โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บล.ทรีนีตี้ แนะกลยุทธ์การลงทุนโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง

The Bangkok Insight

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 09.02 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 09.02 น. • The Bangkok Insight

บล.ทรีนีตี้ แนะกลยุทธ์การลงทุนโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง เตือนนักลงทุนที่ยังคงถือครองหุ้นไทยในระดับสูงและมีกำไรแล้ว ใช้จังหวะนี้ก่อนการเลือกตั้งในการขายทำกำไรเพื่อป้องกันความเสี่ยง

บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า เราแนะนำให้นักลงทุนที่ยังคงถือครองหุ้นไทยในระดับสูงและมีกำไรแล้ว ใช้จังหวะนี้ก่อนการเลือกตั้งในการขายทำกำไรเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ได้แก่กรณีที่การจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้ากว่าที่คิด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น

บล.ทรีนีตี้
  • คะแนนที่ออกมาคู่คี่สูสีจนเกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่แข่งกัน
  • พรรคอันดับหนึ่งมีคะแนนทิ้งขาดแต่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้
  • หรือการรับรองผลการเลือกตั้งที่ล่าช้า เป็นต้น หากเกิดขึ้น ประเมินมีโอกาสที่ดัชนี SET จะเผชิญกับปรากฏการณ์ Sell on fact หลังการเลือกตั้งได้สูง

โดยปัจจุบันเราให้โอกาสดังกล่าวอยู่ที่ 50% ส่วนอีก 50% นั้น มองผลการเลือกตั้งออกมาในกรณีฐาน กล่าวคือ เป็นรัฐบาลพรรคร่วมระหว่าง 2 พรรคใหญ่ โดยที่มีเสียงในสภาอยู่ที่ประมาณ 270-300 ที่นั่ง หากออกมาในกรณีนี้ ประเมินดัชนี SET ก็มีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ แต่อย่างดีที่สุดก็คือการขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้านดัชนีของเราเดือนนี้และเป็นบริเวณดัชนีที่เหมาะสมตามวิธี PE Model ของเรานั่นก็คือ 1380-1390 จุด (รูปที่ 1)

บล.ทรีนีตี้

Flows & THB : หากผลการเลือกตั้งออกมาในกรณีที่ไม่เป็นคุณต่อตลาดหุ้นตามที่เรากล่าวมาข้างต้น สิ่งที่ต้องระวังคือแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่อาจปรากฏขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยหากอ้างอิงจากการเลือกครั้งหลังสุด (ปี 2566) ที่มีความคู่คี่สูสี พบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยถึง 3 หมื่นล้านบาทในช่วง 1 เดือนหลังจากการเลือกตั้ง (รูปที่ 2) ส่งผลให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าถึง 2.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน (รูปที่ 3)

บล.ทรีนีตี้

Sector view : ทำให้ในรอบที่แล้ว Sector ที่มีการปรับตัวขึ้นดีที่สุดหลังการเลือกตั้ง 1 เดือนได้แก่กลุ่มส่งออกอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ว่าในรอบนี้เราประเมินแม้บาทอาจอ่อนค่า แต่ด้วย Sentiment ของหุ้นกลุ่มเทคฯทั่วโลกที่ไม่ดีนัก อาจทำให้แรงขับเคลื่อนของกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่ยังคาดหวังได้ยาก ในทางกลับกันกลุ่มที่จะเผชิญความเสี่ยงมากที่สุด หากเกิดปรากฏการณ์ Sell on fact หลังการเลือกตั้งจริง มองไปยังกลุ่มค้าปลีก (Commerce) ซึ่งในรอบที่แล้วถือเป็นกลุ่มหลักในการปรับตัว Underperform (รูปที่ 4) เนื่องจากมักเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค ที่อาจลดลงจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น

บล.ทรีนีตี้

BANK : ทั้งนี้ หากนักลงทุนต้องเลือกถือครองหุ้นข้ามผ่านไปช่วงหลังการเลือกตั้งจริง เรามองตัวเลือกที่น่าสนใจได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ ซึ่งในรอบที่แล้วก็ถือเป็น Sector หลักที่สามารถปรับตัว Outperform ได้ในช่วง 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง (รูปที่ 4) แม้ว่าจะเป็นกลุ่ม Domestic ที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศก็ตาม โดยนอกเหนือจากเหตุผลทางด้านสถิติแล้ว เรามองว่าในรอบนี้ยังมีปัจจัยหนุนเฉพาะกลุ่มได้แก่การประกาศเงินปันผลจ่ายรอบประจำปี ซึ่งส่วนใหญ่คาดว่าจะออกมาภายในเดือนนี้ และน่าจะเป็นปัจจัยช่วยประคับประคองราคาหุ้นของกลุ่มนี้ให้มีความแข็งแกร่งกว่าตลาดได้ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม ทั้งนี้ 2 หุ้นแบงก์ที่เราเลือกมาเป็น Top pick ในเดือนนี้ยังคงได้แก่ BBL ที่ราคาปรับลงมาแรงจนมี Upside ที่น่าสนใจอีกครั้ง และ SCB ที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังคงให้คาดการณ์ Remaining dividend yield อยู่ที่ 6.8%

บล.ทรีนีตี้

Utilities : ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจในวันนี้ มองไปยังกลุ่มสาธารณูปโภคอย่างโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM, GPSC, EGCO, RATCH) ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่อาจได้รับประโยชน์จากการปรับลงของ Bond yield สหรัฐอย่างรุนแรงเมื่อคืนนี้ (Risk-off mode) แถมราคาน้ำมันดิบยังมีการปรับลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 วันอีกด้วย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...