นายกฯสั่งหน่วยงานรัฐ ‘ทำงานที่บ้าน–งดดูงาน ตปท.’- ไฟเขียวมาตรการประหยัดพลังงาน-วิกฤติรุนแรง ปิดปั๊ม 4 ทุ่ม
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯสั่งหน่วยงานรัฐ “ทำงานที่บ้าน – งดดูงานต่างประเทศ”
- มติ ครม.ไฟเขียวมาตรการประหยัด-รับมือวิกฤตพลังงาน -เล็งปิดปั๊ม 4 ทุ่ม
- ผ่านร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมสภานัดแรก-ยังไม่ระบุวัน
- ป.ป.ช.แนะมาตรการสกัด-ลักลอบค้าอาวุธสงคราม
- รับรองผลประชุม ‘Global Fraud Summit’ ต้านโกงออนไลน์
- ต่ออายุความร่วมมือธุรกิจ LNG ไทย–ญี่ปุ่น ทุกๆ 3 ปี
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลาประชุม ภายหลังการประชุม ครม.นายพิพัฒน์ ได้มอบหมายให้นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.
สั่งหน่วยงานรัฐ “ทำงานที่บ้าน – งดดูงานต่างประเทศ”
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ นอกเหนือจากมาตรการที่กระทรวงพลังงานได้แจ้งเวียนให้กับหน่วยงานถือปฏิบัติแล้ว จึงมีความประสงค์เพิ่มเติมความเข้มข้นของมาตรการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการดังต่อไปนี้
1. เริ่มดำเนินมาตรการ “Work from Home” ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ
2. งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรือ ฝึกอบรมในต่างประเทศ และให้ปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงาน หรือ จัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รองโฆษกฯ กล่าวต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินมาตรการดังกล่าว โดยคำนึงถึงการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับมาตรการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
“รัฐบาลต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมกันใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานการให้บริการประชาชนอย่างเต็มที่” นางสาวลลิดา กล่าว
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุม ครม. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ไฟเขียวมาตรการประหยัด-รับมือวิกฤติพลังงาน -เล็งปิดปั๊ม 4 ทุ่ม
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด กระทรวงพลังงานได้จัดตั้ง “ศูนย์ Energy ICS” เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ
สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมี ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน โดย ณ วันที่ 5 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055 ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,054 ล้านลิตร ซึ่งแบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอ มาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้
- การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26 – 27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้นงดการใส่สูทผูกท้ายยกเว้นมีงานพิธีการ
- การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
- การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่อง เมื่อไม่ใช้งาน
- การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้
- การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
- การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น
- การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
- การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม
- การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool
- การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน
“รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน เห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ให้หลีการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้า หรือ บริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22:00 น. เป็นต้นไป และมีการกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22:00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
ผ่านร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมสภานัดแรก-ยังไม่ระบุวัน
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ (โดยยังมิได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา) สำหรับวันเรียกประชุมรัฐสภา มอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรีเมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึง95%ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว (จำนวน 475 คน) ให้นำร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 83 บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน มาตรา 84 บัญญัติให้ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งถึง 95% ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว (จำนวน 475 คน) หากมีความจำเป็นจะต้องเรียกประชุมรัฐสภาก็ให้ดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้ และมาตรา 85 วรรค 4 บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่า 95% ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง (ภายในวันที่ 8 เมษายน 2569) ประกอบกับมาตรา 121 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป (ภายในวันที่ 22 เมษายน 2569) ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภาทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาท ซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้ ทั้งนี้ การเรียกประชุมให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา
ดังนั้น เพื่อให้การเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สลค. จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ขึ้น (โดยยังมิได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา) และได้ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึง 95% ของจำนวนสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว เพื่อจะได้นำร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวขึ้นทูลเกล้า ฯถวายต่อไป
ป.ป.ช.แนะมาตรการสกัด-ลักลอบค้าอาวุธสงคราม
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบมาตรการการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม (กห.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้ กห. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบ หรือ การสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เช่น
(1) รัฐบาลควรส่งเสริมและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคลังยุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ (ยุทธภัณฑ์ฯ)
