โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สำรวจโลกว่าด้วย 'คำนำหน้า' ประเทศไหนเปลี่ยนได้-ไม่ได้ กับจุดยืนของ 'ไทย' ในเรื่องเพศสภาพ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำรวจโลกว่าด้วย ‘คำนำหน้า’ ประเทศไหนเปลี่ยนได้-ไม่ได้ กับจุดยืนของ ‘ไทย’ ในเรื่องเพศสภาพ

กระแสดราม่าที่ปะทุขึ้นจากเวทีประกวด Miss Tiffany 2026 กลายเป็นชนวนให้สังคมไทยหันกลับมาถกเถียงเรื่อง “คำนำหน้า” และการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกครั้ง เมื่อ “ป้าตือ” หรือ “ป้าตือ สมบัษร” พูดตอบโต้ “นาบุญ” หนึ่งในผู้เข้าประกวดที่นำเสนอโครงการเพื่อสังคมว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยของนิสิตข้ามเพศในหอพักมหาวิทยาลัยด้วยถ้อยคำที่ว่า

“น้องฟังนะ เรียกร้องกันอยู่ได้ อยากเป็นนางสาว มีมดลูกหรือเปล่า ถ้าไม่มีมดลูก ไม่ต้องเป็นนางสาว แค่นั้นเองจบ เข้าใจยัง compromise ทำให้โลกนี้ดีขึ้น และหวังว่าคนบางคนที่นั่งอยู่แถวๆ นี้ก็ต้องหัด compromise” คำพูดดังกล่าวจุดชนวนการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลายคนมองว่าเป็นการ “ลดทอนอัตลักษณ์” ของคนข้ามเพศให้เหลือเพียงเงื่อนไขทางชีววิทยา ทั้งที่ประเด็นของนาบุญมุ่งไปที่ “ความปลอดภัย” และ “สิทธิในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ” มากกว่าการยืนยันสถานะทางกายภาพ

ต่อมาในรายการ แฉ ที่ออกอากาศวันที่ 26 กุมภาพันธ์“มิกซ์ เฉลิมศรี” ได้แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นที่เกิดขึ้นว่า

“ประเด็นเปลี่ยนคำนำหน้า เป็นนางสาว หนูเป็นทรานส์เจอเดอร์ หนูเข้าใจหมดเลย หนูไปสนามบินบางประเทศก็มีปัญหา บางฟิตเนสให้เราเข้าห้องน้ำชาย ก็เป็นปัญหา ในมุมหนู แต่เรายังไม่เคยไปถามมุมผู้ชาย ผู้หญิง ทอม ในโลกนี้ไม่ได้มีแค่หนู ประโยชน์ส่วนรวมเราก็ต้องถามส่วนรวมว่าเพศอื่นๆ คิดยังไง” มุมมองนี้สะท้อนความตึงเครียดที่ซับซ้อนในสังคมไทย ระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับการยอมรับในระดับสังคมโดยรวม แต่หากมองออกไปนอกประเทศ จะพบว่ามีหลายประเทศได้เผชิญการถกเถียงในลักษณะเดียวกันมาก่อน และบางแห่งได้เปลี่ยนผ่านความขัดแย้งไปสู่การปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

ปี ค.ศ.2012 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโลก เมื่อ “อาร์เจนตินา” ผ่านกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity Law) เป็นประเทศแรกที่อนุญาตให้บุคคลข้ามเพศเปลี่ยนเครื่องหมายกำหนดเพศในสูติบัตรและเอกสารราชการทั้งหมดได้ “ตามคำขอของเจ้าตัว” โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ไม่ต้องผ่าตัด และไม่มีข้อจำกัดด้านอายุ กฎหมายนี้ นับเป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “การแพทย์เป็นผู้รับรอง” มาเป็น “บุคคลเป็นผู้กำหนดตนเอง” (self-determination) และกลายเป็นต้นแบบให้กับ 30 ประเทศทั่วโลก

