“ทวิดา กมลเวชช” ชี้การจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องของทุกคน ทำ “ข้อมูลเมือง” ให้มีเอกภาพ ตอบโจทย์ความปลอดภัย-ความเสี่ยง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมาก ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ เช่น ภัยจากธรรมชาติ (สึนามิ น้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว โคลนถล่ม) ภัยจากฝีมือมนุษย์ (การกราดยิงในที่สาธารณะ/ตึกถล่ม) ภัยจากโรคระบาด ภัยจากเทคโนโลยี และอื่นๆ เรามักจะมีการถอดบทเรียนซ้ำๆ แต่มาตรการป้องกันและบริหารจัดการรับมือภัยพิบัติยังล้มเหลวเช่นเดิม เห็นได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนของภาครัฐที่ถูกตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการที่ล่าช้าและไม่เป็นระบบเมื่อเจอวิกฤติจริง
สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า สัมภาษณ์ “รศ.ทวิดา กมลเวชช” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติ ถึงกลไกและระบบการจัดการภัยพิบัติของไทย และบทเรียนเชิงนโยบายกรณีภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของประเทศ เพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการภัยพิบัติในทุกด้านให้เข้มแข็งและดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน
รศ.ทวิดากล่าวว่า เวลาเราพูดถึงการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย มันไม่ใช่อยู่ๆ มีขึ้น กว่า 3 ปี ที่เข้ามาทำงานที่กรุงเทพมหานคร อาจารย์มักจะใช้คำพูดว่า ‘สิงร่าง’ คือเราทำงานอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อยู่ภายใต้แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ แล้วถูกถ่ายทอดออกมาเป็นแผนของกรุงเทพมหานคร แผนของเขต แผนเผชิญเหตุของชุมชน อันนี้ในแง่ของหลักการที่เป็นลายลักษณ์อักษร
“เวลาพูดว่าระบบทำงาน ทำยังไง มันไม่ใช่พูดแต่หลักวิชาการว่าควรต้องทำยังไง ต้องดูด้วยว่าหลักวิชาการนั้นถูกถ่ายทอดแปลออกมาอยู่ในลายลักษณ์อักษรที่ใช้เป็นตัวกำกับและบังคับให้กลไกหลักอย่างภาครัฐทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ ดังนั้น โดยหลักมันมีลายลักษณ์อักษรนี้ที่เป็นพระราชบัญญัติ เป็นแผน มันก็เป็นการเรียนรู้ เพราะฉะนั้น ถามว่าวันนี้มันดีขึ้นหรือยัง ดีขึ้นแล้วจากที่เราล้มลุกคลุกคลาน”
ครั้งแรกที่เราหันมาสนใจเรื่องภัยพิบัติจริงๆ คือปี 2547-2548 ที่เกิดสึนามิ พระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในวันนั้นยังไม่ได้ชื่อพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มุมมองในวันนั้นมองในแง่ของภัยอื่น ไม่ใช่ภัยที่รุนแรงขนาดสึนามิ เราก็แก้พระราชบัญญัติกัน
“ในวันนั้นเราทำไม่เป็น เราไม่รู้ การแก้ไขมันเลยออกไปในแนวทางที่ว่าเรารู้จักสึนามิ เช่น เรามีระบบเตือนภัย แก้ในเรื่องการปฏิบัติ ตอนนั้น ทำไม่เป็น มะรุมมะตุ้มมาก การแก้พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและแผนการป้องกัน เลยออกมาในแนวน้ำหนักไปอยู่ในงานฉุกเฉินมากกว่างานอื่น แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็ไปเขียนอยู่ในรูปแบบของแผนปฏิบัติการซะเยอะ มากกว่าที่จะเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาในเรื่องนี้โดยตรง อันนั้นเป็นช่วงระยะเวลา 2548-2549-2550 ยาวมาจนกระทั่งถึงน้ำท่วมปี 2554”
