โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“4 บิ๊กเทคสหรัฐ” ทุ่มงบลงทุนปี 69 แตะ 6.5 แสนล้านดอลลาร์ เดิมพันศึกครองตลาด AI

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 17.09 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 10.09 น.

"4 บิ๊กเทคสหรัฐ" เร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ครั้งใหญ่สุดในรอบศตวรรษ ท่ามกลางคำถามเรื่องความคุ้มค่า ระยะเวลาคืนทุน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.27 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ 4 แห่ง ได้แก่ Alphabet Inc., Amazon.com Inc., Meta Platforms Inc. และ Microsoft Corp. คาดการณ์ว่าจะใช้งบลงทุน (Capital Expenditure) รวมกันราว 650,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ และจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ว่าจะเป็นชิป AI สายเคเบิลเครือข่าย และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง

การทุ่มงบครั้งนี้ถือเป็นบูมการลงทุนที่ไม่เคยเกิดขึ้นในศตวรรษนี้ โดยงบลงทุนที่แต่ละบริษัทประเมินไว้สำหรับปีนี้ ล้วนอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับงบลงทุนของบริษัทใด ๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลของบลูมเบิร์ก

นักวิเคราะห์มองว่า หากจะหาการเปรียบเทียบ อาจต้องย้อนกลับไปถึงยุคฟองสบู่โทรคมนาคมช่วงทศวรรษ 1990 หรือแม้แต่ยุคการสร้างเครือข่ายรถไฟในศตวรรษที่ 19 และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

งบลงทุนรวมของทั้งสี่บริษัทเพิ่มขึ้นราว 60% จากปีก่อน ซึ่งหมายถึงการเร่งก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อแหล่งพลังงาน ความกังวลเรื่องต้นทุนไฟฟ้าที่สูงขึ้น และความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่นที่กังวลเรื่องการแย่งใช้น้ำและไฟฟ้า

Gil Luria นักวิเคราะห์จาก DA Davidson ระบุว่า ทั้งสี่บริษัทมองการแข่งขันด้าน AI compute เป็นตลาดแบบผู้ชนะกินรวบ หรืออย่างน้อยผู้ชนะกินส่วนใหญ่ และไม่มีใครยอมเป็นฝ่ายแพ้

ตัวอย่างการทุ่มงบล่าสุด

  • Meta ระบุว่างบลงทุนทั้งปีอาจพุ่งสูงถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 87%
  • Microsoft รายงานว่างบลงทุนไตรมาสสองเพิ่มขึ้น 66% และคาดว่าจะใช้งบเกือบ 105,000 ล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณนี้
  • Alphabet เปิดเผยแผนใช้งบลงทุนสูงสุด 185,000 ล้านดอลลาร์
  • Amazon สูงกว่านั้นอีก โดยวางแผนใช้งบถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2569

ตัวเลขเหล่านี้สูงกว่างบลงทุนรวมของบริษัทยักษ์ใหญ่อเมริกันอีก 21 แห่งในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะใช้งบรวมกันเพียงราว 180,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

รากฐานของการลงทุนครั้งมโหฬารนี้มาจากความเชื่อว่าเครื่องมือ AI อย่าง OpenAI และ ChatGPT รวมถึงโมเดลคู่แข่ง จะมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันมากขึ้น การสร้างโมเดล AI ระดับแนวหน้าเป็นกระบวนการที่มีต้นทุนสูงมาก ต้องใช้ชิปหลายพันตัวซึ่งแต่ละตัวมีราคาหลายหมื่นดอลลาร์

ผลลัพธ์คือ บิ๊กเทคที่เคยมีรอยเท้าทางกายภาพไม่มาก กำลังกลายเป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น ปีที่แล้ว Meta ใช้งบลงทุนมากกว่างบวิจัยและพัฒนาเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี และมีสินทรัพย์ประเภทที่ดินและอุปกรณ์รวมกว่า 176,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าจากปี 2562

อย่างไรก็ดียังมีคำถามว่าทุกบริษัทจะสามารถเดินตามแผนอันทะเยอทะยานนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากเริ่มเกิดคอขวดด้านแรงงานก่อสร้าง อุปกรณ์ และชิปจาก Nvidia Corp. ที่ผลิตโดย Taiwan Semiconductor Manufacturing Co.

อีกประเด็นสำคัญคือ เงินทุนจะมาจากไหน แม้ทั้ง Meta, Google, Amazon และ Microsoft จะมีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง แต่การทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้ย่อมทดสอบทั้งเงินสดสำรองและความอดทนของนักลงทุน

Tomasz Tunguz นักลงทุนจาก Theory Ventures เตือนว่า กระแสลงทุน AI มีลักษณะคล้ายฟองสบู่ในอดีต ซึ่งไม่ได้จบลงด้วยดีเสมอไป แต่ในช่วงขาขึ้น มักเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

ขณะเดียวกันนักลงทุนบางส่วนเริ่มลังเลต่อหุ้นบิ๊กเทค แม้ธุรกิจหลักอย่างโฆษณาออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ และซอฟต์แวร์องค์กรจะยังเติบโตดี เนื่องจากกังวลต่อ กรอบเวลาและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ของการลงทุน AI ในระดับมหาศาลเช่นนี้

Steve Lucas ซีอีโอของ Boomi สรุปว่า “ผมไม่สงสัยศักยภาพของ AI แต่ผมสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับระยะเวลา และยิ่งสงสัยหนักเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ของมัน”

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...