ไลฟ์เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าใจ AI และรู้จังหวะลูกค้า ถึงอยู่รอดในยุคนี้
ในยุคที่ใครๆ ก็สามารถหยิบมือถือขึ้นมาไลฟ์ขายของได้ สมรภูมิ Live Commerce จึงกลายเป็นทะเลเดือดที่มีผู้เล่นหน้าใหม่กระโดดเข้ามาทุกวินาที คำถามน่าชวนคิด คงไม่ใช่วันนี้จะเริ่มไลฟ์อย่างไรให้ขายของได้ แต่จะทำอย่างไรให้ยืนระยะเติบโตได้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึม และเทคโนโลยี AI ที่ฉลาดขึ้นทุกวัน
บนเวที Future Trends Ahead Summit 2026ในหัวข้อ “Live commerce Trends Today: Platform, Creater&Conversion เทรนด์การ Live อะไรจะกลายเป็น New High ของปี 2026”โดย 3 ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่เปี๊ยก-บุญชัย ลิ่มอติบูลย์ ที่ปรึษาและวิทยากร บรรยายให้ความรู้เรื่องการสร้างช่อง “พี่เปี๊ยกจัดให้”, เปา-พีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้ง และ CEO บริษัท ไอ แฮฟ ซีพียู จำกัด และ อาร์ท-ชนกานต์ ชินชัชวาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง ZWIZ.AI ได้แชร์มุมมองที่น่าสนใจและสรุปประเด็นสำคัญที่จะกลายเป็นคัมภีร์ในยุคใหม่ได้
[ หมดยุคบีบลูกค้า เพราะแค่อยากปิดการขายในไลฟ์ ]
อย่างแรกสุดคือ ต้องเข้าใจกลุ่มลูกค้า และใช้กลยุทธ์การขายที่ตรงจริงๆ ถึงจะได้ใจลูกค้า ซึ่ง‘อาร์ท ZWIZ.AI’ และ ‘เปา iHAVECPU’ มองตรงกันว่า “โมเดลการขายแบ่งเป็น 2 แบบชัดเจน แบบแรกคือ จบในไลฟ์เหมาะกับสินค้าตัดสินใจง่าย กดตะกร้า จ่ายเงิน แล้วก็จบ ส่วนแบบที่ 2 คือ แบบซื้อหลังบ้านเหมาะกับสินค้ามูลค่าสูง หรือมีความซับซ้อน เช่น คอมพิวเตอร์ประกอบ”
เปา iHAVECPU อธิบายเพิ่มว่า “บางครั้งลูกค้าต้องการข้อมูลและการแนะนำที่ครบถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ ดังนั้นจึงมองการไลฟ์เป็นแค่วัตถุดิบ”
ขณะที่ ‘อาร์ท ZWIZ.AI’ แนะนำว่า “อย่าให้ไลฟ์จบแล้วหายไปแนะนำให้นำฟุตเทจมาตัดเป็นคลิปสั้น Short Video เพื่อเลี้ยงกระแสและดึงคนเข้าสู่ระบบการขายในช่องทางอื่นๆ ต่อไป”
[ สงคราม AI vs Human Touch ทางรอดคือ ความเร็ว หรือ ความรู้? ]
ปัจจุบันมีหลายธุรกิจที่มุ่งการลงทุนกับ ‘แชทบอต’ เพื่ออย่างน้อยๆ ก็มีการใช้ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่สำหรับยุคนี้ที่ใครๆ ก็เข้าถึง AI และมองว่าเป็นผู้ช่วยได้เหมือนกัน จุดประสงค์ในการใช้ AI จึงเป็นเกณฑ์ตัดสินใหม่ว่าธุรกิจจะมีโอกาสรอดมากขึ้นแค่ไหน
คำถามคือ เราควรตอบลูกค้าให้เร็วที่สุดใช่หรือไม่?
