบ้านไปเอาอาวุธปืนที่สั่งซื้อออนไลน์มาดักยิงแถวท่อระบายน้ำริมถนนจุดเกิดเหตุ แต่พลาดไปถูก ด.ช.เดชาซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อนจนรถล้มลง ส่วนตนก็วิ่งไปซ่อนตัวแล้วนำเสื้อผ้าที่ใส่ก่อเหตุไปซ่อนในบ้าน ทิ้งปืนไว้ใต้เสาเถียงนาในอ.บรบือ จนเจ้าหน้าที่มารวบตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีข้อหาฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับตรวจยึดของกลางไว้ได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ดับกลางงานหมอลำ

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีดังกล่าว หลังจากลงไปพื้นที่ไปยังบ้านพัก ต.มะเกลือเก่า อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งศพบำเพ็ญกุศลของเด็กชายเดชา โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก บรรดาญาติ ด.ช.เดชา ที่ยังอยู่ในอาการเศร้านั่งพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เณรคิว (นามสมมติ) เพื่อนผู้ตายที่อยู่ในเหตุการณ์ กล่าวว่า วันนั้นตนและเพื่อนไปดูหมอลำที่วัดแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่อ.บรบือ ซึ่งระหว่างดูหมอลำอยู่นั้น ไปเจอวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งมีจำนวนประมาณกว่า 200 คน ที่มาดูหมอลำ ซึ่งตนและกลุ่มเพื่อนก็นั่งดูหมอลำปกติ ไม่ได้มีเรื่องวิวาทหรือไปทำอะไรผิดใจกับใคร พอถึงเวลาประมาณตี 2 เป็นช่วงหมอลำใกล้จะเลิก ก็คุยกับเพื่อนในกลุ่มว่าจะกลับที่พัก จากนั้นเดินออกจากวัดได้ไม่ถึงนาที ก็มีเสียงระเบิดปาไล่หลังมา พร้อมกับเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ทำให้ตนและกลุ่มเพื่อนรีบวิ่งออกมาจากวัด

เณรคิว กล่าวต่อว่า ตนยืนยันว่าระหว่างที่ดูหมอลำอยู่นั้น ไม่ได้ไปมีเรื่องกับใคร หลังออกจากงานแล้วเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่มาด้วยกัน ก็ขี่รถจักรยานยนต์ล่วงหน้าไปก่อน ตนกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งยังไม่ได้ออกจากงาน เลยให้ผู้ตายขี่รถจักรยานยนต์ไปตามเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้กลับมารับเนื่องจากรถไม่พอ แต่ในระหว่างขากลับ เพื่อนของตนก็ถูกกลุ่มวัยรุ่นยิงเข้าที่ท้ายทอย นอนจมกองเลือดแต่ก็ยังมีสติอยู่ ตนจึงนำร่างเพื่อนขึ้นรถจักรยานยนต์ขี่ไปที่โรงพยาบาลบรบือ รวมระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร ระหว่างนั้นเพื่อนก็ยังมีสติพูดจารู้เรื่องอยู่ หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น ตนเสียใจมากจึงมาบวชให้กับเพื่อนและจะไม่กลับไปทำงานที่ อ.ระบือ อีกแล้ว เนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นฝั่งตรงข้าม จำหน้าตนได้ กลัวจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับตน

นางอลิสา (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี แม่ของด.ช.เดชา กล่าวว่า ก่อนที่น้องจะไปทำงานที่จังหวัดมหาสารคาม ได้โทรมาขอเงิน บอกว่า จะไปทำงานกับคณะหมอลำแห่งหนึ่งในพื้นที่จ.มหาสารคาม ซึ่งเขาให้ค่าจ้างวันละ 400 บาท ตนก็โอนเงินให้และบอกกับน้องว่า ไปอยู่บ้านอื่นก็ให้รักษาตัวเองดีๆ อย่าดื้อ อย่าซน เพราะไม่ใช่บ้านเรา

