โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ส่งออกไทยไปตะวันออกกลางวิกฤต ยอดทางเรือเป็น “ศูนย์” ลุ้นจีนเจรจาอิหร่านเปิดทาง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 09.26 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 22.11 น.

แม้ตลาดตะวันออกกลาง 15 ประเทศ จะมีสัดส่วนเพียงประมาณ 4% ของการส่งออกไทยทั้งหมด แต่ถือเป็นตลาดสำคัญของสินค้าอาหาร ยานยนต์ และสินค้าเกษตรของไทย รวมถึงเป็นศูนย์กระจายสินค้าไปยังภูมิภาคใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่ยังรุนแรงและยืดเยื้อ ทำให้เส้นทางการค้าสำคัญของไทยในภูมิภาคนี้หยุดชะงัก

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือทูตพาณิชย์จากหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง พบว่าจากสถานการณ์สงครามที่ยังคงตึงเครียดและยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อระบบการขนส่งสินค้าในภูมิภาคอย่างรุนแรง

ในมุมของผู้ส่งออกไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือ การขนส่งทางเรือไปตะวันออกกลางหยุดชะงักทั้งหมด เนื่องจากสายเรือส่วนใหญ่ไม่รับจองระวางเรือ (Booking) และไม่กล้านำเรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง

“ตอนนี้การส่งออกทางเรือไปตะวันออกกลางเป็นศูนย์ ส่งไม่ได้เลย สายเรือไม่รับบุ๊กกิ้งและไม่กล้าวิ่ง ทำให้ผู้ส่งออกต้องหยุดรอดูสถานการณ์” นายวิศิษฐ์ กล่าว

ผลกระทบดังกล่าวทำให้สินค้าส่งออกของไทยที่กำลังอยู่ระหว่างการขนส่งหรือเตรียมส่งมอบไปยังตลาดตะวันออกกลาง ตกค้างอยู่ตามท่าเรือและในเส้นทางเดินเรือจำนวนมาก สำหรับสินค้าที่ติดค้างอยู่ในระบบโลจิสติกส์ขณะนี้ ผู้ส่งออกไทยมีทางเลือกหลักอยู่ 2 แนวทาง

แนวทางแรกคือ นำสินค้ากลับมายังประเทศไทย ซึ่งต้องรับภาระค่าระวางเรือไป-กลับเพิ่มขึ้น อีกทางเลือกหนึ่งคือ ฝากสินค้าไว้ที่ท่าเรือใกล้ตลาดปลายทาง เพื่อรอให้สถานการณ์คลี่คลายก่อนส่งมอบให้ลูกค้า

“บางรายที่ลูกค้าปลายทางต้องการสินค้าอย่างมาก ก็ต้องหาพอร์ตใกล้ตลาดเพื่อฝากสินค้าไว้ก่อน รอให้สถานการณ์ดีขึ้นค่อยส่งต่อเข้าไป” นายวิศิษฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถส่งสินค้าได้ในอนาคต แต่ผู้ส่งออกก็ยังต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Insurance) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันมีการกำหนดอัตราเบื้องต้นไว้ โดยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้, ตู้ 40 ฟุต 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ และตู้ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer) 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้

“ในภาพรวมค่าระวางเรือเวลานี้ปรับขึ้นบ้างแต่ยังไม่มาก แต่สิ่งที่หนักที่สุดคือค่าประกันความเสี่ยงสงคราม ซึ่งจะเป็นต้นทุนใหม่ของการค้าระหว่างประเทศในพื้นที่นี้”