เพราะฉะนั้น หลักการใดๆ ก็ตามที่เราใช้บริหารจัดการ ต่อให้เราถ่ายทอดหลักทางวิชาการเข้าไป มันก็งับกันไม่หมด ด้วยเหตุผลที่ว่าหลักวิชาการที่ผ่านมาจะบอกให้เราเน้นเรื่องการลดความเสี่ยง ทำกระบวนการก่อนเกิดภัยพิบัติให้เยอะ ลงทุนให้เยอะ แต่ตัวพระราชบัญญัติที่เราถือกันเป็นหลักการ กลับให้น้ำหนักอยู่ที่การจัดการภาวะฉุกเฉิน ไปมุ่งเรื่องของการจ่ายเงินช่วยเหลืออย่างเดียว ไม่ได้มองในแง่ของการฟื้นฟูเพื่อให้แข็งแรงกว่าเดิม คราวหน้าจะได้ไม่เป็นเหมือนเดิมอีก มันก็ไม่เป็นแบบนั้น
ลดความเสี่ยง เตรียมความพร้อม พัฒนาทุกด้าน
วันนี้ เวลาเราพูดถึงการจัดการโดยทั่วไปมันเลยงง เพราะเราไปทุ่มเทอยู่กับการทำความเข้าใจว่าเวลาภัยเกิดเราจะทำยังไงให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เร็วที่สุด ซึ่งแนวคิดแบบนี้เป็นแนวคิด 30 ปีที่แล้วว่าเกิดเรื่องทำยังไง การจัดการฉุกเฉินจะให้มีประสิทธิภาพดีที่สุด
วันนี้มันไม่พอ จริงๆ ต้องย้ายวิธีคิดว่าให้เป็นการลดความเสี่ยง เป็นการเตรียมให้พร้อม ดังนั้น มันจะต้องกลับมาว่าใครมีหน้าที่อะไรบ้าง ทำให้มัน “ลดความเสี่ยง เตรียมความพร้อม” ใครเกี่ยวบ้าง งานนี้ต้องไม่บอกว่าเรายุ่งอยู่กับลายลักษณ์อักษรที่เป็นพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
งานนี้เราก็ต้องมาดูกันว่างานทางด้านการพัฒนาภูมิสังคมเป็นยังไง กายภาพเรารู้แค่ไหน พื้นที่ไหนต่ำสูงแค่ไหน การพัฒนาพื้นที่ต่อจากนี้ไป โยธาธิการผังเมืองเอายังไง การพัฒนาในเรื่องสังคม พัฒนาพื้นที่อยู่อาศัย พัฒนาพื้นที่ของกลุ่มเปราะบาง เอาแบบไหน
เวลาเราพูดงานด้านการจัดการภัยพิบัติมันไม่ใช่เรื่องของภัยที่เกิดขึ้น มันคือเรื่องของการทำยังไงให้การพัฒนาในทุกๆ ด้านมันพัฒนาเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพัฒนานั้น มันอาจจะยิงไม่ถูกจุดอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับแผนพัฒนาของแต่ละพื้นที่
ฉะนั้น ในอดีตเราเคยวิ่งตามไม่ทันกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น กับภัยที่เกิดขึ้น สิ่งที่สั่งให้เราจัดการภัยพิบัติ การทำงานวิ่งไล่หลังอยู่มันก็เลยตามกันไม่ทัน เรามักจะมีคำพูดในทุกครั้งที่เกิดเรื่องว่า “เราคิดไม่ถึง” “มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ซึ่งอันนี้จริง หลายเรื่องเราก็คิดไม่ถึง วันดีคืนดีเราก็เจอโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคที่เหลือเชื่อเหมือนกันที่คนคนหนึ่งเป็นพาหะได้แล้วยังเดินสบายดี ไม่แสดงอาการของโรค ทำให้เกิดการแพร่กระจายได้ง่าย มันก็มีอยู่จริงที่วันหนึ่งความรู้เราไม่พอ
เพราะฉะนั้น การจัดการที่ตอบคำถามที่เกิดขึ้นทุกครั้งไล่หลังไปเรื่อยๆ อาจไม่พอแล้วสำหรับการจัดการเรื่องความเสี่ยงในระหว่างที่เรายังไม่สามารถทำให้ภาวะผันผวนของทั้งสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาความเจริญ มันวิ่งตามกันทัน แม้ว่าวันนี้เราอาจจะยังวิ่งตามหลังอยู่บ้าง รวมทั้งการจัดการของกรุงเทพมหานครเองด้วย
“บางทีเวลาบอกว่าเราพร้อมแค่ไหน เรามักใช้บทเรียนในอดีตเทียบกับความพร้อมในปัจจุบันว่าเรามากกว่า แต่บางทีเราอาจจะต้องขยับไปคิดว่าเหตุการณ์ที่มากกว่าที่อาจจะเคยเกิดขึ้นที่อื่น ถ้าเกิดที่เรา มันจะเป็นยังไง แล้วเราจะพบทันทีเลยว่าเรายังไม่พร้อม เพราะฉะนั้น อาจารย์ว่าวิธีคิดแบบนี้มันจะช่วยเปลี่ยนการบริหารจัดการของประเทศไทยในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แต่มันมีข้อจำกัด”
