หลิงซูเหยาทะลุมิติพร้อมระบบอัจฉริยะ 9.0
ข้อมูลเบื้องต้น
ดร.เจียงหรัน นักวิจัยอัจฉริยะจากโลกอนาคต ทำการทดลองผิดพลาดจนวิญญาณหลุดออกจากร่าง รู้ตัวอีกทีก็ตื่นขึ้นมาในร่างของ "หลิงซูเหยา" เด็กสาวมัธยมปลายที่ครอบครัวยากจน ในปี 2024
แต่ช้าก่อน… เธอไม่ได้มาตัวเปล่า แต่พก "หลิงอิ้ว ผู้ช่วยอัจฉริยะ เวอร์ชั่น 9.0" ติดสมองมาด้วย!
จากอพาร์ตเมนต์เท่ารูหนูที่อยู่อย่างยากลำบาก ถูกเนรมิต สู่คฤหาสน์ลอยฟ้าที่หรูหรา
จากร้านซาลาเปารถเข็นในตลาดสด จะกลายเป็นอาณาจักรอาหารระดับพันล้าน ด้วยมันสมองระดับอัจฉริยะ และผู้ช่วย AI สุดโกง…
ใครที่เคยดูถูกเหยียนหยามตระกูลหลิงไว้เตรียม "หน้าสั่น" และ "อ้าปากค้าง" กับความรวยแบบก้าวกระโดดของ"ตระกูลหลิง"ได้เลย!
ตอนนี้ มี Ebook แล้วนะคะ มา 5 เล่มค่ะ (ยังไม่จบนะคะ)
====> เล่ม 1 https://www.mebmarket.com/ebook-435021-หลิงซูเหยาทะลุมิติพร้อมระบบอัจฉริยะ-9-0-เล่ม-1
*คำชี้แจง นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ชื่อตัวละคร รวมถึงเหตุการณ์ ค่าครองชีพ ล้วนเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้นหากมีความผิดพลาดประการใดผู้เขียนขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ด้วยรักและขอบคุณ หลิงหลิงซี
"แจ้งรีดเดอร์ที่รักทุกคน เรื่องนี้พระเอก อายุ 24 ปี และนางเอก อายุ 17 ย่าง 18 ปีนะคะ (ห่างกันประมาณ 6 ปีค่ะ) ไรด์พยายามเน้นความรักที่ค่อยเป็นค่อยไปและเติบโตไปตามวัยของตัวละครค่ะ ที่สำคัญคือถูกต้องตามศีลธรรมแน่นอนจ้า (จริงๆ แล้ววิญญาณข้างใน คือ ดร.เจียงหรัน อายุ 28 ปีนะคะ แก่กว่าพระเอกค่ะ 555+)
………………………………………………………
*ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในอ้อมใจ ของท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านด้วยนะคะ*
*****************************
ลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
(นามปากกา Líng líng sì หรือ หลิงหลิงซี หรือ 004)
©สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
©สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2558 (ฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามละเมิด คัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ ทำหนังสือเสียง
ลอกเลียนแบบเนื้อหาและภาพทุกกรณี
ฝ่าฝืน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ
************************************
ชีวิตในร่างใหม่
บทที่ 1 : ชีวิตในร่างใหม่
ณ ตรอกเปลี่ยวข้างถนนสายหลัก แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มอับแสง ทว่าบรรยากาศภายในตรอกกลับร้อนระอุด้วยรังสีแห่งความเกลียดชัง เด็กสาวคนหนึ่งในชุดนักเรียนยืนจนมุมอยู่ริมกำแพงคอนกรีต เบื้องหน้าของเธอคือกลุ่มนักเรียนหญิงต่างโรงเรียน 5-6 คน ที่พกพาความโกรธแค้นมาเต็มเปี่ยม
“ชอบแย่งแฟนชาวบ้านนักใช่ไหม!” หัวหน้ากลุ่มตะคอกพลางพุ่งเข้ากระชากผมเด็กสาวคนเดียวอย่างแรง
ฝ่ามือและฝ่าเท้ากระหน่ำรุมทำร้ายเด็กสาวร่างบางอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะเยาะและเสียงดุด่าอย่างสะใจ ในจังหวะที่ซูเหยาพยายามจะหนี เธอถูกผลักอย่างแรงจนเสียหลักกระเด็นออกไปกลางถนนใหญ่!
เอี๊ยดดดดด!
เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหว รถเก๋งสีดำคันหนึ่งหยุดกึกห่างจากร่างของเด็กสาวที่นอนแน่นิ่งไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร! โชคดีที่รถเบรกทัน แต่ทว่า… ศีรษะของเธอกระแทกเข้ากับพื้นคอนกรีตอย่างรุนแรงจนสติดับวูบ พร้อมกับแขนซ้ายกระแทกที่ขอบทางอย่างแรงจนกระดูกร้าว…
พลเมืองดีที่เป็นเจ้าของรถรีบวิ่งลงมาดูอาการด้วยความตกใจ ขณะที่กลุ่มเด็กสาวผู้ก่อเหตุพากันวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว เจ้าของรถและผู้เห็นเหตุการณ์รีบโทรแจ้งรถพยาบาลและตำรวจทันที ร่างที่ไร้สติของ ‘หลิงซูเหยา’ ถูกนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน พร้อมกับที่ตำรวจประสานงานแจ้งไปยังผู้ปกครองของเธอ
………………………………
เสียงสัญญาณชีพจากเครื่องมอนิเตอร์เตียงข้างๆ ดัง ‘ติ๊ด… ติ๊ด…’ สม่ำเสมอ ผสานกับเสียงล้อรถเข็นจ่ายยาที่บดเบียดไปกับพื้นกระเบื้อง
บรรยากาศในห้องผู้ป่วยรวมแห่งนี้อบอวลด้วยกลิ่นยาฆ่าเชื้อและเสียงไอโขลกเบาๆ ของผู้ป่วยชรา ทว่าสำหรับคนที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงหมายเลข 4 ทุกอย่างกลับดูแปลกตาไปหมด
ความทรงจำสุดท้ายของเธอไม่ใช่เพดานสีขาวหม่นของโรงพยาบาลรัฐ แต่เป็นแสงสีขาววาบจากห้องแล็บล้ำสมัยในปี 3025… เธอคือนักวิจัยพันธุกรรมระดับสูงที่กำลังเดินเครื่องจักรข้ามมิติ ทว่าแรงระเบิดจากการทดลองได้ฉีกกระชากสติสัมปชัญญะของเธอข้ามผ่านห้วงเวลามาอย่างไม่คาดฝัน
“ระบบ… รายงานสถานะ… ที่นี่ที่ไหน?” เธอพึมพำในใจ รู้สึกได้ถึงลำคอที่แห้งผาก
