โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'ช่วงเวลาดื่มน้ำ' ที่ร่างกายต้องการ ดูแลสุขภาพ ปลุกสมอง ลดโรค

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“น้ำ” เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกาย เพราะร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึงประมาณ 60-70% ทุกระบบในร่างกายต้องพึ่งพาน้ำ ไม่ว่าจะเป็นระบบไหลเวียนโลหิต ระบบขับถ่าย ระบบย่อยอาหาร หรือการควบคุมอุณหภูมิ ดังนั้น การดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตรเพื่อชดเชยการสูญเสียระหว่างวัน และถูกเวลา จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ดี

ผศ. นพ.สหภูมิ ศรีสุมะ สาขาวิชาเภสัชวิทยาและพิษวิทยาคลินิก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า วิธีการดื่มน้ำ ที่ดีต่อร่างกาย ควรดื่มเวลาไหน ? น้ำ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในร่างกาย เพราะร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่าร้อยละ 70 และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ในร่างกาย ช่วยในการนำของเสียออกจากร่างกาย ช่วยลำเลียงอาหารที่ย่อยแล้วไปยังส่วนต่าง ๆ และช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เพราะฉะนั้นการ ดื่มน้ำ เป็นวิธีการสำคัญที่จำเป็นต้องทำ

ร่างกายของคนเรามีส่วนประกอบของน้ำซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ โดยน้ำมีหน้าที่หลายอย่าง ดังนี้

1. เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของเซลล์ทั่วร่างกาย

2. เป็นส่วนประกอบของเลือด น้ำเหลือง น้ำดี น้ำย่อยอาหาร เหงื่อ ปัสสาวะ และน้ำทั่วร่างกาย

3. ทำหน้าที่ละลายอาหารที่ย่อยแล้วและแพร่ผ่านผนังหลอดเลือดที่ลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด

4. ทำหน้าที่เป็นตัวกลางนำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ นำของเสียออกจากร่างกายผ่านทางอวัยวะ เช่น ปอด ผิวหนัง ไต

5. ช่วยหล่อลื่นอวัยวะต่าง ๆ ให้มีการเคลื่อนไหวได้ดีและทำงานได้ตามปกติ เช่น น้ำในข้อต่อ ช่องท้อง ช่องปอด

6. ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ตลอดเวลา รวมทั้งทำให้ร่างกายสดชื่น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

นอนน้อยกว่า 6 ชม. VS นอนมากกว่า 8 ชม. ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งคู่

วิจัยชี้ 'ฝุ่น PM 2.5' ทำลายสมองเด็ก 'ไอคิวลด-อารมณ์พัง'

ช่วงเวลาที่ควรดื่มน้ำ ดีต่อร่างกาย

  • 06.00 - 08.00 น. (หลังตื่นนอน) ดื่ม 1 แก้ว

- กระตุ้นระบบขับถ่าย การดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น ทำให้การขับถ่ายราบรื่น

- ปลุกสมองและร่างกาย หลังจากนอนหลับนานหลายชั่วโมง ร่างกายจะขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว น้ำจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้สดชื่นขึ้นทันที

  • 09.00 - 10.00 น. ดื่ม 2 แก้ว

- เสริมสร้างกระดูกและผิวพรรณ ช่วงนี้เหมาะกับการเติมน้ำให้กับร่างกายหลังจากเริ่มทำกิจกรรม น้ำช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของไขข้อและกระดูก

- ลดความแห้งของผิวหนัง ผู้ที่ทำงานในห้องแอร์ควรเน้นการดื่มน้ำช่วงนี้

  • ก่อนมื้อเที่ยง 30 นาที ดื่มน้ำ 1 แก้ว

- กระตุ้นระบบเผาผลาญ การดื่มน้ำก่อนอาหารเล็กน้อย สามารถช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานดีขึ้น

- ช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ลดปริมาณอาหารที่ทานโดยไม่ตั้งใจ เหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก

  • หลังมื้อเที่ยง 30 นาที ดื่ม 1 แก้ว

- ช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร น้ำหลังอาหารช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น ไม่ควรดื่มน้ำทันทีหลังอาหารเพราะอาจเจือจางกรดในกระเพาะอาหาร