หลายต่อหลายครั้งเราก็พยายามจะไม่วิ่งตามหลัง ที่ผู้ว่า กทม. พูดอยู่บ่อยๆ ว่าคิดก่อนไปเลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่ ถามว่าความเป็นแอ่งกระทะ ความเป็นพื้นที่ต่ำ การที่มีฝนเป็น rain bomb ขนาดนั้น กทม. ก็เคยโดนมาแล้ว ท่านผู้ว่าฯ ก็ถามว่าถ้าเราเจอแบบนั้นบ้าง สถานการณ์เราจะเป็นยังไง เราก็ดูท่าจะไม่พร้อมเหมือนกันนะ ไหนลองดูความพร้อมในระดับนั้นสิว่ามีแค่ไหน
“เวลาพูดว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้แค่ไหน รับได้แค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น พอผู้ว่าฯ สั่งงานเรื่องฝนตกสะสม 3 วันแรก 600-700, 7 วัน 1,000 การเตรียมการแบบนี้ มันเพ้อเจ้อเกินไปมั้ย คำถามนี้จริงๆ เป็นคำถามที่ถูก เพราะมันมีเส้นบางๆ มากเลยของการที่อยู่ๆ อาศัยสถานการณ์เพียงสถานการณ์เดียว ซื้อข้าวซื้อของ เตรียม โอ้โห จนใช้งบประมาณอย่างไม่มีคุณภาพ มันเกิดขึ้นได้จริง แต่ในขณะเดียวกัน ไม่คิดเลย แล้วของขาด มันก็ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นเหมือนกัน”
ฉะนั้น อันนี้ต้องต่อสู้กันว่าจะทำยังไงให้การเตรียมพร้อมเป็นการเตรียมพร้อมที่ตรงจุดและแม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดว่าเราต้องขยับไปบริหารจัดการภัยพิบัติกันในแบบนั้นมากกว่า ภาษาบ้านๆ ก็คือคำว่ารู้เท่าทัน แต่ทำยังไงจะให้รู้เท่าทันไม่ใช่แต่ปาก หมายความว่ารู้เท่าทันแล้วทำให้มันเท่าทันได้ด้วยจริงๆ
การจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องของทุกคน
รศ.ทวิดากล่าวย้ำว่า การพัฒนาด้านการจัดการภัยพิบัติในทุกด้านต้องพัฒนาทุกกระทรวง ถามว่าทำไมต้องทุกด้าน กลับมาคอนเซปต์ใกล้ตัวง่ายๆ เวลาเราพูดว่ายั่งยืน Sustainability, SDG ก็ทำทุกกระทรวง วันนี้เราพัฒนากันแบบไม่มีทิศทาง จนทำให้สิ่งแวดล้อมมันแย่ แล้วมันก็มาเล่นงานเรากลับด้วย ในเรื่องของภัยพิบัติที่เกิดมากขึ้น
ดังนั้น ถ้าเรื่องของการจัดการต้นทางสิ่งแวดล้อมที่ดี มันเป็นเรื่องของทุกคน การจัดการภัยพิบัติจะไม่เป็นเรื่องของทุกคนได้อย่างไร เพราะมันก็คือผลพวง ยังไม่นับว่าการที่เราพัฒนาเทคโนโลยีหรือความก้าวหน้าอะไรไปเรื่อยๆ มันอาจจะส่งผลให้เกิดภัยพิบัติด้วยเช่นเดียวกัน
เวลาเราพูดว่า “ใคร” มีบทบาทบ้างที่จะทำให้ความเสี่ยงในทุกๆ เรื่องลดลง ถ้าไม่ได้นิยามภัยพิบัติแค่ภัยธรรมชาติ ถ้านิยามภัยพิบัติไปถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี ภัยที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ ภัยที่อาจเกิดขึ้นจากเชื้อโรค ภัยที่เกิดขึ้นจากเคมีหรืออะไรก็ตาม มันรวมหลายเรื่อง ยังไม่นับรวมภัยที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่สงบหลายเรื่องที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น มันเป็นเรื่องของทุกคน แต่พอพูดแบบนี้มันก็เหมือนว่าใครก็พูดแบบนี้
แต่เราในฐานะปัจเจก อยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเรื่องอะไรบ้างจากชีวิตประจำวัน จากสิ่งที่อยู่รอบตัว จากการทำงาน เราก็เป็นหนึ่งในนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น เรารู้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ดีมากขึ้นเท่านั้น ในการที่จะระมัดระวังตัว