[แจ้งเตือนโฮสต์: ขณะนี้ท่านไม่ได้อยู่ในศูนย์วิจัยอวกาศปี 3025 ระบบ ‘หลิงอวี้ 9.0’ ทำการเชื่อมต่อกับคลื่นสมองของร่างใหม่เสร็จสมบูรณ์ ท่านกำลังอยู่ในโรงพยาบาลรัฐบาล เขตเมือง C ปี 2024 ยินดีต้อนรับสู่ศตวรรษที่ 21 ครับเจ้านาย]
เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยของ AI คู่ใจยืนยันว่าการข้ามเวลาเกิดขึ้นจริง เจียงหรันนักวิจัยสาววัย 28 จากโลกอนาคตตะลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะพยายามขยับตัว ทว่าความเจ็บปวดจากศีรษะที่ปวดตุบและแขนซ้ายที่ถูกพันธนาการด้วยเฝือกอ่อนทำให้เธอต้องนิ่วหน้า
ทันใดนั้น ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ไหลบ่าเข้ามา… เด็กสาวคนนี้ชื่อ ‘หลิงซูเหยา’ อายุ 17 ย่าง18 ปี เธอถูกกลุ่มนักเรียนหญิงต่างโรงเรียนดักรุมทำร้ายจนเสียหลักล้มศีรษะกระแทกพื้นคอนกรีตกลางถนนใหญ่ วินาทีที่สติของเด็กสาวหลุดลอย เป็นจังหวะเดียวกับที่ดวงวิญญาณจากโลกอนาคตเข้ามาสวมร่างแทนที่ราวกับถูกกำหนดไว้
“ฟื้นแล้วรึ อาเหยา!” เสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความโล่งอกดังขึ้นข้างเตียง
ซูเหยาค่อยๆ หันมอง พบว่ามีคนเฝ้าหน้าเตียงถึง 4 คน ทั้ง ปู่, ย่า, พ่อ และแม่ ทุกคนมีสีหน้าอิดโรยแต่แววตากลับฉายความดีใจอย่างปิดไม่มิด พ่อหลิงรีบกดปุ่มเรียกพยาบาลทันที ขณะที่ปู่หลิงเดินเข้าไปใกล้พลางถามด้วยเสียงสั่นๆ
“อาเหยา เป็นยังไงบ้างหลาน เจ็บตรงไหนไหม? จำปู่ได้ไหม?”
ซูเหยาพยักหน้าช้าๆ “จำได้ค่ะ… หนูแค่ปวดหัวนิดหน่อย”
“ไม่ต้องพูดแล้วลูก กินน้ำก่อน” แม่เสิ่นรีบพยุงเธอขึ้นจิบน้ำอย่างทะนุถนอม
ไม่นานนัก คุณหมอเจ้าของไข้พร้อมพยาบาลก็เดินเข้ามาในห้อง หมอใช้ไฟฉายดวงเล็กส่องตรวจม่านตาของเธอและเช็กปฏิกิริยาตอบสนองเบาๆ
“คนไข้รู้สึกตัวดีครับ การตอบสนองของม่านตา (Pupil reaction) ปกติ ไม่มีอาการสับสน” คุณหมอหันไปบอกครอบครัวหลิงที่ยืนลุ้นกันตัวโก่ง
“แต่อย่างที่ทราบว่าศีรษะคนไข้กระแทกพื้นคอนกรีตค่อนข้างแรง แม้ผล CT Scan เบื้องต้นจะไม่พบเลือดออกในสมอง แต่เรายังต้องเฝ้าระวัง
ภาวะสมองกระทบกระเทือน (Concussion) และสังเกตอาการทางระบบประสาทอย่างใกล้ชิดในช่วง 24-48 ชั่วโมงนี้ครับ หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนพุ่ง หรือปวดหัวรุนแรง ต้องรีบบอกหมอทันที ส่วนแขนซ้ายที่ร้าว หมอใส่เฝือกพยุงไว้ให้แล้ว พรุ่งนี้ถ้าอาการทางสมองคงที่ ก็กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ครับ”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากปากหมอว่าหลานสาวพ้นขีดอันตรายแล้ว ทุกคนถึงกับถอนหายใจยาวด้วยความโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก
“ขอบคุณครับคุณหมอ ขอบคุณมากครับ” พ่อหลิงกล่าวขอบคุณซ้ำๆ ก่อนจะหันมาหาซูเหยาพลางลูบมือลูกสาวเบาๆ “ในเมื่อหมอบอกว่าปลอดภัยแล้ว พ่อกับปู่จะกลับไปทำงานต่อก่อนนะลูก จะได้ไม่ต้องลางานให้เสียรายได้ ทางนี้ฝากแม่กับย่าดูแลนะ เย็นๆ พ่อกับปู่จะมาเยี่ยมอีกนะลูก แล้วจะพาอาอิ๋วมาด้วย”
“ไปเถอะค่ะ พี่จิ้ง(พ่อหลิง) กับพ่อ(ปู่หลิง) ไม่ต้องห่วง ทางนี้ฉันกับแม่ (ย่าจู) ดูแลเอง” แม่เสิ่นรีบบอกพลางจัดแจงห่มผ้าให้ลูกสาว
หลังจากพ่อหลิงและปู่หลิงแยกย้ายกันไปจัดการธุระสำคัญและกลับไปทำงานต่อ บรรยากาศภายในห้องผู้ป่วยรวมก็กลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง
แสงแดดช่วงบ่ายส่องลอดหน้าต่างเข้ามาอย่างเงียบเหงา แม่เสิ่นเดินไปเติมน้ำอุ่นใส่กระติกน้ำร้อนจนเต็ม ก่อนจะเดินกลับมานั่งลงที่ขอบเตียงข้างๆ ย่าจู
เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าทั้งสามคน ย่าจูจึงลากเก้าอี้พลาสติกขยับเข้ามานั่งประชิดขอบเตียง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์มีแววเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เธอเอื้อมมือมากุมมือหลานสาวไว้แน่น ขณะที่แม่เสิ่นก็ช่วยบีบนวดที่ขาของซูเหยาเบาๆ ด้วยความรัก
“อาเหยา… ฟังย่านะ ช่วงบ่ายที่แกยังหลับอยู่ ตำรวจเพิ่งจะกลับไปพร้อมกับคนของฝ่ายโน้น” ย่าจูเบาเสียงลงให้ได้ยินกันแค่สามคน “ฝ่ายที่ทำร้ายแกน่ะ เขาเป็นลูกหลานคนมีฐานะ ทนายฝั่งนั้นรีบมาขอไกล่เกลี่ยทันที เขาเสนอเงิน ‘ค่าทำขวัญ’ ให้เรา 30,000 หยวน แลกกับการที่บ้านเราต้องยอมความ ไม่เอาเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลให้เป็นคดีความใหญ่โต”
แม่เสิ่นพยักหน้าสมทบพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “ใช่ลูก นอกจากเงินก้อนนี้แล้ว เขาจะทำหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเด็กพวกนั้นจะไม่กลับมาวุ่นวายกับหนูอีก แม่กับย่ารวมถึงปู่และพ่อ ปรึกษากันจนหัวหมุนเลยนะ…
ถึงจะแค้นที่พวกนั้นทำลูกเจ็บขนาดนี้ แต่บ้านเราไม่มีเงินไปจ้างทนายสู้คดีกับคนรวยหรอกลูก อีกอย่างถ้าเรื่องมันยืดยาวออกไป คนจะเอาไปพูดกันว่าลูกไปมีเรื่องเพราะเรื่องผู้ชาย ชื่อเสียงลูกจะเสียหายไปจนถึงตอนเข้ามหาวิทยาลัยในอนาคต ทุกคนเลยอยากให้เรื่องนี้จบๆ ไป… ลูกคิดว่ายังไงจ๊ะ?”
