โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จับจังหวะอินโดนีเซีย-เวียดนาม ‘มหาอำนาจขนาดกลาง’ ร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 18.26 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 00.52 น.

เว็บไซต์นิกเคอิเอเชียรายงาน ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซีย,โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ผู้นำสูงสุดของเวียดนาม และนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (บอร์ดออฟพีซ) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการนัดแรกในวันพฤหัสบดี (19 ก.พ.) ที่กรุงวอชิงตัน ขณะที่ไทยและฟิลิปปินส์ สองพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมาเลเซีย ประเทศแรกๆ ในภูมิภาคนี้ที่ลงนามข้อตกลงการค้ากับรัฐบาลทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมด้วย

คณะกรรมการชุดนี้หารือกันเรื่องการฟื้นฟูบูรณะกาซาและประกาศความช่วยเหลือกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ แต่มีไม่กี่คนที่คิดว่าภารกิจจะหยุดอยู่แค่กาซา

ปฏิกิริยาที่แตกต่างกันจากประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนถึงความแตกต่างในการตีความแพลตฟอร์มใหม่ของทรัมป์ และในภาพกว้างกว่านั้นคือมุมมองของแต่ละประเทศต่อแนวคิดของทรัมป์ที่ว่า ระเบียบโลกที่ยึดกฎกติกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเลือนหายไป

นักวิเคราะห์กล่าวว่า สำหรับประเทศที่มีความใฝ่ฝันอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม นี่คือโอกาสที่จะเข้าถึงทำเนียบขาวได้ง่ายขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งนั่นหมายถึงการยอมรับโลกที่ความสัมพันธ์ต่างๆ เน้นเรื่องอำนาจและการเจรจาโดยตรงมากกว่ากฎเกณฑ์และข้อตกลงร่วมกัน

หากพิจารณาคณะตัวแทนของเวียดนามเน้นย้ำให้เห็นว่าเลิมจริงจังกับจังหวะนี้ขนาดไหน นอกจากตัวเขาซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามแล้ว ยังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ความมั่นคงสาธารณะ, การต่างประเทศ, คลัง, (รักษาการ) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และผู้ว่าการธนาคารกลางร่วมขบวนมาด้วย

สื่อทางการเวียดนามรายงานว่า การร่วมประชุมนัดแรกของเลิม “สะท้อนถึงการสนับสนุนของเวียดนาม และความพร้อมในการเข้าร่วมกับความพยายามเพื่อสันติภาพและการพัฒนาของชุมชนระหว่างประเทศ”

“อีกทั้งยังเป็นก้าวย่างสำคัญทำให้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างเวียดนามและสหรัฐอเมริกาเป็นจริงขึ้นมาได้” สื่อเวียดนามระบุ โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐที่ยกระดับขึ้นมาตั้งแต่ปี 2023

เกรกอรี โพลิง นักวิชาการอาวุโสศูนย์ยุทศาสตร์และการต่างประเทศศึกษา ในกรุงวอชิงตันกล่าวว่า คณะกรรมการสันติภาพส่วนใหญ่ประกอบด้วยมหาอำนาจขนาดกลางที่ไม่ใช่พันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรรัฐ และสำหรับฟิลิปปินส์และไทย “ไม่มีโยชน์อะไรที่จะเข้าร่วม”

ในภาพกว้าง โพลิงกล่าวว่า รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สบายใจกับการกัดกร่อนของระเบียบโลกบนพื้นฐานกฎระเบียบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และไม่สบายใจที่บอร์ดออฟพีซอาจบดบังสหประชาชาติ เพราะเศรษฐกิจในภูมิภาคเติบโตฉุดไม่อยู่ภายใต้ระบบเดิม

“พวกเขาไม่มีความสนใจในระบบระหว่างประเทศที่ผู้มีอำนาจมากกว่าจะเป็นฝ่ายกำหนดความถูกต้อง”นักวิชาการรายนี้สรุป

เอลินา นัวร์ นักวิชาการจากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ ผู้อยู่ในสิงคโปร์ กล่าวว่า แม้แผนดังกล่าวถูกนำเสนอในรูปแบบข้อเสนอพิเศษสำหรับสมาชิกพร้อมด้วยสิทธิประโยชน์มากมาย แต่แท้จริงแล้วคณะกรรมการชุดนี้เป็นกลุ่มที่มอบอำนาจฟื้นฟูกาซาให้ตนเองโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่งทำให้ประเทศอย่างมาเลเซีย ผู้วิจารณ์การกระทำของอิสราเอลอย่างแข็งกร้าว ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับบอร์ดออฟพีซ แต่อินโดนีเซียและเวียดนามเห็นโอกาสยกระดับบทบาทของตนเป็นมหาอำนาจเกิดใหม่ขนาดกลาง

ประธานาธิบดีปราโบโวมาถึงฐานทัพอากาศแอนดรูว์สชานกรุงวอชิงตันเมื่อวันอังคาร (17 ก.พ.) พร้อมด้วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ธาตุ, รัฐมนตรีเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีการลงทุน นอกเหนือจากร่วมประชุมบอร์ดออฟพีซแล้ว คาดว่าปราโบโวจะได้พบกับทรัมป์ด้วยและมีแนวโน้มว่าจะเห็นชอบข้อตกลงการค้ากัน

“เราเห็นอินโดนีเซียกำลังใกล้จะเสร็จสิ้นข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนมากแล้ว” ไบรอัน แมคฟีเตอร์ส ประธานรักษาการและซีอีโอสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียนกล่าว

ข้อตกลงดังกล่าวมาทีหลังมาเลเซียและกัมพูชาที่ทรัมป์ลงนามเมื่อเดือน ต.ค. กำหนดให้พันธมิตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องใช้มาตรการควบคุมการส่งออก การคว่ำบาตร และค่าธรรมเนียมที่สอดคล้องกับสหรัฐเพื่อแลกกับการ “ลดภาษีตอบโต้” ของวอชิงตัน ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในกรณีของอินโดนีเซีย

“ที่น่าสนใจที่สุดคืออุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี” แมคฟีเตอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำมาเลเซียกล่าว

“ในอินโดนีเซียอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีใหญ่สุดคือข้อกำหนดเรื่องโลคอลคอนเทนท์ ถ้าผมอยากผลิตสินค้าไฮเทคสักอย่างในอินโดนีเซีย ผมต้องแสดงเห็นเห็นว่า 40% หรือ 50% ของมันมาจากอินโดนีเซีย ซึ่งยากมากสำหรับสินค้าหลายชนิด และไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...