หมดยุคขายฝัน AI! ส่องบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ ทำเงินได้จริง VS ยังสอบตก ในปี 2026
ปี 2026 ไม่ใช่ปีของกระแส “การลงทุนใน AI” แต่เป็นปีแห่ง “การทำเงินจากการลงทุน AI ที่ผ่านมา”
ในปัจจุบัน นักลงทุนมากมายเริ่มไม่ได้ตื่นเต้นกับเทรนด์การลงทุน AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มตั้งคำถามที่จริงจังขึ้นว่า “บริษัทไหนกันแน่ที่สามารถเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้และกำไรจริงในวันนี้?”
ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เราได้เริ่มเห็นความต่างของบริษัทที่ทำเงินจาก AI ได้จริงและบริษัทที่ยังคงเดิมพันกับผลตอบแทนในอนาคต
ซึ่งในบทความนี้ Wealthy Thai จะมาชี้เป้า 3 บริษัทเทคโนโลยีที่สามารถทำเงินจาก AI ได้แล้วจริงๆ และ 3 บริษัทที่รายได้จาก AI ยังไม่ชัดเจน หรือยังขาดทุนอยู่โดยอ้างอิงจากงบการเงิน, ความเห็นนักวิเคราะห์ และบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ ในเดือนมกราคม 2026
3 บริษัทเทคโนโลยีที่ “ทำเงินจาก AI ได้จริง”
1.NVIDIA: โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขับเคลื่อนรายได้
NVIDIA เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของบริษัทที่ AI ไม่ใช่แค่โครงการวิจัย แต่เป็นเครื่องจักรสร้างกำไร
โดยในปีงบการเงินที่สิ้นสุดวันที่ 26 มกราคม 2025 NVIDIA รายงานรายได้ไตรมาส 4 สูงถึง 39.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ Data Center ซึ่งเกี่ยวข้องกับงาน AI โดยตรง
ฝ่ายบริหารระบุว่า ความต้องการจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่และองค์กรธุรกิจยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องไปจนถึงปีงบประมาณ 2026 โดยชิป GPU สำหรับศูนย์ข้อมูลของ NVIDIA ยังคงเป็นหัวใจหลักของการฝึกและการใช้งาน AI ขนาดใหญ่ทั่วโลก
ฝั่งโบรกเกอร์เองก็มีความเชื่อมั่นสูงต่อการทำเงินจาก AI ของ NVIDIA โดนในปลายเดือนมกราคม 2026 Morgan Stanley ย้ำคำแนะนำ “Overweight” พร้อมตั้งราคาเป้าหมายไว้ที่ 250 ดอลลาร์ โดยชี้ว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้สำคัญ
การมีรายได้จริงจาก AI ควบคู่กับมุมมองเชิงบวกจากโบรกเกอร์ ทำให้ NVIDIA เป็นหนึ่งในเรื่องราว AI เชิงพาณิชย์ที่น่าเชื่อถือที่สุดในตลาดขณะนี้
2.Microsoft: Azure และ Copilot สร้างการเติบโตที่วัดผลได้ แม้จะเจอความกังวลของตลาด
กลยุทธ์ AI ของ Microsoft ผูกเข้ากับบริการคลาวด์และแอปพลิเคชัน AI โดยตรง ผ่าน Azure และชุดผลิตภัณฑ์ Copilot
ในผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบ 2026 (ประกาศเดือนมกราคม 2026) Microsoft รายงานรายได้จาก Azure และธุรกิจคลาวด์ที่แข็งแกร่ง ซึ่ง Business Insider สรุปว่าอยู่ในระดับ มากกว่า 50 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (annualized) ขณะเดียวกัน บริษัทเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อเชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโตมากกว่า 230% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้อยู่แค่ขั้นทดลองอีกต่อไป แต่เริ่มถูกใช้งานจริงและสร้างรายได้จากลูกค้าองค์กร
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของตลาดกลับมีความระมัดระวังมากขึ้น เพราะแม้ Microsoft จะรายงานผลประกอบการดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลงช่วงปลายเดือนมกราคม เนื่องจากนักลงทุนกังวลเรื่องการเติบโตของ Azure ที่ช้ากว่าที่ตลาดหวัง และค่าใช้จ่ายลงทุนด้าน AI (capex) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงความไม่แน่นอนของผลตอบแทนในระยะสั้น
ซึ่ง Goldman Sachs สะท้อนมุมมองนี้ ด้วยการปรับลดราคาเป้าหมายเหลือ 600 ดอลลาร์ แต่ยังคงคำแนะนำ “Buy” โดยชี้ถึงความเสี่ยงจากต้นทุนที่สูงและระยะเวลาการทำเงินจาก AI ด้าน JPMorgan ก็ปรับลดราคาเป้าหมายเหลือ 550 ดอลลาร์ แต่ยังคงคำแนะนำ “Overweight” โดยมองว่าขนาดธุรกิจและการเติบโตของรายได้คลาวด์จาก AI ยังเป็นจุดแข็งในระยะยาว