หลิงซูเหยาในร่างใหม่ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนอย่างที่ผู้ใหญ่เกรงไว้ สมองระดับนักวิจัยพันธุกรรมของเธอคำนวณความเสี่ยงและผลตอบแทนในหัวอย่างรวดเร็ว ในยุคที่ค่าครองชีพยังไม่พุ่งสูงนัก เงิน 30,000 หยวน คือตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้ครอบครัวนี้หายใจคล่องขึ้น
“หนูยอมค่ะ” ซูเหยาตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบจนย่าจูและแม่เสิ่นมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
“รับเงินมาเถอะค่ะ ถือว่าเป็นค่าทำขวัญให้เรื่องร้ายๆ มันผ่านไป อย่างน้อยเงินก้อนนี้ก็ช่วยบ้านเราได้จริง …ดีกว่าปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อจนเราต้องแบกรับค่ารักษาพยาบาลกันเอง จนเงินเก็บของบ้านเราที่มีอยู่แทบไม่เหลือ”
แม่เสิ่นลูบหัวลูกสาวอย่างเบามือ “ลูกคิดได้แบบนี้แม่ก็ดีใจ… ตอนแรกเงินเก็บสำรองของบ้านเรามีอยู่แค่ 18,000 หยวน ถ้าต้องจ่ายค่าผ่าตัดหรือค่ารักษาพยาบาลหนักๆ คราวนี้ เราคงต้องบากหน้ากู้หนี้ยืมสินคนอื่นแน่ๆ”
ทันทีที่ได้รับคำยืนยันจากปากของซูเหยา ย่าจูก็โทรศัพท์แจ้งทนายของฝ่ายคู่กรณีทันที ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหลายคนก็เดินเข้ามาที่เตียงหมายเลข 4 พร้อมกับรถเข็นคันใหม่
“ขออนุญาตเคลื่อนย้ายคนไข้ หลิงซูเหยา ไปยังห้องพิเศษเดี่ยวชั้น 9 ค่ะ” พยาบาลแจ้งด้วยรอยยิ้มที่สุภาพกว่าเดิมหลายเท่า
แม่เสิ่นและย่าจูมองหน้ากันด้วยความงุนงง จนกระทั่งชายในชุดสูทซึ่งเป็นทนายความเดินเข้ามาสมทบ
“นี่เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงครับ ทางเราได้ดำเนินการจองห้องพิเศษที่สะดวกสบายที่สุดให้กับคุณหนูหลิง เพื่อเป็นการชดเชยและดูแลความสะดวกให้ผู้เสียหายในระหว่างที่ยังต้องเฝ้าดูอาการครับ”
บรรยากาศใน ห้องพิเศษเดี่ยว ต่างจากห้องผู้ป่วยรวมราวฟ้ากับดิน ห้องพักกว้างขวางมีโซฟาบุหนังนุ่มตัวยาวสำหรับญาติเฝ้าไข้ มีทีวี ตู้เย็น และห้องน้ำส่วนตัวที่สะอาดสะอ้าน แสงแดดช่วงบ่ายที่ส่องผ่านกระจกบานใหญ่ทำให้ห้องดูสว่างและไม่น่ากลัวเหมือนตอนแรก
ตลอดช่วงบ่าย ย่าจูยังคงอยู่เฝ้าไข้ร่วมกับแม่เสิ่นภายในห้องพิเศษ ทั้งคู่ช่วยกันจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ให้เข้าที่พลางพูดคุยถึงอาการของซูเหยาด้วยความโล่งอก
บรรยากาศแสนสบายในห้องส่วนตัวทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองพลอยได้พักผ่อนไปด้วย จนกระทั่งแสงอาทิตย์สีส้มรำไรเริ่มทาบทับขอบหน้าต่าง…
พ่อและปู่ ก็กลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง พร้อมกับพาน้องชายอย่าง ‘ซูอิ๋ว’ ที่เพิ่งเลิกเรียนมาด้วย เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนยืนพิงกรอบประตูห้องพลางปรายตามองพี่สาวที่อยู่บนเตียงด้วยท่าทีปั้นปึ่งปากแข็งตามสไตล์ แต่มือที่กำสายเป้นักเรียนไว้แน่น และดวงตาที่คอยชำเลืองมองเธอเป็นระยะ ก็ไม่อาจปิดซ่อนความว้าวุ่นใจเอาไว้ได้มิด
เมื่อเห็นว่าลูกสาวคนโตปลอดภัยและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี พ่อหลิงจึงหันไปบอกกับผู้อาวุโสทั้งสอง
“พ่อครับ แม่ครับ… วันนี้แม่อยู่เฝ้าอาเหยามาทั้งวันแล้ว กลับไปพักผ่อนที่บ้านกันเถอะครับ”
ย่าจูพยักหน้ารับเพราะร่างกายเริ่มประท้วงความเหนื่อยล้ามาตั้งแต่เช้า หลังจากกำชับแม่เสิ่นเรื่องยาและอาหารอีกสองสามประโยค พ่อหลิงก็พาทั้งปู่ ย่า และซูอิ๋วที่เดินรั้งท้ายลากลับไปในช่วงค่ำ
คืนนั้น..เหลือเพียงแม่เสิ่นที่ล้างหน้าล้างตาแล้วเปลี่ยนชุดสบายๆ เฝ้าไข้บนโซฟาบุหนังตัวยาวที่นุ่มสบายข้างเตียง…
“อาเหยา หิวน้ำหรือเจ็บตรงไหนก็ปลุกแม่นะลูก” แม่เสิ่นเอ่ยพลางลูบมือลูกสาว แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรักและโล่งใจที่เห็นลูกสาวปลอดภัย…
ซูเหยามองภาพแม่ที่ค่อยๆ หลับไปด้วยความเหนื่อยล้าบนโซฟา ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในอกทำให้เธอรู้สึกว่าร่างนี้คุ้มค่าที่จะรักษาไว้ เธอหลับตาลงช้าๆ ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ
ทว่าภายในห้วงสติ… เธอกำลังเปิดโหมดทำงานขั้นสูงสุดกับ ‘หลิงอวี้ 9.0’
“หลิงอวี้ สแกนร่างกายและตรวจสอบสถานะการเงินของครอบครัวหลิงอย่างละเอียด… เริ่มได้”
[รายงานเจ้านาย: รับทราบครับ… การซ่อมแซมเซลล์สมองเสร็จสิ้น 100% อาการบาดเจ็บทางกายภาพต้องการเวลาพักฟื้น 3 วัน แต่หากใช้โหมดกระตุ้นเซลล์ จะหายภายใน 12 ชั่วโมง แลกกับการใช้พลังงานร่างกายอย่างหนัก เจ้านายต้องการเปิดโหมดฟื้นฟูเร่งด่วนหรือไม่?]