ข้อมูลการศึกษาหลังผ่านร่างกฎหมายเพียง 5 ปีพบว่า ทัศนคติของสังคมต่อคนข้ามเพศดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เยาวชนข้ามเพศได้รับการยอมรับในครอบครัวและโรงเรียนมากขึ้น ไม่ถูกมองว่าเป็นความผิดปกติ ส่งผลให้บุคคลข้ามเพศบางส่วนที่เคยหลุดจากระบบการศึกษาเพราะถูกการกลั่นแกล้ง ได้กลับไปเรียนต่อ ที่สำคัญ ยังไม่พบรายงานอย่างเป็นทางการว่ากฎหมายดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหารุนแรงต่อสังคมโดยรวม

ข้ามมาฝั่งยุโรปในปี 2014“เดนมาร์ก” กลายเป็นประเทศแรกในยุโรปที่บังคับใช้กฎหมายลักษณะเดียวกัน โดยเปิดให้ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถเปลี่ยนเพศสภาพทางกฎหมายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ปีถัดมา 2015 “ไอร์แลนด์” และ “มอลตา” ดำเนินนโยบายในแนวทางเดียวกัน โดยมอลตาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ก้าวหน้าที่สุด เพราะไม่กำหนดอายุขั้นต่ำเนื่องจากบุคคลข้ามเพศสามารถได้รับการรับรองอัตลักษณ์ตั้งแต่แรกเกิด

หลังจากนั้น กฎหมายดังกล่าวก็เกิดการแผ่ขยายในยุโรป โดยในปี 2016 “นอร์เวย์” เปิดให้เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปเข้าถึงสิทธิเปลี่ยนเพศสภาพทางกฎหมายได้ และปี 2018 มี 3 ประเทศคือ เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก และโปรตุเกส โดยในปี 2019 ไอซ์แลนด์ บังคับใช้กฎหมายดังกล่าว โดยไม่กำหนดอายุขั้นต่ำเช่นกัน จากนั้นปี 2021-2022 สวิตเซอร์แลนด์และสเปนเริ่มบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน

และล่าสุดปี 2023 ฟินแลนด์ได้ยกเลิกข้อกำหนดการทำหมันหรือผ่าตัดก่อนการรับรองเพศสภาพ ซึ่งสมัชชารัฐสภายุโรประบุชัดว่า “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก” ต้องมาก่อน และเด็กควรเข้าถึงการระบุอัตลักษณ์ทางเพศโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

ขณะเดียวกัน โลกก็มีความพยายามสร้างคำนำหน้าที่เป็นกลางทางเพศ เช่น Ind ที่มามาจาก Individual (ปัจเจกบุคคล) หรือ M ที่ตัดตัวอักษรที่สองของ Mr./Ms. (แต่สับสนในภาษาฝรั่งเศสที่ M ย่อจาก Monsieur) Mx จากMix (ผสม) โดยมีหลักฐานการใช้ตั้งแต่ช่วงราว ค.ศ.1965 ก่อนแพร่หลายในอินเตอร์เน็ตยุค 1980 และได้รับการบรรจุในพจนานุกรมออกซ์ฟอร์ดในปี 2015 นอกจากนั้นยังมี Pr (Per) จากPerson (บุคคล) ซึ่งเริ่มใช้ในปี 2001

โดยผลสำรวจจาก “Gender Census” ในปี 2019 จากผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 11,242 คน พบว่า 33% ไม่ใช้คำนำหน้าเลย และ 31.3% ใช้ Mx สะท้อนความหลากหลายของการนิยามตัวตน

และในปี 2021-2022 กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้พลเมืองเลือกเพศ M หรือ F ตามเจตจำนงโดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ และตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2022 สามารถเลือกเพศ X ในหนังสือเดินทางได้

