โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

หนุ่มใหญ่ซิ่งรถอีแต๊ก ชาวบ้านตำรวจช่วยกันไล่จับ

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 08 ก.ย 2567 เวลา 13.53 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2567 เวลา 06.52 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กทม. 8 ก.ย.-หนุ่มใหญ่ซิ่งรถอีแต๊กหวาดเสียวในพื้นที่กรุงเทพฯ ชาวบ้านและตำรวจช่วยกันไล่จับ

จากกรณีตำรวจ สน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุประชาชนช่วยกันไล่จับคนร้ายขับรถอีแต๊ก ด้วยความหวาดเสียว จากพื้นที่ของ สน.ปทุมวัน โดยมี ส.ต.ต.พรหมมินทร์ ฤทธิ์ชัยสงค์ ผบ.หมู่(ป) สน.ปทุมวัน ช่วยในการไล่จับ แต่เมื่อมาถึงเชิงสะพานข้ามคลองแสนแสบ จึงใช้ปืนพกยิงเข้าที่ยางหลังด้านซ้าย 2 นัด จนยางแตก และยิงอีกนัดบริเวณแยกคลองตัน จนรถเสียหลักวิ่งขึ้นเกาะกลางถนน จากนั้นคนร้ายทราบชื่อภายหลังคือ นายบัญชา อายุ 45 ปี ได้วิ่งหลบหนีไปถึงหน้าการไฟฟ้าบางกะปิ ชาวบ้านที่ตามมาต่างกรูกันวิ่งตามไปด้วยความโกรธแค้น กระทั่งคนร้ายหมดแรง ถูกชาวบ้านจับตัวไว้ได้ และลงประชาทัณฑ์จนคนร้ายแน่นิ่งไป และทราบภายหลังว่าเสียชีวิตที่โรงพยาบาล จากนั้นส่งศพไปชันสูตรที่นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ

จากการสอบถาม พ.ต.อ.พรทวี สมวงค์ ผกก.สน.หัวหมาก บอกว่าจากการตรวจสอบทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าของรถอีแต๊ก ไม่ได้ไปขโมยมา และได้ขับมาจาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อมาหาญาติในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนรายละเอียดยังไม่ขอเปิดเผย และเมื่อถามถึงกรณีที่ชาวบ้านไปรุมทำร้ายจนผู้เสียชีวิตแน่นิ่งไปจะมีความผิดหรือไม่ เบื้องต้นผู้กำกับ ระบุว่า ตนไม่ได้รับรายงานว่ามีการรุมประชาทัณฑ์ แต่ได้รับรายงานว่าชาวบ้านไปช่วยกันไล่จับ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบกล้องวงจรปิดและประสานกลุ่มชาวบ้านเข้ามาสอบปากคำ ส่วนตัวผู้เสียชีวิตตอนนี้อยู่ที่นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ต้องรอผลชันสูตรว่าเสียชีวิตจากสาเหตุอะไร เบื้องต้นพบยาเสพติดภายในกระเป๋าของผู้เสียชีวิต เป็นยาบ้า 9 เม็ด กับไอซ์ 1 ถุง

นายสุรกิตติ เจ้าที่กู้ภัยที่อยู่ในเหตุการณ์ บอกว่า ตนได้รับแจ้งเหตุเกิดประมาณ 00.10 น. ว่าพบรถอีแต๊กขับในพื้นที่ถนนในลักษณะหวาดเสียวโดยที่มีชาวบ้านและพลเมืองดีไล่ตามกันมา เพราะกังวลว่าจะขับไปชนกับใครเหมือนกับเหตุการณ์รถ 10 ล้อที่พระราม 4 ส่วนตำรวจที่ติดตามจับกุม ไม่ทราบว่าเป็นตำรวจ สน.ไหน (ทราบภายหลังเป็นตำรวจ สน.ปทุมวัน) เมื่อมาถึงบริเวณแอร์พอร์ตลิ้งค์รามคำแหง รถอีแต๊กเกิดอาการเสียหลักหมุน ทำให้คนขับลงจากรถและวิ่งหนี จากนั้นชาวบ้าน พลเมืองดี และตำรวจวิ่งตามไล่จับ เมื่อถึงตัว ตำรวจจึงใช้ยุทธวิธีในการสกัดจับและควบคุมตัวโดยให้คว่ำหน้า มือไพร่หลัง ใส่กุญแจมือ และประสานตำรวจท้องที่มารับตัว แต่ระหว่างนั้นตนเองได้ตรวจดูทรัพย์สินของคนขับเพื่อหาเอกสารประจำตัวจากกระเป๋า เมื่อเปิดไปก็พบอุปกรณ์การเสพและยาบ้าจำนวนหนึ่ง จึงเรียกตำรวจให้ตรวจสอบ แต่ระหว่างนั้นตนเห็นคนขับอาการไม่ดีเนื่องจากปัสสาวะราด น้ำลายฟูมปาก หายใจเร็วและแรง และตาค้าง ตนจึงให้ตำรวจถอดกุญแจมือ เพื่อจะเช็กอาการ พบว่าไม่มีชีพจรจึงทำการปั๊มหัวใจและใช้เครื่องช็อตไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก่อนศูนย์เอราวัณมาถึง จากนั้นใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาทีในการช่วยเหลือจนชีพจรกลับมาก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและทราบภายหลังว่าเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