“เปิดใช้งานแบบค่อยเป็นค่อยไป ฉันไม่อยากให้แม่ตกใจที่เห็นฉันลุกขึ้นวิ่งได้พรุ่งนี้เช้า… รายงานยอดเงินมา”
[รับทราบ… สถานะการเงิน : ในตอนแรกอยู่ในขั้นวิกฤติ บัญชีหนี้สินครัวเรือนสูง ถึง 153,200 หยวนไม่รวมดอกเบี้ย เมื่อเทียบกับรายได้รวมของครอบครัวเดือนละไม่ถึง 11,400 หยวน เงินเก็บฉุกเฉิน 18,000 หยวน ความเสี่ยงล้มละลาย 69%….
ทว่า… หลังจากได้รับเงินค่าทำขวัญจำนวน 30,000 หยวน คู่กรณีรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและค่าห้องพิเศษทั้งหมด ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตถูกตัดออก ขณะนี้บัญชีหนี้สินลดลง และมีเงินสดสำรองฉุกเฉินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สถานะทางการเงินที่เคยเข้าขั้นอันตราย ทุเลาลงในทางที่ดีขึ้น ครับเจ้านาย]
ตัวเลขที่ปรากฏในสมอง ทำให้ซูเหยาถอนใจ ในโลกอนาคตเงินจำนวนนี้เธอหาได้เพียงเสี้ยววินาที เธอตั้งมั่นในใจว่าจะต้องทลายภูเขาแห่งอุปสรรคนี้ลงให้ราบคาบ เพื่อตอบแทนความรักและไออุ่นจากครอบครัวที่เธอเพิ่งได้รับมา"
…………………………………
หมายเหตุ : ในรูปด้านล่าง…. เป็น ‘หลิงซูเหยา’ ในจินตนาการของไรด์นะคะ หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะถูกใจในความสวยน่ารักของนางเอก เพื่อให้เกิด ‘อรรถรส’ ประกอบการอ่าน นึกภาพนางเอกตรงกันนะคะ
กลับบ้าน
บทที่ 2 กลับบ้าน
วันรุ่งขึ้น ขั้นตอนการออกจากโรงพยาบาลเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนเงินสดค่าทำขวัญที่ทนายความนำมาชำระให้นั้น ย่าจูกับพ่อหลิงจัดการนำกลับไปเก็บที่บ้านอย่างระมัดระวังตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้ว
เช้าวันนี้จึงมีเพียงแม่เสิ่นที่นอนเฝ้าไข้ลูกสาวมาตลอดทั้งคืน เป็นคนจัดการเรื่องเอกสารทั้งหมดและพาซูเหยารีบเดินทางกลับบ้าน
แม่เสิ่นพาเธอนั่งรถประจำทางที่ค่อนข้างแออัด ทำให้ซูเหยารู้สึกได้ถึงความลำบาก ทว่าคนเป็นแม่กลับคอยใช้วงแขนโอบกอดและเอาตัวบังฝูงคนไว้ตลอดทาง เพื่อไม่ให้ใครมาเบียดโดนแขนที่เข้าเฝือกของลูกสาวได้
ความอ่อนโยนและอบอุ่นจากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้ เริ่มละลายน้ำแข็งในใจของนักวิจัยสาวจากโลกอนาคตอย่างเงียบๆ
เมื่อลงจากรถประจำทาง สภาพแวดล้อมที่ปรากฏคือชุมชนในเขตเมืองชั้นนอก แม่เสิ่นพาเธอเดินเข้าซอยมาจนถึงตึกที่อยู่อาศัย 5 ชั้น ตัวตึกสร้างมาตั้งแต่ยุค 90 สีภายนอกจึงเริ่มซีดจางและหลุดร่อนไปตามกาลเวลา
"อาเหยา เดินไหวไหมลูก? ค่อยๆ ก้าวสิจ๊ะ เกาะราวบันไดไว้แน่นๆ นะ" แม่เสิ่นหันมาบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางหิ้วถุงยาและถุงเสื้อผ้าใบใหญ่เดินนำขึ้นไป
บ้านของครอบครัวหลิงอยู่ที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด และตึกนี้ก็ไม่มีลิฟต์ ซูเหยาจึงค่อยๆ เดินตามผู้เป็นแม่ขึ้นบันไดไปจนถึงชั้น 5
แม่เสิ่นพาเดินมาถึงห้องริมสุดที่มีประตู 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นประตูเหล็กดัดสีเขียวแก่ที่สีลอกร่อนจนเห็นเนื้อเหล็กด้านใน แต่แม่กุญแจที่คล้องไว้นั้นยังดูแข็งแรงทนทาน ถัดเข้าไปเป็นประตูไม้บานเก่า แม่เสิ่นไขกุญแจประตูเหล็กดัดเสียงดังแกรกกราก ก่อนจะไขประตูไม้แล้วผลักเข้าไป…
"ถึงบ้านเราแล้วจ้ะลูก เข้าไปพักเถอะ"
สภาพภายในห้องมีขนาดคับแคบเพียง 40 ตารางเมตร แต่กลับสะอาดสะอ้าน ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเพื่อใช้สอยพื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด
ส่วนแรกที่เจอคือ 'โซนกินข้าวและห้องครัว' ที่รวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีโต๊ะกินข้าวไม้แบบพับได้ตั้งอยู่ชิดผนัง บนโต๊ะมีผ้าปูโต๊ะพลาสติกลายดอกไม้ปูทับไว้อย่างเรียบง่าย ใช้สำหรับกินข้าวและทำงานจิปาถะ เก้าอี้พลาสติก 6 ตัวเท่าจำนวนสมาชิกในบ้านถูกซ้อนเก็บไว้ที่มุมห้อง