- ลดการสะสมของสารพิษ การดื่มน้ำช่วยให้ของเสียในร่างกายขับออกทางปัสสาวะได้ดีขึ้น

  • 14.00 - 17.00 น. ดื่ม 2 แก้ว

- เติมพลังงานช่วงบ่าย ป้องกันอาการง่วงหงาวหาวนอนในช่วงบ่าย

- ช่วยระบบประสาทและสมอง สมองต้องใช้น้ำในการส่งสัญญาณ การขาดน้ำจะทำให้สมาธิลดลง และรู้สึกเหนื่อยง่าย

- เติมน้ำให้เซลล์กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานนานๆ หรือนั่งกีฬา

  • ก่อนมื้อเย็น 30 นาที ดื่ม 1 แก้ว

- ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ ดื่มน้ำก่อนมื้อเย็นจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารเริ่มทำงานและเพิ่มอัตราการเผาผลาญ

- ลดการกินเกินความจำเป็น เหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก

  • ก่อนนอน 20 นาที ดื่ม 1 แก้ว

- ช่วยล้างสารพิษ (Detox) ดื่มน้ำเล็กน้อยก่อนนอนช่วยให้ร่างกายขับของเสียได้ดีขึ้นระหว่างนอนหลับ

- ลดอาการขาดน้ำตอนกลางคืน โดยเฉพาะผู้ที่นอนในห้องแอร์ หรือมีเหงื่อออกมาก

  • ปริมาณที่แนะนำ

ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (ประมาณ 2-2.5 ลิตร)

แก้วมาตรฐาน 1 ใบ คือประมาณ 200-250 มิลลิลิตร

ข้อควรระวัง

  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำในปริมาณมากในครั้งเดียว โดยเฉพาะก่อนนอน อาจทให้ปวดปัสสาวะบ่อยและรบกวนเวลานอน
  • ควรแบ่งดื่มระหว่างวันเพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดื่มน้ำ ยังไง ให้ดีต่อร่างกาย ?

วิธีการดื่มน้ำ ที่ดีต่อร่างกาย ควรดื่มเวลาไหน ? น้ำ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในร่างกาย เพราะร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่าร้อยละ 70 และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ในร่างกาย ช่วยในการนำของเสียออกจากร่างกาย ช่วยลำเลียงอาหารที่ย่อยแล้วไปยังส่วนต่าง ๆ และช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เพราะฉะนั้นการ ดื่มน้ำ เป็นวิธีการสำคัญที่จำเป็นต้องทำ

ทำไมต้องดื่มน้ำ ให้ครบ 8 แก้ว

เนื่องจากในร่างกายของคนเรามีน้ำอยู่ในร่างกายประมาณร้อยละ 60-70 และในแต่ละวันร่างกายต้องสูญเสียน้ำประมาณวันละ 2 ลิตร ซึ่งขับออกมาทางปัสสาวะ เหงื่อ หรือลมหายใจ ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำ ช่วงอายุ และน้ำหนักของแต่ละบุคคล

ดังนั้นเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ร่างกายอาจมีการสูญเสียน้ำมากกว่าปกติได้หากมีการสูญเสียน้ำทางอื่น เช่น ท้องเสีย อากาศร้อนมากจนมีการระเหยน้ำทางลมหายใจและเสียเหงื่อมากขึ้น สำหรับผู้มีโรคประจำตัวบางชนิดอาจต้องมีการจำกัดน้ำ เนื่องจากร่างกายขับน้ำส่วนเกินได้น้อย เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ ผู้มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณการบริโภคน้ำที่เหมาะสมกับตนเอง

หากดื่มมากหรือน้อยเกินไปก็จะส่งผลต่อร่างกายได้ เมื่อร่างกายขาดน้ำ การทำงานของระบบอวัยวะจะติดขัด เมื่อร่างกายได้รับน้ำมากเกินไปจนเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ เกิดการเสียสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอกเซลล์ ทำให้ความเข้มข้นของเลือดลดลง ร่างกายต้องขับแร่ธาตุบางชนิดออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลของน้ำ อีกทั้งยังขาดความสมดุลของแร่ธาตุชนิดนั้นแทน ส่งผลให้เกิดความผิดปกติขึ้นในกระบวนการทำงานของเซลล์ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