นายสุรกิตติ ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุไม่มีการรุมประชาทัณฑ์ เพราะตัวของคนขับไม่มีร่องรอยบาดแผล ใบหน้าไม่ปูดบวม มีเพียงรอยถลอกจากการยื้อเล็กน้อยเท่านั้น

ทางด้าน อารีรัตน์ อายุ 43 ปี น้องสาวของผู้เสียชีวิต ระบุว่า ตอนนี้ทางญาติยังติดใจสาเหตุการเสียชีวิตของพี่ชาย เพราะในคลิปการจับกุม ในขณะที่ใส่กุญแจมือนั้น เห็นมีคนเอาเท้าเหยียบพี่ชาย คาดว่าอาจจะขาดอาการตอนนั้นหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ทางบ้านลำบากมาก เพราะพี่ชายคอยดูแลพ่อกับแม่ที่เป็นอัลไซเมอร์ที่บ้าน และคอยทำเกษตรเล็กๆ น้อยๆ ที่บ้าน ซึ่งตอนนี้ก็ไม่มีใครคอยดูพ่อแม่ ซึ่งปกติพี่ชายสติไม่ดีอยู่แล้ว เคยรักษาอาการติดยาเสพติด ในวันเกิดเหตุพี่ชายกำลังเดินทางไปหาญาติอีกที่ใน กทม. เพื่อไปกินข้าวกัน แต่กลับเกิดเหตุเสียก่อน ตอนญาติแจ้งต่อๆ กันมาว่าพี่ชายเสียชีวิต ก็ได้ไปรับศพที่นิติเวช แพทย์ไม่ได้ระบุการเสียชีวิต ต้องรอผล 2 เดือน ซึ่งขณะนี้ได้รับศพมาฝังตามพิธีทางศาสนาเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้อยากให้ทางตำรวจ และแพทย์ ตรวจสอบสาเหตุการตายให้แน่ชัด ถ้าเกิดจากการเสพยาเสพติดเกินขนาด ทางญาติก็จะยอมรับผล

นอกจากนี้ทางทีมข่าวยังได้โทรหาหลานสาวของคุณบัญชา ที่อยู่กับคุณบัญชา คนสุดท้าย ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. น้าได้เข้ามาที่บ้านที่ซอยกรุงเทพกรีฑา พอมาถึงก็ขอกินน้ำ สักพักน้าก็ขับรถออกไปข้างนอก แต่ตนคิดว่าอีกสักพักน้าคงกลับมา แต่ก็ไม่มีใครสามารถติดต่อได้เลย ตอนเจอกันก็อาการปกติ แต่ไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกันมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตนจะเข้านอน จนมีคนมาบอกว่าเห็นคนอีแต๊กอยู่ที่ สน. เลยไปดูปรากฏว่าเป็นรถของน้าจริงๆ ตนเองทราบว่าน้าเคยมีประวัติเสพยา แต่หลังจากการบำบัดก็ไม่เคยทราบอีกว่ากลับมาเสพหรือไม่ ปกติน้าจะเดินทางมาเดือนละ 3-4 วัน แบบ ไป-กลับ เพราะเขามีลูกอยู่ที่ กทม. ตอนนี้ทางญาติก็ยังคงติดใจ ว่าน้าไปเสียชีวิตตรงนั้นได้อย่างไร ทั้งที่ทางเส้นนี้ไม่ใช่ทางผ่าน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน แต่ถ้าผลชันสูตรพบว่าเป็นการเสพยาเกินขนาดทางญาติก็จะยอมรับ.-420.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...