ถัดไปคือส่วนของครัว มีเตาแก๊สปิกนิก 2 หัววางไว้บนโต๊ะสเตนเลสเก่าๆ จานชามทุกใบในชั้นคว่ำจานถูกล้างและเรียงซ้อนกันไว้อย่างเป็นระเบียบ
ที่นี่ไม่มีห้องนั่งเล่น ไม่มีโซฟา ถัดจากโซนครัวมีประตูไม้อัด 2 บาน บานหนึ่งคือห้องน้ำ และอีกบานคือห้องนอนเล็ก… ซึ่งเป็นห้องนอนของพ่อกับแม่ ภายในมีฟูกขนาด 5 ฟุตวางแทบจะชนผนังทั้งสามด้าน
พื้นที่ที่เหลือในห้องโถง ถูกแบ่งซอยด้วย 'ผ้าม่าน' เป็นสองฝั่ง หลังผ้าม่านฝั่งแรกคือที่นอนของปู่กับย่า เป็นฟูกขนาด 5 ฟุตเช่นกันวางชิดมุม คู่กับตู้ลิ้นชักพลาสติกใส่เสื้อผ้า
"หนูไปนอนพักนะลูก เดี๋ยวเย็นนี้แม่จะทำของโปรดฉลองที่หนูกลับบ้าน อ้อ… เมื่อวานย่าเขาฝากพ่อซื้อสมุนไพรมาทำลูกประคบไว้ให้แล้ว
เดี๋ยวแม่เอามาประคบรอยบวมช้ำบนหน้าให้นะ จะได้หายไวๆ ป่านนี้ย่าคงกำลังช่วยเขาขายผลไม้อยู่ที่ร้านนั่นแหละ อีกเดี๋ยวพอพักเที่ยงก็คงแวะกลับมากินข้าวกับพวกเราแล้วล่ะ" แม่เสิ่นบอกด้วยรอยยิ้มใจดี
พลางเดินนำข้าวของไปเก็บ ย่าจูนั้นทำงานเป็นลูกจ้างช่วยขายผลไม้ให้กับร้านใหญ่ในตลาด ปกติแล้วย่าจะกลับมากินข้าวกลางวันที่บ้านทุกวัน…
“ค่ะแม่…” ซูเหยาพยักหน้ารับ แล้วเดินไปแหวกผ้าม่านเพื่อเข้าไปในฝั่งที่นอนของเธอกับน้องชาย
ภายในมีเตียงเหล็กสองชั้นและคอมพิวเตอร์เก่าๆ หนึ่งเครื่องตั้งอยู่มุมห้อง ใต้เตียงมีกล่องพลาสติกใสใส่ของใช้ส่วนตัวเรียงราย ปลายเตียงมีโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กพับพิงผนังไว้สำหรับกางนั่งทำการบ้านกับพื้น ผนังข้างเตียงมีโปสเตอร์รูปดารานักร้องแปะอยู่เต็มไปหมด… ซึ่งเป็นร่องรอยความเพ้อฝันของเจ้าของร่างเดิม
เธอนั่งลงบนเตียงชั้นล่าง แล้วหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง หน้าจอแตก เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น กดเปิดไม่ติด คงใช้งานไม่ได้แล้ว
จอกระจกที่แตกสะท้อนใบหน้าของเด็กสาวผมยาว ตาโต จมูกโด่ง และริมฝีปากได้รูป แม้หน้าจะบวมช้ำแต่ก็ยังไม่อาจบดบังความงดงามของร่างนี้ได้ ความงามระดับนี้คืออาวุธร้ายกาจหากใช้ให้เป็น… แต่หลิงซูเหยาคนเก่ากลับใช้มันเพื่อเรียกร้องความสนใจ ตื้นเขิน….
"หลิงอวี้… ช่วยวิเคราะห์ช่องทางหาเงินเร่งด่วน ให้ที"
[ครับเจ้านาย] [กำลังประมวลผล… พบ 5 เส้นทางที่มีความเป็นไปได้สูง
1. ตลาดหุ้น ตอนนี้ยังทำไม่ได้เนื่องจากไม่มีเงินลงทุน แถมอายุโฮสต์ยังไม่ถึง 18 ปี ยังเปิด Port หุ้นไม่ได้
2. การเขียนโปรแกรม/แฮ็ก เสี่ยงต่อกฎหมายในยุคนี้
3. เกมออนไลน์เสมือนจริง MMORPG ที่กำลังเป็นกระแสหลัก มีระบบแลกเปลี่ยนเงิน จริง… ตรวจพบเกม 'Legend of Immortals' ที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรุ่นเก่า ร่างเดิมเคยเล่นแต่เลิกไปเพราะเล่นไม่เก่ง แต่ น้องชายยังเล่นอยู่ฝีมือพอใช้ได้
4.ซื้อหวยลอตโต้ออนไลน์ ผมสามารถเข้าไปแฮกข้อมูล เพื่อกำหนดหมายเลขให้ตรงกับฉลากที่โฮสต์ซื้อได้ แต่ไม่แนะนำให้ถูกรางวัลใหญ่ เนื่องจากเสี่ยงต่อการเพ่งเล็ง หวยค่อนข้างแพงตอนนี้โฮสมีเงินไม่พอซื้อ
5.ใบเสร็จรับเงินจากการซื้อสินค้าตั้งแต่ 100 หยวนขึ้นไป จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการสุ่มจับฉลากเงินรางวัล ในทุกๆ เดือน แต่ว่าตอนนี้โฮสต์ยังไม่มีเงินไปซื้อของอยู่ดี]
หลิงซูเหยาฟังจบแล้วมองไปที่ คอมฯ ตั้งโต๊ะ ที่ตั้งอยู่มุมห้อง จากความทรงจำ พ่อเจ้าของร่างเอาเงินเก็บมาซื้อคอมฯ มือสองเครื่องนี้มาให้ลูกๆ ใช้ประกอบการเรียน
แต่… หลิงซูเหยาคนเก่ามักเข้าไปดู 'ไป๋ตู๋' ค้นหาดารา ดูคลิปไอดอลจาก “โต้วอิน” น้องชายกับเธอมักชอบทะเลาะกัน เพื่อแย่งกันใช้คอมฯ เสมอ
หลิงซูเหยายิ้ม "เล่นเกม ? น่าสนใจดี… พรุ่งนี้ยังไม่ไปโรงเรียน เรามาหาเงินกัน"
…………………..