นอกจากนี้ หน่วยงานต่างๆ ที่จะต้องทำให้ความเสี่ยงในเรื่องนั้นๆ ลดน้อยลงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น ขับรถออกไป ถนนแข็งแรงแค่ไหน จะยุบตัวมั้ย สะพานจะเป็นยังไง ต้องมีการตรวจสอบ เข้ามาอยู่ในอาคาร ไฟอยู่ไหน เครื่องดับเพลิงอยู่ตรงไหน มันก็เป็นเรื่องของหน่วยงานที่ควบคุมพื้นที่ หรือแม้แต่คอนโดมิเนียม ที่พักอาศัยที่เราอยู่ ก็เช่นเดียวกัน คือในที่สุดมันจะมีบทบาทที่ทุกคนต้องเล่น ทั้งต่อภารกิจหลักในยามไม่เกิดอะไรขึ้น ก็ต้องเอาแนวคิดของความปลอดภัยและการลดความเสี่ยงเข้าไปไว้ในภารกิจหลักทั้งหมด
เหมือนกับที่วันนี้ เอะอะอะไรทุกคนก็เอาภารกิจไปเชื่อมกับความยั่งยืน ไปเชื่อมกับสิ่งแวดล้อม ทุกคนพยายามจะ go green แล้วก็มี green ในทุกอย่างในโลกนี้ เรามีกระบวนการทำงานที่ green เรามีอาคารที่ green เรามีการทูตที่ green เรามีทุกอย่างที่ green มันก็เหมือนกันดังนั้น ภัยพิบัติก็เช่นเดียวกัน เรื่อง green จะอยู่ในทุกระบวนการของทุกคน
ความหมายของอาจารย์คือ เรื่องเล็กๆ แค่นี้มันยังไปถึงขนาดไหน หน่วยงานตรวจสอบ หน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ หน่วยงานที่รู้กลุ่มเปราะบางอยู่ตรงไหน พวกเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า การตรวจความปลอดภัยในอาคาร การสร้างอาคารให้ปลอดภัย ไปจนกระทั่งถึงเราพูดเรื่องโรค ใครบ้าง แพทย์ อนามัย อาสาสมัคร สาธารณสุขที่อยู่ตามชุมชนต่างๆ ก็ต้องเอ๊ะ
อย่างเช่น การที่เราใช้อุปกรณ์ไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่อาจจะเผอเรอไม่ตรวจ ทั้งสายนอกบ้านอาจจะเป็นหน่วยงานต้องตรวจ ในบ้านซึ่งเป็นความรับผิดชอบของเราเอง แล้วก็เกิดไฟฟ้าลัดวงจร
“อาจารย์ชัชชาติท่านใช้คำนี้ มันต้องเอ๊ะ พอเราเห็นความปกติที่อยู่ทุกวันแล้วเราเอ๊ะ มันอาจจะเปิดช่องให้เราเห็นความไม่ปกติที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งมันเกี่ยวทั้งหมด บางอย่างเราอาจจะคิดว่ามันไกล แต่มันก็เกี่ยวข้องกัน”
ทั้งหมดนี้อาจารย์ว่ามันเป็นการพยายามกระตุกเรา ถ้าเราเชื่อว่าวันนี้เรามาถึงตรงนี้ได้ ก็เพราะเราพัฒนาโดยไม่เอาเรื่องพวกนี้เข้าไปคิดตั้งแต่ต้น วันนี้ก็ควรจะเริ่มได้แล้ว ลงทุนคิดเรื่องพวกนี้ มันอาจจะเสียเวลาเพิ่มมากขึ้นหนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์ ในการออกแบบนโยบาย ออกแบบยุทธศาสตร์ ออกแบบโครงการที่จะไปทำ เพื่อทำให้ไม่เกิดภัยพิบัติ ถ้าเราคิดน้อย แล้วมันต้องใช้การตอบสนอง การแก้ไขผลเสียหายที่เกิดขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้น หรืออาจจะมีการเสียชีวิต ตลอดจนเวลาฟื้นฟูมันอาจจะยาก ดังนั้น ถ้าทำไว้แบบไม่ระมัดระวัง เวลามันเกิด มันก็เกิดใหญ่ แล้วเวลาแก้ยาก กว่าจะทำให้มันกลับมาเป็นปกติก็นาน มันก็จะยากไปหมด ดังนั้น อาจารย์คิดว่าเราต้องเริ่มป้องกันความเสี่ยงแบบนี้
ทำงานแบบ “4 เกลียว”
รศ.ทวิดามองว่า การที่เราจะทำให้ทุกคนคิดได้เรื่องความปลอดภัยและการลดความเสี่ยง หรือที่เรามักจะใช้คำว่าจิตสำนึก จริงๆ อยากจะอวยคนรุ่นใหม่มากเลย คือคนรุ่นใหม่เขาเติบโตมาจากการที่เขาเจอปัญหาเลย ทำให้เขารู้สึกว่าเขาอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ทำให้ปัญหามันมากขึ้น จะสังเกตว่าคนรุ่นใหม่เขาจะไวมากกับการรณรงค์เรื่องต่างๆ สิ่งแวดล้อม ความเสี่ยง ความปลอดภัย
