สัญญาณสกัดหอกข้างแคร่
โดยมีพรรคการเมืองหลักๆ ที่เป็นพรรคใหญ่สองพรรคคือ “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” และมีบรรดาพรรคเล็กอีกหลายพรรคร่วมสนับสนุนให้”อนุทิน ชาญวีรกูล“ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐบาลที่มีเกือบ 300 เสียงเข้าไปแล้ว
ขณะเดียวกันหลายฝ่ายจับตาพรรค “กล้าธรรม”มีแนวโน้มสูงว่าอาจต้องไปเป็นฝ่ายค้าน แม้ว่าอาจยังมีลุ้นในช่วงท้าย แต่ก็น่าจะเป็นได้น้อย แม้ว่าจะมีรายงานว่า ในงานสัมมนาพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์ วันที่ 8-9 มี.ค. ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ จะมีการสรุปว่า จะมีพรรคการเมืองกี่พรรคเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งรวมถึงพรรคกล้าธรรม หรือพรรคประชาธิปัตย์ แต่นั่นคงเป็นแค่พิธีกรรม หรือลีลาให้ดูสมจริงสมจังเท่านั้นเอง
สอดรับกับผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน “นิด้าโพล”ชาวบ้านส่วนใหญ่มองว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ควรร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน แต่ควรจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทย แปลความง่ายๆชาวบ้านอยากให้ 3 พรรคการเมือง “กล้าธรรม -ประชาธิปัตย์ -พรรคประชาชน” เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งเมื่อพิจารณาองค์ประกอบหลายๆอย่างก็น่าจะชัดเจนแล้วว่า เชื่อว่าพรรคกล้าธรรมคงต้องไปเป็นฝ่ายค้านแล้ว
ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้ว่า “แม่ทัพอนุทิน” จะออกมายืนยันว่า ยังไม่ได้ปิดดีล เพราะยังไม่ได้เปิดดีล โดยต้องรอการรับรองสส.จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เรียบร้อยก่อน รวมไปถึงทุกอย่างตามขั้นตอนก็ตาม แต่หากพิจารณาตามรูปการณ์แล้ว เหมือนกับว่าทุกอย่างจบแล้วจริงๆ เพียงแต่ว่ายังไม่ถึงเวลาประกาศออกมาเท่านั้นเอง เพราะไม่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นมาจากพรรคกล้าธรรมที่ยังหวังเข้าร่วมรัฐบาล แต่ถือว่ามีความเป็นไปได้น้อยลงเรื่อยๆแล้ว เนื่องจากยังมีพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นตัวเลือกในการต่อรองเข้ามาอีก
สิ่งที่ต้องพิจารณากันหลังจากนี้ก็คือ หากพรรคกล้าธรรมต้องไปเป็นฝ่ายค้านจริงๆ และต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ หน้าตาฝ่ายค้านจะออกมาอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าติดตาม เพราะหากพิจารณากันถึงบทบาทและท่าทีก่อนหน้านี้ถือว่าไปกันคนละทาง รวมถึงต้องจับตา “งูเห่า-งูเขียว” ค่ายสีเขียวที่มีถึง 9 ตัว แม้จะดาหน้าออกมาปฏิเสธว่ายังอยู่กับพรรค แต่ในทางปฏิบัติคงต้องรอดูวันโหวตนายกฯจะแหกโหวตหรือไม่
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยพรรคที่มี สส. ในมือถึง 58 ชีวิต ซึ่งเคยถูกคาดการณ์กันว่า จะเป็นพรรคแรกที่ “ภูมิใจไทย” ชวนร่วมรัฐบาล แต่สถานการณ์จริงกลายเป็นว่าต้องรอคอยสัญญาณไฟเขียวจาก “ครูใหญ่บุรีรัมย์” เนวิน ชิดชอบ อย่างไร้จุดหมาย ถูกปล่อยให้รอเก้อ ดังนั้นการตัด “กล้าธรรม” ออกจากสมการพรรคร่วมรัฐบาล จึงเป็นกลยุทธ์ “ตัดเสบียงแต่ต้นลม” เพราะในอนาคตอาจเติบโตขึ้นและอาจเป็นหอกข้างแคร่ทิ่มแทง “ภูมิใจไทย” ในอนาคตหรือไม่.