ตกเย็น สมาชิกครอบครัวทยอยกันกลับมาถึงบ้าน บรรยากาศในห้องที่เคยเงียบเหงาก็คึกคักขึ้นทันตา
ในขณะที่แม่เสิ่นกับย่าจูกำลังง่วนอยู่กับการทำมื้อเย็นในโซนครัว พ่อหลิงที่เพิ่งเลิกงานก็รีบสาวเท้าเข้ามาดูอาการลูกสาวที่หลังผ้าม่านทันที
"อาเหยา เป็นยังไงบ้างลูก ปวดแผลตรงไหนไหม?" พ่อหลิงถามด้วยความเป็นห่วง
"ดีขึ้นมากแล้วค่ะพ่อ" ซูเหยายิ้มตอบ
ระหว่างที่พ่อลูกกำลังคุยกันอยู่นั้น 'หลิงซูอิ๋ว' น้องชายของเธอก็เพิ่งเลิกเรียนกลับมาถึงบ้านพอดี พอเห็นว่าพี่สาวกลับจากโรงพยาบาลแล้ว ก็รีบวางเป้นักเรียนลง เดินเข้ามาสมทบข้างๆ พ่อ เพื่อดูอาการพี่สาวด้วยเช่นกัน
"เมื่อตอนกลางวันแม่เขาโทรไปสั่งให้พ่อแวะซื้อสมุนไพรทำลูกประคบกลับมาเพิ่มน่ะ กลัวว่าที่ซื้อมาเมื่อวานจะไม่พอ เพราะลูกต้องใช้ประคบต่อเนื่องอีกหลายวัน รอยบวมช้ำจะได้ทุเลาไวๆ" พ่อหลิงบอกพลางชูถุงยาจีนถุงใหญ่ให้ดู
แม่เสิ่นที่กำลังล้างผักอยู่ในครัวได้ยินดังนั้น ก็เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนจนแห้ง แล้วเดินแหวกผ้าม่านเข้ามาสมทบด้วยรอยยิ้ม "เดี๋ยวพอทานข้าวเสร็จ แม่จะนึ่งลูกประคบมาประคบให้อีกรอบนะลูก ก่อนนอนจะได้ลดบวม อาการจะได้ดีขึ้นไวๆ"
"ขอบคุณค่ะพ่อ… ขอบคุณค่ะแม่" เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
"ช่วงนี้ต้องประคบถี่หน่อยนะลูก เช้า กลางวัน เย็น ห้ามลืมเด็ดขาด พรุ่งนี้เวลาแม่ไปทำงาน ลูกก็เอามานึ่งประคบเองนะ เดี๋ยวแม่จะเตรียมซึ้งนึ่งตั้งเตาไว้ให้" แม่เสิ่นเอ่ยย้ำ พลางลูบผมลูกสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะขอตัวกลับไปทำกับข้าวต่อ
ซูเหยาพยักหน้ารับคำ "ค่ะแม่"
ไม่นานนัก ปู่หลิงก็ผลักประตูห้องเดินเข้ามาเป็นคนสุดท้าย "อาเหยา เป็นยังไงบ้างลูก! วันนี้ปู่เอา 'หมูตุ๋นน้ำแดง' ของโปรดหลานจากร้านที่ปู่เป็นผู้ช่วยเชฟกลับมาด้วยนะ คืนนี้หลานต้องกินข้าวเยอะๆ จะได้มีแรง" ปู่หลิงบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางชูกล่องอาหารในมือ
"หนูดีขึ้นแล้วค่ะปู่ ขอบคุณนะคะ" ซูเหยารู้สึกซาบซึ้งใจกับความรักที่ได้รับจากทุกคนในครอบครัวนี้จริงๆ
"กับข้าวเสร็จแล้ว! มาช่วยกันยกจาน เตรียมตัวกินข้าวกันได้แล้ว!" เสียงย่าจูตะโกนเรียกมาจากหน้าเตา
"ทราบแล้วครับ/ค่ะ!"
ทุกคนขานรับพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะพากันเดินออกไปช่วยกันจัดโต๊ะ บรรยากาศมื้อเย็นบนโต๊ะอาหารไม้ตัวเล็กๆ เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ
………………………
"ผมเอาเงินไปโปะค่าบ้านแล้วนะครับพ่อแม่" พ่อหลิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย
"หนี้ลดลงไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ลดเลย ส่วนเงิน 3 หมื่นนั่น ฉันเก็บเข้าบัญชีฉุกเฉิน แล้ว ห้ามใครแตะต้องเด็ดขาด" ย่าจูประกาศ ทุกคนพยักหน้ารับทราบ
"หนูขอโทษที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อนนะคะ" หลิงซูเหยาเอ่ยขึ้น "ต่อไปนี้หนูสัญญาว่าจะไม่ทำตัวเหลวไหลอีก หนูจะตั้งใจเรียน และจะช่วยหาเงินเข้าบ้านด้วยค่ะ" คำสัญญาของเธอทำให้บรรยากาศผ่อนคลายยิ่งขึ้น รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของทุกคน
“ดีแล้วๆ สำนึกผิดกลับตัวได้ ก็ดีแล้ว” ปู่หลิงเสริม
“ไอ้หาเงินเข้าบ้านน่ะไม่ต้องคิดมากหรอก ตั้งใจเรียนให้ดี ปีหน้าหลานก็จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ปู่ย่ากับพ่อแม่แก ก็ตั้งความหวังไว้กับแกสองคนพี่น้องนะ” ย่าจูอด ไม่ได้ที่จะย้ำเตือน
คืนนั้น หลังจากทุกคนเข้านอน… เสียงกรนเบาๆ ของปู่ดังมาจากหลังผ้าม่านอีกฝั่ง น้องชายก็ปีนขึ้นไปนอนบนเตียงชั้นบนแล้ว หลิงซูเหยาได้แต่นอนนิ่งวางแผนในหัวเงียบๆ จนหลับไป…
กำเนิดนักฆ่าหน้าหยก
บทที่ 3 กำเนิดนักฆ่าหน้าหยก
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านเข้ามา หลิงซูเหยาลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่า ภายใน บ้านเงียบสนิท ทุกคนคงออกไปทำงานกันหมดแล้ว
พ่อ แม่และปู่ไปทำงาน ส่วนน้องชายไปโรงเรียน
ย่าเองก็คงออกไปช่วยขายผลไม้แต่เช้าตรู่ บนโต๊ะกินข้าวมีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กวางทับด้วยแก้วน้ำ ลายมือขยุกขยิกของย่าเขียนว่า "มีโจ๊กในครัว ตักกินซะ อย่าลืมประคบหน้า แล้วกินยาด้วย"
หลิงซูเหยาเดินไปล้างหน้าแปรงฟัน พอออกจากห้องน้ำ เธอก็เดินไปตักโจ๊กมานั่งทานจนเสร็จ แล้วเก็บล้างจานเรียบร้อย จริงๆ แขนเธอหายแล้วจากการสแกนช่วยเหลือของ หลิงอิ้ว แต่ยังต้องทำเป็นใส่เฝือกอ่อนอยู่ รวมถึงหน้าที่บวมด้วย หลิงอิ้วช่วยสแกนให้หาย อย่างค่อยเป็นค่อยไป คนในบ้านที่เห็นจะรู้สึกว่าเหมือนหายเร็วขึ้นจากการประคบ
เธอหอบตะกร้าผ้าใบใหญ่เดินออกไปที่ระเบียงหลัง จัดการใส่ลงเครื่องซักผ้าฝาบนรุ่นเก่า รอจนเครื่องทำงานเรียบร้อย เธอจึงเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ กดปุ่มเปิด เครื่อง
"หลิงอวี้ เชื่อมต่อระบบ เจาะเข้าเซิร์ฟเวอร์ เกม 'Legend of Immortals' ให้ที" นิ้วเรียวสวยวางลงบนแป้นพิมพ์
คลิก! [เริ่มดำเนินการ… ยินดีต้อนรับสู่โลกเกม ครับเจ้านาย]
ทันทีที่โปรแกรมเกม 'Legend of Immortals' ถูกรันขึ้นมา ภาพกราฟิกบนหน้าจอ กระตุกเป็นระยะ เฟรมเรต ตกวูบวาบ นี่คือขีดจำกัดของฮารด์แวร์ยุคเก่าที่หลิงซูเหยาต้องเผชิญ ก็ยังคงเล่นได้ แต่น่ารำคาญแสงวูบวาบเล็กน้อย
"สเปกต่ำจริงๆ” เธอบ่น “หลิงอวี้ ช่วยจัดการเจาะระบบเซิร์ฟเวอร์ หาไอเทมระดับตำนานดีๆ มาให้ฉันสักชิ้น จะได้เอาไปขาย" หลิงซูเหยาสั่งการ
[แจ้งเตือน : ปฏิเสธคำสั่งครับเจ้านาย] เสียง AI ตอบกลับทันควัน
"อ้าว? เกิดอะไรขึ้น นายเป็น AI ระดับ 9.0 นะ ทำไมถึงปฏิเสธ?"