อย่างแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” เปิดให้รายงานปัญหา การรายงานปัญหารู้เลยว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้แปลว่าต้องเด็ก แต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจกับเรื่องราวต่างๆ รอบตัว คนรุ่นใหม่วัดกันที่ความสามารถในการเข้าใจว่าเรื่องราวมันเกี่ยวข้องกับตัวเอง แล้วให้ตัวเองมีส่วนร่วมในการแก้ไขแค่ไหน
จิตสำนึกเป็นเรื่องที่ดี ถ้าทุกคนมีพร้อมกันหมด เหมือนเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ทั้งชุมชน ทั้งจังหวัด แต่การรอให้ทุกภาคส่วนเกิดการทำงานร่วมกันด้วยพลังทั้งหมด มันไม่ง่าย ขณะที่กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงก็จริง แต่เรามีคนที่มีรายได้น้อยค่อนข้างเยอะ เรามีคนไร้บ้าน มีคนที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงสูง มีผู้สูงอายุโดยเฉลี่ยสูงถึง 25-28% ดังนั้น การรณรงค์กับผลของการพัฒนามันไม่อยู่ในสปีดเดียวกัน เรารณรงค์เยอะมาก การดำเนินโครงการ การใช้งบประมาณ เป็นเรื่องของการลดความเสี่ยงที่กำลังจะมา และสร้างให้เกิดวัฒนธรรมความปลอดภัยให้ได้ผ่านโครงการที่เป็นรูปธรรม
ก่อนมาเป็นรองผู้ว่า กทม. เห็นแผน เห็นวัตถุประสงค์ จะเห็นว่าหนึ่งในนั้นคือการทำให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนา ทำให้เกิดความสมานฉันท์ พลังของสังคม การมีส่วนร่วม ความเข้มแข็งของชุมชนในการยืนหยัดต่อการแก้ปัญหาต่างๆ กระทั่งการพยายามลดความเสี่ยง ทำให้คนเข้าถึงข้อมูลการเตือนภัย ทำให้คนเข้าใจการปฏิบัติตัว รวมถึงการแก้กายภาพบางอย่างที่จะทำให้พื้นที่มันแข็งแรงขึ้น แต่บางครั้งสิ่งที่เขียนไว้ทั้งหมดมันไม่ได้ถูกเอาไปทำ ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขงบประมาณมีจำกัด ด้วยเงื่อนไขที่เป้ามุ่งเน้นของยุทธศาสตร์แต่ละช่วงเวลา อาจไม่สามารถทำได้ทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้มีเหตุผลทั้งสิ้น
ดังนั้น การนำแนวทางของการลดความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นไปอยู่ในวัตถุประสงค์ของการพัฒนาในทุกมิติที่ทุกหน่วยงานทำอยู่เป็นเรื่องที่ต้องทำ จะต้องมีการมาไล่เรียงลำดับความสำคัญ วิเคราะห์ข้อมูลให้ดี ว่าหากทำไม่ได้ทั้งหมด เลือกทำอะไรก่อนที่จะมีผลต่อความเร่งด่วนที่จะก่อให้เกิดความเสียหายมากที่สุด
พูดแบบนี้ก็จะไปติดอีกล็อกหนึ่งที่ว่า ใครจะเป็นคนบอกว่าลำดับไหนสำคัญแค่ไหนมากน้อยไปกว่ากัน มองในมุมผู้บริหาร นักการเมือง การตัดสินใจ การวางนโยบาย เขาจะต้องทำข้อมูลพื้นที่มา เพื่อลำดับความสำคัญว่าทำอะไรก่อนและหลัง ในกรณีที่ทำได้ไม่หมด ในขณะเดียวกัน ข้าราชการประจำ ถ้ามีข้อมูลอยู่ในมือ วิเคราะห์ หากใกล้ชิดกับชุมชน ให้ชุมชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมชี้แจง ทำความเข้าใจกัน ก็จะมีข้อมูลอีกชุดหนึ่งของข้าราชการประจำและคนในพื้นที่
แล้วก็จะมีข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่มาจากภาคเอกชน อย่าลืมว่าในการหมุนกลไก คนที่มีทรัพยากรเยอะในแง่ของการใช้พัฒนาสาธารณะอาจจะเป็น 1. ภาครัฐ คนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรในภาคสาธารณะที่เป็นส่วนตัวอาจเป็น 2. ภาคประชาชน แต่คนที่มีพลังขับเคลื่อน คนที่เป็นคนหมุนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในเมืองคือ 3. ภาคเอกชน และอีกอันหนึ่งคือ คนที่มีเวลามากที่สุดที่จะกลั่นกรองข้อมูลและหาข้อมูลจริงๆ ที่เป็นคำตอบในการบอกว่าควรต้องทำอะไรก่อนหลังคือ 4.นักวิชาการ
