โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำมันโลกยังแกว่ง หลังเหตุโจมตีเรือในอิรัก แม้ IEA เคาะระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่

efinanceThai

เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 03.26 น.

น้ำมันโลกยังแกว่ง หลังเหตุโจมตีเรือในอิรัก แม้ IEA เคาะระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 มี.ค. 69 10:26 น.

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดีดตัวใกล้แตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำถูกโจมตีในน่านน้ำของอิรัก ซึ่งยังคงสะท้อนความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง และบดบังแนวโน้มเชิงบวกจากมาตรการระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency IEA)

ณ เวลา 10.20 น. ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่ง 8.76% แตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นประมาณ 9% แตะ 95 ดอลลาร์ หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันส่งผลให้อิรักระงับการดำเนินงานที่ท่าเรือขนส่งน้ำมันของประเทศ โดยผู้อำนวยการของ General Company for Ports of Iraq ซึ่งเป็นหน่วยงานที่บริหารท่าเรืออิรัก เปิดเผยกับสำนักข่าว Iraqi News Agency ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงต่อการขนส่งทางเรือทั่วภูมิภาค ไม่ได้จำกัดเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น

อิรักเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียกลุ่มแรกที่เริ่มลดกำลังการผลิต หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ตามมาด้วยคูเวตและซาอุดีอาระเบีย การลดกำลังผลิตดังกล่าวทำให้ IEA ต้องดำเนินมาตรการระบายน้ำมันสำรองร่วมกัน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการระบายคลังสำรองครั้งใหญ่ที่สุด และมีปริมาณสูงกว่าในช่วงที่รัสเซียรุกรานยูเครนปี 2022 ซึ่งในช่วงนั้น IEA ได้ระบายน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันรวม 182.7 ล้านบาร์เรล

IEA ระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่รับมือวิกฤตอุปทาน

ทั้งนี้ IEA มีมติเห็นชอบให้ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวน 400 ล้านบาร์เรล มากเป็นประวัติการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา (11 มี.ค.) เพื่อรับมือภาวะอุปทานน้ำมันหยุดชะงักเนื่องจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน แต่ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัดว่าน้ำมันสำรองดังกล่าวจะเข้าสู่ตลาดโลกเมื่อใด ระบุเพียงว่าจะทยอยปล่อยตามช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศสมาชิกทั้ง 32 ประเทศ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประธานกลุ่ม G7 กล่าวว่า กลุ่ม G7 จะเตรียมดำเนินการระบายน้ำมันสำรองในไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่ความร่วมมือด้านมาตรการคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมันอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

สหรัฐฯ - ญี่ปุ่นขานรับ ร่วมระบายน้ำมันสำรอง

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนระบายน้ำมันดิบ 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองน้ำมันฉุกเฉินของประเทศ ภายใต้ดังกล่าว โดยคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การระบายน้ำมันจะใช้เวลาประมาณ 120 วัน จึงจะส่งมอบน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ได้ตามที่กำหนด

ด้านญี่ปุ่นซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่ม G7 ระบุว่ามีแผนระบายน้ำมันประมาณ 80 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองของภาคเอกชนและของรัฐตามแผนดังกล่าว โดยซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า ญี่ปุ่นจะดำเนินการก่อน เพื่อบรรเทาความตึงตัวของอุปสงค์และอุปทานในตลาดพลังงานโลก โดยไม่ต้องรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจาก IEA และจะเริ่มระบายน้ำมันสำรองเร็วที่สุดในวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. นี้

ในช่วงท้ายของวิดีโอการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ปรากฏภาพประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวกำลังสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อโลก และเห็นด้วยกับการตัดสินใจของ IEA

ตลาดยังกังวลมาตรการอาจไม่พอชดเชยอุปทานหดหาย

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 4% ในวันพุธ หลังเกิดการโจมตีเรือเพิ่มเติมในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อการหยุดชะงักของอุปทาน ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าการระบายน้ำมันสำรองดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะคลายความกังวลของตลาด

แกรี รอสส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Black Gold Investors และนักวิเคราะห์ตลาดน้ำมัน กล่าวว่าไม่แปลกใจที่ตลาดตอบสนองในลักษณะนี้ เนื่องจากตลาดได้สะท้อนข่าวการประกาศมาตรการดังกล่าวไปแล้ว

ขณะที่ดาร์เรล เฟลทเชอร์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ของ Bannockburn Capital Markets กล่าวว่า สิ่งที่ตนกังวลเกี่ยวกับการระบายน้ำมันสำรองของ IEA คือ ตลาดแทบไม่ให้ความสำคัญกับมาตรการนี้ และราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า การดำเนินการอาจส่งสัญญาณที่ผิดพลาดหรือไม่ และตลาดอาจกังวลว่ามีข้อมูลบางอย่างที่ยังไม่ถูกเปิดเผย

นักวิเคราะห์ยังระบุด้วยว่า ความเร็วในการระบายน้ำมันสำรองรายวันของ IEA นั้น มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าปริมาณน้ำมันที่ประกาศจะระบาย

หากมีการระบายน้ำมัน 100 ล้านบาร์เรลภายในหนึ่งเดือน จะเท่ากับปริมาณเฉลี่ยราว 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งยังถือว่าเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการหยุดชะงักของอุปทานในปัจจุบันที่สูงถึงประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นเกือบทั้งหมด

นักการทูตของสหภาพยุโรปรายหนึ่งกล่าวก่อนการประกาศของ IEA ว่า แรงผลักดันสำคัญมาจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งต้องการให้มีการระบายน้ำมันสำรองครั้งนี้

ปัจจุบัน สมาชิก IEA มีปริมาณน้ำมันสำรองฉุกเฉินของภาครัฐรวมกันกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล และยังมีน้ำมันสำรองของภาคอุตสาหกรรมอีกประมาณ 600 ล้านบาร์เรล ที่เก็บไว้ภายใต้ข้อผูกพันของรัฐบาล

ทั้งนี้ IEA ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาติเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรับมือมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของชาติอาหรับที่ตอบโต้การที่สหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอล ในช่วงสงครามยมคิปปูร์ ระหว่างอิสราเอล-อาหรับ ปี 1973 โดยมีภารกิจหลักคือ การดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของโลก

ที่มา Bloomberg (1), (2) และ Nikkei Asia

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...