ข้อมูลปี 2023 จาก Movement Advancement Project (MAP) ระบุว่า จาก 50 รัฐ มี 22 รัฐและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่อนุญาตให้ใช้ M, F และ X ในใบขับขี่ ขณะที่มีเพียง 2 รัฐ ได้แก่ ฟลอริดาและแคนซัส ที่ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงคำแสดงเพศบนใบขับขี่ ด้านสูติบัตร มี 16 รัฐและวอชิงตัน ดี.ซี. อนุญาตให้เปลี่ยนได้ ขณะที่ โอคลาโฮมาและนอร์ทดาโคตา ไม่อนุญาต สะท้อนภาพความก้าวหน้าแบบ “ไม่เท่ากัน” ภายในประเทศเดียว

นอกจากนั้น ในแถบเอเชียใกล้ไทยอย่าง“ฮ่องกง” ก็เคยเกิดประเด็นถกเถียงในเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกัน ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2023 เมื่อศาลอุทธรณ์สูงสุดของฮ่องกงตัดสินว่าข้อกำหนดให้ชายข้ามเพศต้องผ่าตัดแปลงเพศครบถ้วนก่อนจึงจะสามารถเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายได้ โดยระบุว่าเป็นเรื่องขัดรัฐธรรมนูญ

คดีดังกล่าวเกิดจากการต่อสู้ของ “เฮนรี เซ” ที่ยื่นขอเปลี่ยนเพศในเอกสารตั้งแต่ปี 2017 แต่ถูกปฏิเสธเพราะยังผ่าตัดไม่เสร็จสมบูรณ์ หลังยื่นฟ้องและแพ้ในปี 2019 เขายังคงต่อสู้จนชนะในปี 2023 อย่างไรก็ตาม แม้ศาลตัดสินแล้ว เว็บไซต์กรมตรวจคนเข้าเมืองยังคงระบุเงื่อนไขการผ่าตัดอยู่ สะท้อนว่า “คำพิพากษา” ไม่ได้แปลว่า “การปฏิบัติ” จะเปลี่ยนในทันที

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของโลก? ปัจจุบัน แม้ประเทศไทยจะผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้วเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้าหรือสถานะทางเพศในเอกสารราชการยังคงเป็นประเด็นถกเถียง ดราม่าจากเวทีประกวดสะท้อนว่า สังคมไทยยังติดอยู่กับคำถามเชิงชีววิทยา อย่างมีมดลูกหรือไม่มี

ขณะที่หลายประเทศขยับไปสู่การรับรองอัตลักษณ์ตามเจตจำนงบุคคลโดยไม่ผูกกับการผ่าตัดหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ บทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศไม่ได้ทำให้สังคมล่มสลาย ตรงกันข้าม งานวิจัยในอาร์เจนตินากลับพบว่าทัศนคติของผู้คนดีขึ้น ความรุนแรงลดลง และเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

คำว่า “compromise” ที่ถูกหยิบมากล่าวอ้าง อาจสะท้อนแนวคิดที่ว่าคนข้ามเพศควรถอยเพื่อให้สังคมสบายใจ แต่ประสบการณ์จากหลายประเทศแสดงให้เห็นว่า การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ใช่การเอาเปรียบใคร หากเป็นการยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน

คำถามจึงอาจไม่ใช่ “จะยอมประนีประนอมแค่ไหน” แต่คือ “รัฐควรทำอย่างไรให้ทุกคนปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีเท่าเทียม” ในวันที่โลกหลายส่วนยอมรับหลักการกำหนดอัตลักษณ์ด้วยตนเอง ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ตรงทางแยกสำคัญว่าจะเลือกเดินตามเส้นทางแห่งการรับรองสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม หรือจะปล่อยให้ประเด็นนี้เป็นเพียงดราม่าที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านเลยไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สำรวจโลกว่าด้วย ‘คำนำหน้า’ ประเทศไหนเปลี่ยนได้-ไม่ได้ กับจุดยืนของ ‘ไทย’ ในเรื่องเพศสภาพ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...