“อาจารย์คิดว่าถ้าเราเริ่มจากการที่เราเอา 4 เกลียวนี้มาทำงาน มากลั่นกรองข้อมูลรวมกัน การบอกว่านโยบายไหนควรทำหรือควรเริ่มทำ การดำเนินการใดจะทำให้วัตถุประสงค์ในเรื่องของการลดความเสี่ยงและความปลอดภัยเกิดขึ้นได้เร็ว เกิดขึ้นได้ช้า มันจะถูกต้องตรงตามเหตุการณ์ที่เกิดอยู่และกำลังจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้จะเป็นตัวตอบได้ว่าการเรียงลำดับจะไม่ผิดพลาดมากนัก และไม่ปล่อยให้การเรียงลำดับมันเพ้อเจ้อซะจนถึงเวลาทำไปตั้งเยอะ พอถึงเวลาเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ก็ตามกันไม่ทันเหมือนเดิม”
รศ.ทวิดายกตัวอย่างการทำงานแบบ 4 เกลียวว่า ด้วยความที่เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ต้องใช้วิธีการทำงานในรูปแบบนี้ อย่างเรื่องเดือนธันวาคม เราอยู่ในภาวะฝุ่น PM2.5 ตกลงฝุ่นใน กทม. เกิดจากอะไร จะรู้ได้ไง เอางานวิจัยที่มีมาทั้งหมดของฝ่ายวิชาการเขาบอกไว้ว่าไงบ้าง สาเหตุที่จะมี การที่เขาลงไปทำพื้นที่ เปิดพื้นที่ของ กทม. เอาเซ็นเซอร์ลงวัดกันจริงๆ จังๆ มาดูกันเลยว่าฝุ่นแบบไหน
จากการเก็บข้อมูลสุขภาพ เรากำกับดูแลโรงพยาบาล อันนี้เป็นข้อได้เปรียบ เราสั่งเปิดคลินิกมลพิษทางอากาศ เก็บข้อมูลช่วงฝุ่นเยอะที่เกิดขึ้นฉับพลันกับคนที่สะสม ในขณะเดียวกันเราใช้พื้นที่เขต บางพื้นที่ลองลดฝุ่นดูด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่งานวิชาการบอกว่าเป็นต้นเหตุ
ทั้งหมดนี้มันคือการที่เราให้ข้อมูลที่มีฐานเดิมมาที่มีกลไกการตรวจสอบเป็นอย่างดีของภาควิชาการ เราให้กลไกทางภาครัฐที่เป็นข้าราชการประจำมองให้เห็นว่างานของตัวเองสามารถเก็บข้อมูลมาซัพพอร์ตได้มากน้อยแค่ไหน ภาคเอกชนที่เป็นคนลงทุนในหลายๆ เรื่อง เช่น พื้นที่การประกอบการ การก่อสร้าง จะได้ทราบว่าตัวเองนั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างไร
“พอเราเข้ามาปุ๊บเราก็รู้ 3 สาเหตุหลัก คือเรื่องการก่อสร้าง เรื่องของฝุ่นควันที่เกิดจากการจราจร ทั้งรถขนส่งและรถใช้ส่วนตัว และอาจจะมีเรื่องของควันโดยสภาพภูมิอากาศที่มาจากที่อื่น แล้วเราจะทำยังไงกับมัน ปลูกต้นไม้ ถามว่าปลูกทำไม ต้นไม้ปลูก นอกจากทำให้อุณหภูมิลดมันดักฝุ่นได้ด้วย มันช่วยเรื่องของความร่มเย็น ลดอุณหภูมิ แล้วลดเรื่องของฝุ่น ในขณะเดียวกันถามว่าเราทำอะไรอีก ห้องกรองอากาศทั้งหลายที่เราทำให้เด็กและกลุ่มเปราะบาง คือมันก็เป็นการออกมาตรการที่ตอบสนองต่อข้อมูลจริงที่เรามี จนในที่สุดก็มาถึงว่าข้อมูลแบบนี้จะพาเรามองไปข้างหน้ามากกว่าที่เราทำกันอยู่ได้ยังไง”
พอเรารู้ว่าเราอาจจะต้องกำกับควบคุมรถ ทั้งรถขนส่งและรถสี่ล้อ ในส่วนรถขนส่ง กรุงเทพมหานครไม่มีอำนาจ เราก็มานั่งคิด พอดีเรามีมาตรา 29 ในพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อยู่ที่วลีหลังเขียนว่า “หากคาดว่าจะเกิด ผู้ว่าฯ มีอำนาจในการจำกัดกิจกรรมและพื้นที่” เราก็กลับมาปรึกษากับหน่วยงานระดับกรมควบคุมมลพิษ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คุยกับผู้ประกอบการรถยนต์ ในที่สุดเราก็จะขอใช้อำนาจนี้