วิธีการดื่มน้ำ ให้ดีต่อร่างกาย และเพียงพอในแต่ละวัน

ควรดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป โดยมาตรฐานการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ก็เพียงพอต่อการทำงานของร่างกายของบุคคลทั่วไป แต่ความจริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น กิจกรรมที่เราทำในแต่ละวัน เพศ อายุ โรคประจำตัว ความร้อนในสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนกำหนดความเหมาะสมต่อการดื่มน้ำในแต่ละวันด้วยเช่นกัน

การดื่มน้ำที่ดีช่วยลดการเกิดนิ่วได้จริงหรือ

น้ำดื่มที่สะอาดจะช่วยลดการเกิดนิ่วชนิดออกซาเลตในไต บรรเทาการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ ลดอาการท้องผูก น้ำสะอาดจะเร่งการขับสารพิษ และของเสียออกไป เมื่อดื่มน้ำที่เพียงพอต่อร่างกาย น้ำจะไปช่วยหล่อลื่นข้อกระดูกต่าง ๆ ลดอาการปวดข้อ ปวดหลัง และปวดเอว นอกจากนี้ยัง การดื่มน้ำสามารถรักษาความสะอาดช่องปาก ป้องกัน “นิ่วน้ำลาย” ได้อีกด้วย

เลือกน้ำดื่มที่สะอาด ปลอดภัย ต่อร่างกาย

น้ำดื่มในปัจจุบันมีหลากหลายแบบจึงควรเลือกน้ำดื่มที่ผลิตจากบริษัทที่มีมาตรฐาน มีฉลากติดที่ขวด และมีสัญลักษณ์ ดังนี้

1.สัญลักษณ์และหมายเลข อย.

2.สัญลักษณ์ Good Manufacturing Practice (GMP)

3.ตรามาตรฐาน Hazards Analysis and Critical Points (HACCP) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล

"ดื่มน้ำ"ชนิดอื่นทดแทนน้ำในร่างกายได้หรือไม่ ?

เครื่องดื่มชนิดอื่น เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ เหล้า เบียร์ จะทำให้เกิดการขับน้ำออกจากร่างกายมากยิ่งขึ้น เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นการขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น และน้ำตาลที่เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นสาเหตุของระดับน้ำตาลในเลือดสูง อาจนำไปสู่โรคเบาหวานได้ ในผู้ป่วยเบาหวานที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากจะมีปัญหาการขับปัสสาวะมากกว่าปกติได้

ผู้ป่วยด้วยภาวะต่าง ๆ เช่น ข้อเข่าเสื่อม กลั้นปัสสาวะไม่ได้ สมองเสื่อม มีความลำบากในการลุกเข้าห้องน้ำทำให้ไม่อยากดื่มน้ำ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรดื่มน้ำตามปกติ โดยอาจจัดเวลาดื่มน้ำเน้นในช่วงเวลากลางวัน และจัดสถานที่ปัสสาวะให้สะดวกมากขึ้น

น้ำแบบไหนสะอาดปลอดภัยทำให้สุขภาพดี

1.เลือกน้ำดื่มที่ใส ไม่มีสี ไม่ขุ่น ไม่มีรส และไม่มีกลิ่น

2.เลือกน้ำที่บรรจุภัณฑ์มีฝาปิดสนิท

3.ดื่มน้ำแต่พอดีประมาณ 2 ลิตร หรือดื่มน้ำวันละ 8 แก้วต่อวัน สำหรับบุคคลทั่วไป ผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรือมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลถึงปริมาณการบริโภคน้ำที่เหมาะสมกับตนเอง

4.เลือกน้ำดื่มที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมอนามัย มีเครื่องหมาย อย. หรือการรับรองมาตรฐานจาก NFS

ความเชื่อเรื่องน้ำดื่ม แบบไหนผิด แบบไหนถูก

  • ดื่มน้ำ RO ดีต่อสุขภาพ ?