(2) กระทรวงกลาโหม (กห.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ควรพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยความมั่นคงและระบบการข่าว เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของปัญหาการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ ในพื้นที่ชายแดน
(3) กห. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ควรมีการขยายผลการกระทำความผิดเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์ฯ ไปยังผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวการผู้ใช้ และผู้สนับสนุนด้วย
(4) หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยที่มียุทธภัณฑ์ฯ อยู่ในครอบครองควรจัดให้มีระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในบริเวณทางเข้า-ออกคลังยุทธภัณฑ์ฯ เพื่อให้สามารถตรวจสอบ เฝ้าระวังยุทธภัณฑ์ฯ ได้ตลอดเวลา
รับรองผลประชุม ‘Global Fraud Summit’ ต่อต้านโกงออนไลน์
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้ประเทศไทยร่วมรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุม Global Fraud Summit จำนวน 2 ฉบับ และประกาศคำมั่นของประเทศไทย เพื่อต่อต้านการฉ้อโกงในการประชุมซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–17 มีนาคม 2569 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย
รองโฆษกฯ กล่าวว่า เอกสารผลลัพธ์ของการประชุมที่ไทยจะร่วมรับรอง ประกอบด้วย
(1) ร่างเอกสารส่งเสริมการดำเนินการเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง (Call to Action on Combatting Fraud) และ
(2) ร่างกรอบความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง (Global Public-Private Partnership Framework against Fraud)
ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกประกาศคำมั่น เพื่อสะท้อนแนวทางดำเนินการเพิ่มเติมในการรับมือกับปัญหาการฉ้อโกง ซึ่งสำหรับประเทศไทยจะเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- การใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
- การบูรณาการข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ในการติดตามเส้นทางการเงินและพิสูจน์การฉ้อโกง และ
- การกระชับความร่วมมือทั้งในระดับระหว่างประเทศและระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันปราบปรามและการช่วยเหลือผู้เสียหายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การประชุม Global Fraud Summit ครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นเวทีระดับสูงที่มุ่งผลักดันเจตนารมณ์ทางการเมืองและความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับ “อาชญากรรมการฉ้อโกง” โดยเฉพาะอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันเป็นภัยคุกคามข้ามชาติที่ส่งผลต่อทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของประชาชน และความปลอดภัยของประชาคมโลก
สำหรับร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับ มีสาระสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเฝ้าระวังและแบ่งปันข้อมูล การเสริมสร้างประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การป้องกันและคุ้มครองประชาชน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การต่อต้านการฉ้อโกงมีความครอบคลุม และสอดรับกับรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงบทบาทนำและยืนยันเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง โดยเฉพาะการต่อยอดจากการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งไทยและสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เป็นเจ้าภาพร่วมจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อเดือนธันวาคม 2568
“รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมการฉ้อโกง โดยเฉพาะภัยหลอกลวงทางออนไลน์ที่กระทบประชาชนในวงกว้าง การเข้าร่วม Global Fraud Summit ครั้งนี้จะช่วยยกระดับบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ และเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในการรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวลลิดา กล่าว
ต่ออายุความร่วมมือธุรกิจ LNG ไทย–ญี่ปุ่น ทุกๆ 3 ปี
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบต่อร่างเอกสารแสดงความยินยอมที่จะต่ออายุบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลวระหว่างไทยและญี่ปุ่น และข้อริเริ่มความร่วมมือด้านถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ พร้อมกันนี้ ครม. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ เป็นผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดลงนามระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีและภาคธุรกิจด้านความมั่นคงพลังงานอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Energy Security Ministerial and Business Forum: IPEM) ระหว่างวันที่ 14–15 มีนาคม 2569 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
รองโฆษกฯ กล่าวว่า บันทึกความร่วมมือฉบับเดิม ไทยและญี่ปุ่นได้ร่วมลงนามเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือ ด้านการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลว และความร่วมมือด้านถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ก่อนจะครบกำหนดอายุลงเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568
การเห็นชอบครั้งนี้ จึงเป็นการต่ออายุบันทึกความร่วมมือดังกล่าวออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2571 และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติทุก ๆ 3 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนว่าไม่ประสงค์จะต่ออายุ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การต่ออายุความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ไทยและญี่ปุ่นสามารถเดินหน้าความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติเหลวได้อย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รวมทั้งช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสวงหาและต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศในการพัฒนาภาคพลังงานของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างเอกสารดังกล่าวไม่มีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่เข้าข่ายเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการใหม่ หรือก่อภาระผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรสำคัญ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และเสริมความพร้อมของไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 10 มีนาคม เพิ่มเติม