กทม. มีเซ็นเซอร์ของตัวเองแค่ 71 ตัว ภาคเครือข่ายทั้งวิชาการ ทั้งเอกชน ทั้งเอ็นจีโอ มีอยู่อีก 700 ตัว ทั้งหมด 771 ตัว สามารถคาดการณ์ภาวะฝุ่นได้ประมาณ 5-7 วันล่วงหน้า แล้วความถูกต้องเราก็ผ่านระยะวันเวลาของการเก็บข้อมูล 70-80% ในที่สุดเราก็เอาข้อมูลมาดูว่าฝุ่น PM2.5 อันตรายร้ายแรงจริงมั้ย การเก็บข้อมูลของโรงพยาบาลเราสามารถเอามาได้ งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซัพพอร์ตเราว่ามีผลต่อสุขภาพและเกิดขึ้นจากการขนส่งจริง
ดร.ทวิดาเล่าต่อว่า “เราคุยกับผู้ประกอบการว่าถ้าประมาณเดือนตุลาคมเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เพื่อให้ธันวาคม-มกราคม-กุมภาพันธ์ เป็นรถสะอาดเข้ามาวิ่งได้ แม้ว่าเราจะประกาศรถสกปรกห้ามเข้า ผู้ประกอบการยินดีตอบรับ เพราะมันก็เป็นความเสี่ยงของคนเขาเองที่จะขนส่งเข้ามาด้วย เราก็เปิด green list ขึ้นว่าถ้าคุณเปลี่ยน คุณเข้ามาได้ แม้ว่าเราจะห้ามเข้าในช่วงจังหวะที่ความกดอากาศในกรุงเทพมหานคร การระบายอากาศมันแย่จริงๆ แล้วก็ฝุ่นมาเยอะ จริงๆ เราก็ไม่อยากให้คุณเข้ามาซ้ำเติมเรา ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี แล้วมันก็ทำให้ค่าฝุ่นลดจริงๆ แม้ว่าเราจะยังเห็นอยู่บ้าง แต่ความแดงมันลดลงกว่าที่มันเคยเป็น”
“หรือแม้แต่กระทั่งมาตรการ work from home ปีกว่าๆ ที่ผ่านมาคุยกับเจ้าหน้าที่ คุยกับหน่วยงานหนักมากว่าถ้าเราจะ work from home หรือ work from anywhere ผลงานที่เขาต้องส่งโดยที่เขาไม่อยู่ในที่ตั้ง ระบบราชการมันยาก มันก็ต้องออกแบบ ทำงานยังไง ส่งงานยังไง”
“ในที่สุดตั้งแต่ปลายปี 2567-2568 เมื่อเราทำความเข้าใจกับสังคมได้ เราก็ขอประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษของกรุงเทพฯ นั่นหมายความว่าพอถึงเวลาที่มันแย่จริงๆ ไม่ว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรที่พูดมาตอนต้น มันจะพร้อมให้เราใช้ เรามีวิธีการใช้ เรามีเกณฑ์การใช้ที่คุยกับทุกภาคส่วนแล้ว เรามีความเข้าใจของสังคมตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน ประชาชน และวิชาการ ในการที่จะทำเรื่องนี้ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้น เขตควบคุมมลพิษที่เราเคยคิดว่าเราจะประกาศสั่งอย่างเดียวก็จะไม่ใช่ มันจะได้ความร่วมมือของการทำให้เขตควบคุมมลพิษไม่ใช่แค่กั้น แต่ข้างในมันสะอาดขึ้นด้วย จากมาตรการหลายๆ อย่าง”
“ที่พูดทั้งหมด ถ้าเทียบ กทม. เหมือนประเทศ การที่สำนักต่างๆ ปลูกต้นไม้ ล้างถนน ขุดลอกคูคลอง กลุ่มคนเปราะบางได้รับการเทคแคร์ เปิดคลินิกมลพิษไว้ช่วยรักษาและเก็บข้อมูล ทำงานร่วมกันกับกรมการขนส่งและตำรวจในการกักรถ และบอกผู้ประกอบการ ถ้าคุณมีไซต์ก่อสร้างคุณต้องทำอย่างนี้นะ แม้แต่ศาลเจ้ายังให้ความร่วมมือกับเรา งดเผา งดธูปงดเทียนไปเลย บางศาลเจ้าก็เห็นใจประชาชน ลดความยาวก้าวธูป มันก็น้อยลง แล้วพยายามเอากระถางธูปกระจาย ไม่กระจุกอยู่ข้างใน รวบรวมทำความเข้าใจกับคนที่ไป ประชาชนก็เข้าใจ อาจารย์รู้สึกว่านี่แหละคือการที่ทุกคนรู้สึกว่าเรื่องนี้มันใกล้ตัว ทุกคนก็จะทำ แล้วมันก็ทำได้”
หรือแม้แต่เรื่องอุทกภัย อย่างที่เราคุยกันว่ากรุงเทพมหานครเจอน้ำท่วมทุกรอบ เข้ามาปี 2565 ปีแรกก็เจอแล้ว พอฝนตกเราก็รวบรวมข้อมูลก่อน เนื่องจากเราประกาศใช้ฟองดูว์ เราเอาฟองดูว์ให้คน กทม. ใช้ในการบอกว่าปัญหามีอะไรบอกเราหน่อย เราเข้ามามิถุนายน พอเริ่มสิงหาคม กันยายน ฝนตกกระหน่ำมาก คนก็แจ้งมาว่าน้ำท่วมตรงนั้น น้ำท่วมสูงอย่างนี้ ถ่ายรูปให้เรา อันนี้เป็นพื้นฐานข้อมูลจุดอ่อนจุดเสี่ยงของเมืองในเรื่องน้ำท่วมได้ดีที่สุด