[โครงสร้างโค้ดของเกมยุคนี้โบราณและยุ่งเหยิงเหมือนเส้นสปาเกตตี้ครับ ระบบการ สุ่มของ RNG ถูกฝังลึกในเซิร์ฟเวอร์หลัก ดังนั้นการเจาะเข้าไปแก้ค่าดรอปเรตจะทำให้เซิร์ฟเวอร์ล่ม บัญชีของท่านจะถูกตรวจสอบและโดนแบนทันที
อีกอย่าง พลังงานของผมตอนนี้มีจำกัดจากการข้ามมิติ ถ้าใช้พลังมากเกินไป ผมจะต้องเข้าสู่โหมดจำศีลหลายวันครับ]
[สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดตอนนี้ คือการปรับจูนคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ให้ไหลลื่น และช่วยคำนวณการควบคุมตัวละคร ให้ท่านเล่นได้สมบูรณ์แบบเท่านั้น ส่วนเรื่องไอเทม… ท่านต้องวัดดวงเอาเองครับ]
หลิงซูเหยาถอนใจอย่างผิดหวัง "สรุปคือต้องลงแรงสินะ… เอาเถอะ ก็ยังดี งั้นหลิงอิ้ว เตรียมดาวน์โหลดปลั๊กอินทักษะการควบคุมระดับเทพเจ้า ให้ที"
หน้าจอ Login ปรากฏขึ้น จากนั้นวิเคราะห์อัลกอริทึมการดรอปแรร์ไอเทม พร้อมกับตัวละครเดิมที่เจ้าของร่างเก่าสร้างทิ้งไว้…
'เหยาเหยา' นักฆ่าสาวในชุดวาบหวิวสีชมพู ฉูดฉาด สเตตัส ถูกอัปมั่วซั่ว เน้นแต่ความสวยงาม
หลิงซูเหยา เห็นแล้วขมวดคิ้ว
"เหยาเหยา… ใส่ชื่อจริงตัวเองอีก ชุดก็โป๊ แถมประวัติเก่ายังพัวพันกับพวกผู้ชายจนมีเรื่อง มีราว… ขืนเล่นตัวนี้ต่อ คงมีแต่คนตามรังควานไม่จบสิ้น"
เธอตัดสินใจกดปุ่ม [ลบตัวละคร] ทิ้งอย่างไม่ไยดี
แล้วกด [สร้างตัวละครใหม่] คราวนี้เธอเลือกเพศ ‘ชาย’ รูปร่าง ไม่อ้วน ไม่ผอม หน้าตาหล่อเหลาแต่เรียบง่าย ไม่โดดเด่นจนเกินไป อาชีพ ‘นักฆ่า’ ที่เน้นความเร็วและการสังหารเงียบ
เธอยิ้ม แล้วพิมพ์ชื่อตัวละครลงไปว่า… "เฉี่ยนเฉียน" เล่นตัวผู้ชายดีกว่า ตัดปัญหาเรื่องชู้สาว แถมเวลาเข้าปาร์ตี้ โหดๆ พวกผู้ชายด้วยกัน มักจะคุยกันง่ายกว่าด้วย เธอคิด
เริ่มเกม… 'เฉี่ยนเฉียน' นักฆ่าหนุ่มเลเวล 1 ถือมีดสั้นสนิมเขรอะ วิ่งเข้าสู่ทุ่งหญ้าเริ่มต้น เนื่องจากเลเวลยังน้อยและของที่สวมใส่เป็นขยะ การต่อสู้จึงกินเวลานานมาก มอนสเตอร์แต่ละตัวมีความอึดถึกทน
เธอต้องใช้สมาธิสูงในการให้ AI ช่วยคำนวณจังหวะหลบหลีกและโจมตีจุดอ่อนซ้ำ ๆ เพื่อตอดเลือดบอสทีละนิด
ผ่านไปร่วม 2 ชั่วโมง สำหรับการลงดันเจี้ยนรอบแรก ร่างกายของหลิงซูเหยาเริ่มล้า
คลิก! บอสหมูป่าตัวสุดท้ายล้มลง หลิงซูเหยาปาดเหงื่อ ‘ทิพย์’ แล้วรีบไปดูของที่ดรอป
[ได้รับ : ดาบเหล็กกล้าลายพยัคฆ์ ‘ระดับแรร์ - สีฟ้า’]
เธอเช็กราคาตลาดทันที… ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 800 หยวน "เฮ้อ…นึกว่าจะได้เป็นพัน เป็นหมื่นซะอีก… อยากขายเร็ว เอาแค่เจ็ดร้อยก็พอ" เธอบ่นอุบอิบ
แต่ก็กดลงขายในตลาดกลางทันทีในชื่อ 'เฉี่ยนเฉียน' "เก็บเล็กผสมน้อย รอดูวันนี้น่าจะมีคนเข้ามาซื้อ พักเครื่องก่อนแล้วกัน”
หลิงซูเหยาหันมามองสภาพห้อง พักสายตามาทำงานบ้านต่อดีกว่า เดี๋ยวย่ากลับมาคงเหนื่อยแย่ เธอคิด แล้วเดินกลับไปที่เครื่องซักผ้าที่ซักเสร็จนานแล้ว
หลังจากตากผ้าเสร็จ กลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มช่วยให้ใจสงบลง เธอเดินกลับมาทำความสะอาดห้องน้ำต่อ เข็มนาฬิกาชี้บอก เวลา 11.45 น.