ในมุมมองของ เปา iHAVECPU ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า “ตอบเร็วแต่ไม่มีประโยชน์ ก็คือสูญเปล่า ความเร็วต้องมาพร้อมข้อมูลที่ถูกต้องและแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง”
ขณะเดียวกัน อาร์ท ZWIZ.AI เสริมต่อว่า AI กลายมาเป็นเครื่องมือทุ่นแรงก็จริง แต่คนคือผู้กำหนดทิศทาง ดังนั้น ก่อนที่จะใช้ AI คนต้องมีความรู้ในสินค้านั้นอย่างถ่องแท้เพื่อสอนให้ AI ฉลาดขึ้นในเรื่องที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อธุรกิจ
การใช้ AI โดยไม่มีพื้นฐานความรู้ ถือว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับธุรกิจ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้า ยังจำเป็นต้องมาจากความใส่ใจและรู้จริงจากคนด้วย ซึ่ง AI เป็นเพียงแค่ตัวช่วยสร้างความสัมพันธ์นั้นเพื่อจัดการระบบหลังบ้าน
ในส่วนการสร้างเนื้อหาในไลฟ์ ที่หลายคนบ่นช่วงหลังๆ ว่า ‘ถูกปิดกั้น’อย่างไรก็ตาม เปี๊ยก-บุญชัย อธิบายว่า “ปัญหาจริงๆ อาจอยู่ที่คุณภาพคอนเทนต์ เช่น TikTok ต้องการคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ภาพชัด เสียงดี และมีความแปลกใหม่ ยกตัวอย่างเคส ‘ผ้าอนามัย’ แทนที่จะขายแบบเดิมๆ ก็สร้างคาแรกเตอร์ให้แปลกตา เพื่อดึงดูดความสนใจในช่วง 3-5 วินาทีแรก สำหรับ Live Commerce คือ การสร้างรายการต้องคิดบทฉาก และวิธีการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ ไม่ใช่แค่นั่งขายของไปเรื่อยๆ”
[ แพลตฟอร์มเป็นแค่พื้นที่ให้เช่า ธุรกิจต้องสร้าง ‘บ้านของตัวเอง’ ]
แม้แพลตฟอร์มในโซเชียลมีเดีย รวมถึง E-Marketplace ต่างๆ จะเป็นช่องทางที่หาลูกค้าใหม่ได้ดี แต่ต้องอย่าลืมว่า แพลตฟอร์มเป็นแค่พื้นที่ให้ยืมชั่วคราว
เปา iHAVECPU ได้ย้ำว่า “จุดยืนสำคัญว่าอย่ายึดติดกับแพลตฟอร์มเดียว เพราะเราควบคุมกฎเกณฑ์ไม่ได้ การใช้แพลตฟอร์มก็เพื่อทำให้เข้าถึงฐานลูกค้า แต่ต้องดึงลูกค้าเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเรา แล้วสร้างฐานแฟนและการซื้อซ้ำ”
นอกจากนี้ เขาได้แนะนำว่า การทำความร่วมมือ (collaboration) ระหว่างแบรนด์หรืออินฟลูเอนเซอร์ สร้างลดความน่าเบื่อจำเจของเจ้าของช่องได้ ซึ่งการสร้างบรรยากาศใหม่ๆ แลกเปลี่ยนฐานคนดูระหว่างกันเป็นโซลูชั่นแบบ Win-win
สำหรับทิศทางของ Live Commerce ภายในงานยังมีการถอดไอเดียจาก ‘ประเทศจีน’ ในฐานะที่เป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร้จจากการไลฟ์ขายของมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยสรุปได้ดังนี้
- จีน ทำถึงมานานเพราะในวงการไลฟ์มีการใช้ AI Avatar มาไลฟ์แทนคน หรือ AI จับคำพูดลูกค้าเพื่อเสนอขายสินค้าแบบเรียลไทมส์
- กลยุทธ์คลาสิกยังใช้ได้ดี นั่นคือ สินค้าต้องดี ทราฟฟิกเข้าถึงต้องแม่นยำ ซึ่ง AI ช่วยเรื่องนี้ได้
- ในอนาคตจะมีการทำงานร่วมกันระหว่าง Data AI และ คนจริงมากขึ้น แต่จะใช้ AI ช่วยวิเคราะห์และตอบโต้กับลูกค้ามากขึ้น
สรุปคือ Live Commerce ยุคใหม่จะไม่ใช่แค่ตั้งกล้องแล้วพูดขายของแบบเดิม แต่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะการทำคอนเทนต์เพื่อดึงคนดู, การใช้เทคโนโลยีจัดการหลังบ้านให้ดีขึ้น และใช้ AI เพื่อจับจังหวะลูกค้า ทำให้แบรนด์สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ได้อย่างแม่นยำ
เขียนโดย: ฑิตฐิตา ภารจำนงค์