น้ำ RO เป็นน้ำที่มีการกรองเอาเกลือแร่ส่วนเกินออกไปจนหมด และเอาพวกแบคทีเรียออกไป ซึ่งวิธีการกรองอื่น ๆ ก็เอาแบคทีเรียออกไปอยู่แล้วแต่น้ำ RO เอาเกลือแร่ออกไปจนหมด ซึ่งทำให้การที่กินน้ำปกติจะต้องได้รับแคลเซียมและแมกนีเซียมในปริมาณหนึ่ง แต่น้ำ RO จะกรองแร่ธาตุส่วนนี้จนหมด ทำให้การดื่มน้ำ RO ในระยะยาวอาจทำให้ขาดเกลือแร่บางอย่างได้

  • ดื่มน้ำด่าง ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

น้ำด่างไม่ช่วยในการป้องกันโรคมะเร็ง เนื่องจากเป็นน้ำที่เติมเกลือแร่บางอย่างเข้าไปทำให้ค่าความเป็นด่างสูงขึ้นเท่านั้น ผู้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคไตหรือภาวะเกลือแร่ผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนพิจารณาดื่มน้ำด่างเสมอ

  • น้ำมนต์ ดื่มได้ไม่อันตรายจริงหรือ!

ขึ้นอยู่กับว่าน้ำมนต์ที่ได้มานั้นทำมาอย่างไร เช่น น้ำมนต์บางที่อาจจะเป็นน้ำที่ทำความสะอาดและกรองมาแบบปกติ หรือน้ำดื่มบรรจุขวดมาตรฐานที่มีขายทั่วไปเพียงแค่นำมาตั้งและสวดมนต์ตามความเชื่อ สามารถดื่มได้ตามปกติ ต่างจากบางที่ที่ผลิตน้ำมนต์จากน้ำที่ผุดขึ้นมาจากบ่อดิน หรือมีการหยดสารแปลกปลอมลงไป เช่น เทียน ธูป ทำให้น้ำมีสารปนเปื้อนสารเคมี ฝุ่นผง และเชื้อโรค เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรนำไปดื่ม

สารปนเปื้อนที่มากับน้ำไม่สะอาด

  • เหล็ก

หากได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายทาง เช่น ระคายเคืองทางเดินอาหาร ในรายที่รุนแรงมีภาวะเลือดเป็นกรด หลอดเลือดขยายตัวทำให้ความดันเลือดลดลง การสะสมธาตุเหล็กเกินในระยะยาวส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บของตับได้

  • ปรอท

เมื่อร่างกายมีปรอทสะสมอยู่ในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือส่งผลร้ายแรงต่อระบบประสาท เช่น ทำให้ตาพร่ามัว มองไม่ชัด ส่งผลต่อระบบประสาทด้านอารมณ์และความจำ มีภาวะสมองเสื่อมได้

  • แมงกานีส

อาจปนเปื้อนมากับน้ำดื่มที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะ ระคายเคืองทางเดินอาหารในระยะยาว ส่งผลต่อการบาดเจ็บของเซลล์สมองได้

  • ทองแดง

หากร่างกายมีทองแดงสะสมเกินกว่า 100 มิลลิกรัม จะส่งผลให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาเจียน ในรายที่รุนแรงอาจมีเม็ดเลือดแดงแตกและส่งผลถึงการทำงานของตับ

เชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับน้ำไม่สะอาด โดยเฉพาะเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรีย เช่น เชื้ออีโคไล ซิโตรแบคเตอร์ เคลบเซลล่า หากมีเชื้อโรคเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีไข้ ปวดท้อง ท้องเสีย การฆ่าเชื้อโรคกลุ่มนี้สามารถทำได้โดยกระบวนการฆ่าเชื้อ เช่น การต้มน้ำ กระบวนการพาสเจอไรซ์ หรือผ่านระบบกรองน้ำที่มีระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพ

แม้ว่าน้ำเปล่าจะมีข้อดีมากมาย แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า เพราะไม่ชอบรสชาติที่จืดชืด โดยหันไปดื่มน้ำชนิดอื่นที่มีรสชาติหวานอร่อยแทน เช่น น้ำอัดลม ชานมไข่มุก ชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำหวาน แต่เพื่อสุขภาพที่ดีการดื่มน้ำเปล่าให้เป็นนิสัยจะเป็นหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ร่างกายของคุณดีขึ้น

อ้างอิง : โรงพยาบาลบางปะกอกสมุทรปราการ , Rama Channel

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...