“น้ำผึ้งหยดเดียว” เมื่อเรื่องราววินาศสันตะโร เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ
สำนวน น้ำผึ้งหยดเดียว เมื่อเรื่องราวใหญ่โต เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ
◉ น้ำผึ้งถึงแม้สัก หยดเดียว
อาจเป็นเหตุเกรียว ไต่เต้า
ฟังไม่ศัพท์ฉุกเฉียว ไม่ตรึก ตรองนา
ต่างก็หาญก็เห้า ต่อสู้บ่อรู้ความ
“น้ำผึ้งหยดเดียว” เป็นสำนวนที่มาจากนิทานเรื่อง “น้ำผึ้งหยดเดียวก่อเหตุ” ที่อาจอยู่ในความทรงจำของหลาย ๆ คน เพราะมีอยู่ในหนังสือแบบเรียน วรรณคดีลำนำระดับชั้นปฐมศึกษาปีที่ 4 (ไม่แน่ใจว่าหลักสูตรปัจจุบันยังมีหรือไม่) จุดประสงค์คือเป็นคติเตือนใจว่า ปัญหาบางอย่างอาจเริ่มต้นจากเรื่องเพียงเล็กน้อย แล้วลุกลามใหญ่โต เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าระหว่างบุคคล กลุ่มคน ไปถึงระดับชาติ
“น้ำผึ้งหยดเดียวก่อเหตุ”ในหนังสือแบบเรียนนี้ มาจากหนังสือชุด นิทานเทียบสุภาษิตของ พระยาสีหราชฤทธิไกร(ทองคำ สีหอุไร) ขุนนางสมัยรัชกาลที่ 5 และถือเป็นสำนวนที่ติดตามหาอ่านได้ไม่ยากตามเว็บไซต์ด้านการศึกษาต่าง ๆ
แต่ยังมีอีกสำนวนหนึ่ง อยู่ในหนังสือ อดีตนิทาน เรียบเรียงโดย พระยามนูเนตร์บรรหาร พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2457 (สมัยรัชกาลที่ 6) ในชื่อ “รบพุ่งฆ่าฟันกันตายด้วยสาเหตุเกิดจากน้ำผึ้งหยดเดียว” จึงขอนำมาเสนอให้อ่านเป็นอาหารสมองไว้ [ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]
“เรื่องที่ ๔ รบพุ่งฆ่าฟันกันตายด้วยสาเหตุเกิดจากน้ำผึ้งหยดเดียว
ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง เดิมก็มีความสามัคคีปรองดองกันโดยเรียบร้อย ครั้นอยู่มาวันหนึ่งมีผู้หาบน้ำผึ้งเดินมา น้ำผึ้งหยดลงที่พื้นดิน ๑ หยด มีจิ้งจกตัวหนึ่งคลานมากินน้ำผึ้ง ยังมีแมวของชาวบ้านนั้นวิ่งมาตบจิ้งจก แล้วมีสุนัขของชายอีกคนหนึ่งในหมู่บ้านเดียวกันนั้นวิ่งมากัดแมว เจ้าของแมวโกรธสุนัขก็วิ่งไปตีสุนัขร้องขึ้น เจ้าของสุนัขได้ยินเข้าออกมาดูก็โกรธเจ้าของแมวจึงวิ่งเข้าไปทุบตีเจ้าของแมว
เจ้าของแมวกับเจ้าของสุนัขต่างก็ต่อสู้ทุบตีกัน เสียงก็ดังเอะอะเกรียวกราวขึ้น พวกญาติมิตรฝ่ายเจ้าของแมวก็พากันวิ่งมาช่วยและตีเจ้าของสุนัข ฝ่ายญาติมิตรเจ้าของสุนัข ก็พากันวิ่งมาช่วยทุบตีเจ้าของแมวบ้าง
บรรดาคนในหมู่บ้านนั้นก็ต่างแบ่งแยกออกเป็นสองพวก ต่างถือสาตราอาวุธเข้าต่อสู้ทุบตีกันโกลาหล ในครั้งแรกก็ต่างทุบตีกันด้วยมือต่อมือ เมื่อเกิดโทษะแรงกล้าขึ้นฝ่ายหนึ่งใช้ไม้ อีกฝ่ายหนึ่งก็ใช้ไม้บ้าง หนักเข้าก็ถึงใช้อาวุธปืนยิงกัน
เมื่อถึงอาวุธปืนแล้วทั้ง ๒ ฝ่ายก็ต้องขุดสนามเพาะตั้งค่ายป้องกันต่อสู้กันแรมวันแรมคืน และยกเข้าปล้นค่าย ต่างรุกต่างรับยิงฟันแทงกันเหมือนสงคราม ผู้คนก็ต่างถูกอาวุธบาดเจ็บล้มตายลงมากด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย
เมื่อเหตุได้เกิดขึ้นใหญ่โตถึงเพียงนี้ ก็ต่างมีมานะเอาชนะแก่กัน ฝ่ายใดมีพวกพ้องเพื่อนฝูงในตำบลอื่น ๆ ก็แอบไปเกลี้ยกล่อมชักชวนจ้างวานเอามาเป็นกำลังเพิ่มเติม เพื่อการต่อสู้กัน อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องไปชักชวนจ้างวานเอาคนตำบลอื่นเกือบจะทั่วเมือง ต้องร้อนถึงรัฐบาลให้กองทหารยกมาปราบปรามจึงสงบได้ แล้วก็จับตัวหัวหน้าไปทำโทษจงจำเป็นหลายคน จบเรื่องนี้”
นอกจากการใช้สำนวนเพื่อสื่อถึงเรื่องเล็ก ๆ ที่ “ไม่เป็นเรื่อง” แต่ลุกลามใหญ่โตเป็นเรื่องใหญ่ได้แล้ว นิทานเรื่องนี้จึงชี้ชวนให้เห็นด้วยว่า อำนาจของโทสะ หรือความโกรธ ความฉุนเฉียว ร้ายแรงดุจไฟไหม้ป่า ถ้าไม่มียับยั้งหรือปรับความเข้าใจกันเสียตั้งแต่แรก ก็สามารถที่จะลุกลามเป็น “มหาภัย” สร้างความวินาศสันตะโรจนเกินจะจินตนาการ
จนบางทีคู่ขัดแย้งเองก็หลงลืมไปว่า ต้นเหตุของเรื่องนั้นเล็กน้อยเพียงใด…
อ่านเพิ่มเติม :
- “ไม่ตายก็คางเหลือง” มีที่มาจากไหน ทำไม “คาง” ต้อง “สีเหลือง”
- รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา สำนวนไทยนี้มาจากไหน เกี่ยวอะไรกับ “จั่ว” และ “เสา”
- สำนวนไทยใช้ “ปลากัด” ตำหนิผู้หญิงมารยา-จัดจ้าน แล้ว “กระต่ายแก่แม่ปลาช่อน” สื่ออะไร?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
มนูเนตร์บรรหาร, พระยา. (2510) อดีตนิทาน. กรุงเทพฯ : ไทยเขษม. อนุสรณ์ในการฌาปนกิจศพ นางพรหมทัตตเวที ณ เมรุวัดธาตุทอง พระนคร, วันที่ 25 ธันวาคม 2510.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “น้ำผึ้งหยดเดียว” เมื่อเรื่องราววินาศสันตะโร เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com