โดยสรุปแล้ว ในกรณีของ Microsoft ธุรกิจ AI ของบริษัททำเงินได้จริงและวัดผลได้ แต่ตลาดก็มีเข้มงวดมากขึ้นเช่นกัน เพราะตลาดดูจะไม่มองข้ามเรื่องวินัยด้านต้นทุนและประสิทธิภาพอีกต่อไป
3.Alphabet (Google): Gemini และโฆษณาเสริมรายได้หลัก
กลยุทธ์ AI ของ Google คือการผสาน AI เข้าไปในธุรกิจหลัก โดยเฉพาะ โฆษณา และ คลาวด์
แม้ผลประกอบการล่าสุดของ Alphabet จะเป็นข้อมูลจากปลายปี 2025 แต่บทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในเดือนมกราคม 2026 ชี้ว่า รายได้ Google Cloud ยังเติบโตต่อเนื่อง แถม Gemini ประกอบกับการปรับปรุงระบบค้นหา (Search Engine) ด้วย AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจโฆษณา
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ Search Engine และ โฆษณา คือแหล่งรายได้หลักของ Alphabet ดังนั้น เมื่อ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตรงจุดนี้ รายได้ก็สะท้อนผลทันที
ทั้งนี้ UBS คงมุมมอง “Neutral” ต่อหุ้น Alphabet ในเดือนมกราคม 2026 โดยเน้นทั้งการเติบโตของคลาวด์ และการใช้ AI เสริมธุรกิจโฆษณาที่มีมาร์จิ้นสูง
กล่าวโดยสรุปคือ AI ของ Alphabet อาจยังไม่แยกเป็นรายได้ที่ชัดเจน แต่กำลังช่วยขยายรายได้หลักของบริษัทชัดเจน
3 บริษัทที่ยังทำเงินจาก AI ไม่ค่อยได้
1.ai: เรื่องเล่าด้าน AI น่าสนใจ แต่ผลลัพธ์ในทางธุรกิจยังอ่อนแอ
C3.ai วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ AI สำหรับองค์กร แต่โมเดลธุรกิจยังไม่สามารถสร้างรายได้หรือกำไรอย่างสม่ำเสมอในระดับใหญ่ได้
ข้อมูลทางการเงินและสื่อ ณ เดือนมกราคม 2026 สะท้อนผลประกอบการที่ผันผวน ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากยังมองหุ้นตัวนี้เป็น หุ้น AI เชิงเก็งกำไรมากกว่าบริษัทที่พิสูจน์การทำเงินได้จริง
ตราบใดที่การเติบโตของยอดสั่งซื้อและกำไรยังไม่ชัดเจน C3.ai ก็จะยังเป็นแค่ “บริษัทที่น่าลุ้น” มากกว่า “บริษัทที่ทำกำไรได้จริง”
2.Veritone: สินค้าเริ่มมีความต้องการ แต่ฐานรายได้ยังเล็ก
Veritone มีความคืบหน้าในด้านแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลและสื่อด้วย AI โดยรายได้ไตรมาส 3 ปี 2025 อยู่ที่ 29.1 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะยังขาดทุน (non-GAAP) ตลอดทั้งปีและรายได้โดยรวมในปัจจุบันก็ยังถือว่าอยู่ในระดับน้อย
บทวิเคราะห์มากมายในช่วงปลายปี 2025 และต้นปี 2026 ชี้ว่า แม้การใช้งานจะเพิ่มขึ้น แต่การขาดทุนต่อเนื่องและการที่เส้นทางทำกำไรยังไม่ชัดเจน ทำให้การทำเงินจาก AI ในระยะยาวเป็นเรื่องที่น่ากังวล
3.SoundHound AI — เติบโตดี แต่ยังไม่มีกำไร
SoundHound AI เชี่ยวชาญด้าน AI เสียงและระบบสนทนา โดยรายได้ไตรมาส 3 ปี 2025 อยู่ที่ 42 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 68% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีเงินสดในมือประมาณ 269 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม แต่การเติบโตยังไม่ได้แปลงเป็นกำไร เพราะบริษัทยังคงขาดทุนใน EBITDA และนักวิเคราะห์มากมายก็เตือนถึงการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหญ่ เช่น Google และ Amazon รวมถึงเส้นทางสู่จุดคุ้มทุนที่อาจใช้เวลายาวนาน
การเติบโตที่ยังไม่มีกำไร จึงทำให้ SoundHound อยู่ในกลุ่ม “มีศักยภาพ แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้”
สรุป: สิ่งที่ปี 2026 กำลังแสดงให้เห็น
ภูมิทัศน์การลงทุนด้าน AI ในปี 2026 สะท้อนความจริงง่ายๆ ข้อหนึ่ง นั่นคือ “การทำเงินได้จริงสำคัญกว่ากระแส”
ทั้งนี้ NVIDIA, Microsoft และ Alphabet แสดงให้เห็นแล้วว่า AI สามารถสร้างรายได้ที่จับต้องได้จริง ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน, ธุรกิจคลาวด์ และธุรกิจโฆษณาขณะที่ C3.ai, Veritone และ SoundHound AI ยังเผชิญกับความกังขาของตลาด จากฐานรายได้ที่เล็ก, การขาดทุนต่อเนื่อง หรือยอดสั่งซื้อที่ไม่สม่ำเสมอ
ดังนั้น เมื่อกระแส AI เปลี่ยนจาก “ความตื่นเต้น” ไปสู่ “เม็ดเงินจริง” บริษัทที่พิสูจน์ได้ว่ากำลัง ขาย AI ไม่ใช่แค่สร้าง AI จะเป็นผู้ที่สร้างมูลค่าให้กับนักลงทุนในปี 2026 และระยะยาวต่อไป