ใกล้เที่ยงแล้ว ย่าคงใกล้จะกลับมาถึง… ปกติแล้วกิจวัตรประจำวันของย่าจู คือการตื่นแต่เช้าออกไปช่วยขายผลไม้ที่ร้านใหญ่ในตลาด
พอถึงช่วงสิบเอ็ดโมงกว่าๆ ก็จะพักและกลับมากินข้าวเที่ยงที่บ้าน อาศัยเวลานี้เก็บกวาดทำงานบ้านให้เรียบร้อย ก่อนจะกลับไปทำงานต่อในช่วงบ่าย…กลับมาอีกทีก็ห้าโมงเย็น เพื่อมาเตรียมมื้อเย็น"
บางครั้งถ้าแม่เสิ่นกลับเร็ว ก็มาช่วยย่า แต่ถ้าปู่หลิงกลับมาไว วันนั้นปู่จะเป็นคนลงมือทำมื้อเย็นเอง จริงๆ แล้วย่าทำอาหารอร่อยกว่าปู่ แต่เพราะปู่หลิงชอบทำอาหาร แต่ไม่มีพรสวรรค์ อาหารที่ทำออกมาจึงรสชาติธรรมดา
ถึงอย่างนั้น ทุกคนในบ้านก็อยากทานฝีมือปู่ เพราะอยากทำให้ปู่มีความสุข.… หลิงซูเหยาเดินไปที่ครัว เปิดตู้เย็น ภายในมีไข่ไก่ 3 ฟอง ผักกาดขาวครึ่งหัวที่เหี่ยวเล็กน้อย "วัตถุดิบมีแค่นี้… "
[โฮสต์ครับ ผมคำนวณอุณหภูมิน้ำมันและเวลาในการพลิกไข่ให้ครับ] หลิงอวี้เสนอหน้า
"ดีมาก" กระทะใบเก่าถูกตั้งไฟจนร้อนฉ่า เสียงน้ำมันปะทุเบาๆ เป็นสัญญาณเริ่มการปรุง อาหาร หลิงซูเหยาตีไข่ไก่
อย่างรวดเร็วให้เกิดฟองอากาศ เทลงในกระทะจนฟูฟ่องส่งกลิ่น หอมตลบอบอวล…
ตามด้วยการนำผักกาดขาวมาผัดไฟแรง ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลทรายเล็กน้อย กลิ่นกระทะหอมไหม้นิดๆ ลอยคลุ้งไปทั่วห้องเล็กๆ
แกรก… เสียงไขกุญแจหน้าห้องดังขึ้น ประตูเหล็กดัดถูกเปิดออก ตามด้วยร่างของย่าจูที่เดินเข้ามา หญิงชราถอดรองเท้าแตะวางไว้ที่ชั้นอย่างคุ้นเคย
ในมือหิ้วถุงบรรจุผักสดหลายชนิด แม้ผักพวกนี้จะมีรอยช้ำเล็กน้อย แต่มันคือผักที่ย่าจูเหมาซื้อราคาถูกๆ มาจากเพื่อนแม่ค้าในตลาดช่วงตลาดวาย เพื่อนำกลับมาทำกับข้าวกินกันในบ้าน ถือเป็นการช่วยครอบครัวประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีกทางหนึ่ง
ย่ามองเห็นเสื้อผ้าของทุกคนถูกตากไว้เป็นระเบียบที่ระเบียง ที่โต๊ะกินข้าว… กับข้าวสองอย่างวางรออยู่พร้อมจานชาม
"ย่ากลับมาแล้วเหรอคะ? เหนือยไหมคะ ล้างมือแล้วมาทานข้าวกันเถอะ หนูเพิ่งทำเสร็จ พอดี" หลิงซูเหยาเดินถือทัพพีตักข้าวมาพร้อมรอยยิ้มบางๆ
ย่าจู ขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันทันที นางวางถุงผักลงบนโต๊ะเสียงดังปึก แล้วหันมาเอ็ด หลานสาวเสียงเข้ม
"ใครใช้ให้แกลุกขึ้นมาทำงาน หมอบอกให้พักผ่อนไม่ใช่หรือ?" ย่าชี้ไปที่แขนข้างซ้าย ที่ยังเข้าเฝือกของหลิงซูเหยา
"แขนก็เดาะ หัวก็เพิ่งกระแทกมา เดี๋ยวก็หน้ามืดเป็นลมเป็นแล้งไปอีกหรอก! งานบ้าน แค่นี้ฉันทำเอง กินข้าวเสร็จแล้วแกไปนอนพักซะ"
แม้ปากจะบ่น แต่ในแววตาของย่าจู วูบไหวด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเป็นห่วงอาการเจ็บป่วยของหลานสาว แต่ลึกๆ แล้วหัวใจกลับชุ่มชื้นขึ้นมาอย่างประหลาด
ปกติหลานสาวเวลาอยู่บ้านไม่ค่อยหยิบจับอะไร บางครั้งบอกให้ช่วยล้างจาน ก็หน้าหงิกหน้างอ แต่วันนี้ขนาดไม่สบาย ก็ลุกมาซักผ้า ทำกับข้าว โดยไม่ต้องบอก…
"หนูไม่เป็นไรแล้วจริงๆ ค่ะย่า นอนเฉยๆ มันเบื่อนี่นา" หลิงซูเหยา ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ย่าทำงานมาเหนื่อยๆ มานั่งกินข้าวเถอะค่ะ เดี๋ยวตอนบ่ายย่าต้องไปตลาดอีกไม่ใช่เหรอคะ"
ย่าจู มองหน้าหลานสาวนิ่งๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนใจออกมาเบาๆ
"ถ้าแขนกลับมาอักเสบอีก อย่าร้องให้เชียว" นางบ่น ก่อนจะเดินไปล้างมือแล้วมานั่งลงที่โต๊ะ สายตามองจานไข่เจียวสีเหลืองทองและผัดผักที่ยังควันฉุย แล้วแอบอมยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากโดยที่หลานสาวไม่ทันสังเกต
"น่ากินเหมือนกันนะนี่ แขนเข้าเฝือกแบบนี้ ยังทำกับข้าวได้อีก อร่อยๆ" สุดท้ายก็อดชมเป็นกำลังใจให้หลานสาวไม่ได้ ก่อนจะคีบไข่เจียวคำโตเข้าปาก รสชาติที่กลมกล่อม ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการขายของมาทั้งเช้าทุเลาลง
…………………………………………
เฉี่ยนเฉียนมาแล้วค่ะ นักฆ่า “เฉี่ยนเฉียน”