นางอลิสา กล่าวต่อว่า กระทั่งวันเกิดเหตุมีคนโทรศัพท์แจ้งว่าลูกชายถูกยิง ตอนนั้นไม่มีผู้ใหญ่บ้านหรือว่าหน่วยงานใด ๆ ให้การช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลเลย มีเพียงเพื่อนของลูกชายที่พาขึ้นรถจักรยานยนต์นำไปส่งที่โรงพยาบาลบรบือ เหตุการณ์ครั้งนี้ตนมองว่ามีความป่าเถื่อนมาก เพราะลูกชายก็ไม่เคยไปมีเรื่องกับใครก่อน เป็นคนเงียบ ๆ ปกติอยู่บ้าน เมื่อตกค่ำคืนก็จะกลับบ้านไม่ไปเที่ยวที่ไหนเลย ไม่เคยมีเหตุทะเลาะวิวาทหรือทำให้ครอบครัวเดือดร้อนมาก่อน แต่ครั้งนี้เป็นการไปทำงานไกลครั้งแรก ซึ่งไม่คิดว่าจะเป็นการไปเป็นครั้งสุดท้าย แล้วไม่มีชีวิตกลับมาอีก จึงฝากขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด

ดับกลางงานหมอลำ

นายวิชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี ตาของผู้ตาย กล่าวว่า ปกตินิสัยหลานชายจะไม่ดื้อ เป็นไปตามประสาเด็ก ๆ พอโตขึ้นบางครั้งก็จะซ้อนรถจักรยานยนต์ไปกับกลุ่มเพื่อน แต่ไม่เคยมาเกเรอาละวาดในบ้าน บางครั้งไม่มีงานก็จะไปเที่ยวกับเพื่อน ก่อนจะไปเที่ยววันเกิดเหตุ บอกกับตนว่า “เดี๋ยวหนูจะไปหาเงินให้พ่อจ๋า” บอกมาแค่นี้ ตอนนั้นแวะมาหาตนที่บ้านในวันที่ 15 ตุลาคม จากนั้นก็ไม่เห็นเลย เอารถจักรยานยนต์ของที่บ้านไปด้วยเพราะรักรถคันนี้มาก ตนเป็นคนออกรถให้ มีคันเดียวก็จะเอาไปเที่ยวไปขับเล่น ไม่คาดคิดว่าการพูดกับตนในครั้งนั้นจะเป็นการพูดครั้งสุดท้าย

นายวิชัย กล่าวต่อว่า รู้สึกเสียใจอย่างมากเพราะเลี้ยงเขามาตั้งแต่เกิด เพราะพ่อแม่แยกทางกัน ไม่เคยไปทำงานไกล ๆ เพิ่งจะไปครั้งแรก แล้วมาเกิดเหตุร้ายแบบนี้ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอกับตัวเอง อยากคุยกับพ่อแม่ของผู้ก่อเหตุ ว่า จะมาช่วยเหลือค่าทำศพอย่างไรได้บ้าง และอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ช่วยแจ้งพ่อแม่ของผู้ก่อเหตุให้มาพูดคุยกับญาติผู้เสียชีวิตบ้าง จนป่านนี้ยังไม่มีการมาพูดคุยเลย ซึ่งตนจะเดินทางไปพบร้อยเวรเจ้าของคดีอีกครั้ง เพราะยังคาใจว่าจะไม่ใช่คนร้ายตัวจริง เพราะว่าได้ข่าวมาว่า คนหนึ่งในฝั่งของผู้ก่อเหตุเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะเป็นเด็กของตำรวจ จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายวิชัย กล่าวอีกว่า อีกประเด็นคือ ทาง รพ.บรบือ ทำไมไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บรบือ ได้ทราบว่ามีผู้โดนยิงมารักษาตัวที่ รพ. ซึ่งตนอยู่ที่โคราช จะเดินทางไปก็ไกล กว่าจะไปถึงเพื่อแจ้งความกับตำรวจ ก็เวลา 10.30 น.แล้ว ร้อยเวรถึงได้รู้ข่าวในตอนนั้น และที่น่าสังเกตอีกอย่างคือเรื่องอาวุธปืนและเครื่องกระสุน มันเป็นคนละขนาด เพราะแพทย์ชันสูตรระบุว่า ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 1.1 มิลลิเมตร แต่อาวุธปืนที่ตรวจยึดมาเป็นหลักฐานเป็นคนละขนาดกัน จึงผิดสังเกต ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ จึงคิดว่า คนที่รับสารภาพน่าจะเป็นแพะรับบาปมากกว่า ซึ่งตนอยากจะให้คนที่ก่อเหตุตัวจริงมารับโทษที่ก่อขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คืบหน้า คดียิงเด็ก 14 ดับกลางงานหมอลำ ญาติหวั่นตร.จับแพะ หลังพบพิรุธหลายจุด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...