สำหรับสินค้าหลักของไทยที่ส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ สินค้าเกษตร อาหารสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และผักผลไม้แปรรูป ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เส้นทางเดินเรือเป็นหลัก โดยตลาดสำคัญคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งสินค้าไทยจำนวนมากจะถูกส่งไปยัง ท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali) เพื่อใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาค อีกตลาดสำคัญคือ ซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ท่าเรือเจเบล อาลี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โจมตีในช่วงต้นของความขัดแย้ง ทำให้ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น ในระยะสั้น ความหวังของผู้ส่งออกไทยจึงอยู่ที่ความเป็นไปได้ที่จีนจะเจรจากับอิหร่าน เพื่อให้สายเดินเรือจีนสามารถเดินเรือเข้าสู่ภูมิภาคได้ก่อน หากการเจรจาประสบความสำเร็จ อาจทำให้การขนส่งสินค้าบางส่วนกลับมาได้ แต่ผู้ส่งออกยังต้องพิจารณาว่าจะสามารถรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ขณะที่การขนส่งทางอากาศยังสามารถดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากบางสายการบินเริ่มกลับมาเปิดเที่ยวบินแล้ว แต่ยังไม่เต็ม 100%

อย่างไรก็ดี ต้นทุนค่าขนส่งทางอากาศสูงกว่าทางเรือหลายเท่า และเหมาะกับสินค้าเฉพาะบางประเภท เช่น สินค้ามูลค่าสูงหรือสินค้าเกษตรสด สุดท้ายการซื้อขายจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ อยู่ที่ผู้ซื้อและผู้ขายว่ารับต้นทุนที่สูงขึ้นได้หรือไม่ และสินค้านั้นมีความจำเป็นเร่งด่วนแค่ไหน

นายวิศิษฐ์ประเมินว่า หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยอาจฟื้นตัวได้ภายในครึ่งปีแต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะขยายตัวรุนแรงขึ้น และตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 4% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อาจหายไปครึ่งหนึ่งหรือหายไปทั้งหมดในระยะหนึ่ง

สำหรับท่าทีของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ล่าสุดยังคงประมาณการส่งออกไทยในภาพรวมปี 2569 ไว้ที่ -1.5% ถึง -0.5% เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่มีแนวโน้มที่จะนำสถานการณ์สงครามมาประเมินใหม่ในการประชุมครั้งถัดไป

โดยในเชิงนโยบาย ไทยจำเป็นต้องเตรียมแผนสำรองด้านการค้าและพลังงาน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกที่เพิ่มขึ้น โดยภาคเอกชนต้องเร่งกระจายตลาดใหม่ เดินหน้าการเจรจา FTA และปรับโครงสร้างการผลิตให้ยั่งยืนมากขึ้น ขณะที่ด้านพลังงานไม่สามารถหวังพึ่งการอุดหนุนจากรัฐได้ตลอดไป เพราะกองทุนน้ำมันก็มีข้อจำกัด

ในระยะยาวธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่พลังงานทดแทนและความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อรับมือกับความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงถาวรของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาเซียน กล่าวว่า หากเส้นทางเดินเรือสู่ตะวันออกกลางยังหยุดชะงักและมีความยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางที่เฉลี่ยเดือนละประมาณ 3.3 หมื่นล้าน(ปี 2568 ไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 409,150 ล้านบาท) นอกจากนี้การส่งออกไทยไปตลาดอื่น เช่น ยุโรป ที่ต้องใช้เส้นทางที่ไกลขึ้นโดยเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง จะทำให้การส่งออกไทยมีต้นทุนที่สูงขึ้น และจะชะลอตัวลงในภาพรวม

“ภาพรวมส่งออกไทยปีนี้อาจติดลบถึง 3% และการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP) จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2% มีโอกาสเติบดตลอลงเหลือเพียง 0.5-1.0% เท่านั้น” ดร.อัทธ์ กล่าว

ขณะที่นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ภาคการส่งออกไทยมีสัดส่วนประมาณ 65% ของจีดีพีไทย ซึ่งทาง สรท.และกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าการส่งออกไทยปี 2569 ไว้ที่ 2-4% ในเบื้องต้นยังคงเป้าหมายไว้ตามเดิม และจะพยายามผลักดันไปให้ถึง แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก เฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...