หลังจากหน้าน้ำในปี 2565 เราสามารถจิ้มจุดที่เสี่ยงน้ำท่วมได้ 737 จุดบนแผนที่ แล้วเรารู้เลยว่ามันเสี่ยงด้วยเหตุผลอะไร เช่น พื้นที่ต่ำ รั่วซึม ฟันหลอ นอกคัน ในคัน พื้นที่การเกษตรน้ำท่วมถึง น้ำทะเลหนุน ฯลฯ แล้วเราก็เห็นข้อมูลอีกว่า พอเราเอาเซ็นเซอร์ไปใส่ในระบบ เอ๊ะ ทำไมท่อบางที่พึ่งลอกไปเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว พอฝนมันตกทำไมมันเอ่อกว่าที่ควรจะเป็น ก็เป็นเรื่องข้อมูลทั้งหมด เปิดดูก็เห็นว่าไขมันอุดตัน ก็เกิดการรณรงค์เรื่องไม่เทรวม
เพราะฉะนั้น มันก็เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้น อย่างที่เห็นกัน เวลาฝนตกหนักๆ กรุงเทพมหานครอาจจะมีน้ำที่ยังระบายไม่ทันในบางพื้นที่ 5-10 เซนติเมตร แต่จะสังเกตได้ว่าการสะสมของน้ำไม่สูงเท่าเมื่อก่อน การระบายใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็จะสามารถสัญจรได้ปกติ ปัญหาแบบนี้มันเป็นการที่เรามองเห็นมาก่อนว่าเราควรต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในกระบวนการ แล้วก็ให้ทุกๆ หน่วยร่วมทำไปพร้อมกัน ในที่สุดมันจะทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภัยในครั้งหน้าลดน้อยลง ประกอบกับเรามีมาตรการอื่นในการทำให้ความสามารถมันเพิ่มขึ้น ก็จะทันกัน
ดร.ทวิดาเล่าต่อว่า “ตอนนี้สิ่งที่คาดหวังมากแต่ยังทำไม่สำเร็จ คือ อาจารย์เฝ้าดูไฟไหม้ กทม. มาสักพัก กทม. มีชุมชนจัดตั้งอยู่ประมาณ 2,000 ชุมชน ถ้าให้เปรียบเทียบก็คล้ายๆ หมู่บ้านของจังหวัดอื่น ประชาชนที่อยู่ในนั้นค่อนข้างหนาแน่น ตรอกซอกซอยก็อาจจะแคบ เครื่องใช้ไฟฟ้าก็อาจไม่ได้เปลี่ยนกันทุกปี แล้วเขาก็ออกจากบ้านไปทำงานหาเช้ากินค่ำ บางทีก็ปล่อยบ้านไว้ แล้วกลุ่มเปราะบางก็อยู่ในนั้น แล้วไฟก็ไหม้เยอะ”
“แล้วหลังโควิดมาเห็นข้อมูล เอาไงดี บังเอิญได้ไปคุยกับวิศวกรรมสถาน กับสมาคมวิศวกร และมหาวิทยาลัย เราสร้างความร่วมมือลงไปตรวจสภาพชุมชนกันดีมั้ยว่ามันจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นตัวอย่างไว้ แล้วการเปลี่ยนแปลงนั้นจะใช้งบประมาณสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นโครงสร้างข้างนอกชุมชนหรือในบ้านเรือน เพราะในบ้านเรือน กทม. ก็ทำอะไรให้ได้ลำบาก เพราะในบ้านเรือนถือเป็นเอกชนปัจเจก อยู่ดีๆ จะเอาเงินไปทำให้มันก็ติดกฎระเบียบ”
ล่าสุดเรามีโครงการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าสายไฟในชุมชนที่เสี่ยงสูง แล้วจากการทำการสำรวจของวิศวกรรมสถาน มหาวิทยาลัย ที่เขาทำให้ เพราะเขาก็มีงบวิจัยที่ทำให้เราเห็นว่าการลงทุนเพื่อทำให้ความเสี่ยงมันลดลง จะใช้งบสักเท่าไหร่ต่อภัยที่เกิดขึ้น ไฟไหม้ทีนึงเราใช้เงินตั้งไม่รู้กี่ล้าน แล้วเขาสูญเสีย ตีเป็นราคาไม่ได้หรอก เราก็พยายามจะใช้งบประมาณให้มีคุณค่าและไม่สิ้นเปลืองโดยการนำหลักวิชาการมาช่วยในการนำร่อง
ถ้าทำได้ มันจะไปถึงวันที่บ้านใดที่มีผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งมีครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัว แล้วอยู่ในภาวะเสี่ยง บางทีกองทุนสุขภาพอาจจะสามารถนำมาใช้ในการปรับสภาพบ้านได้ แต่เราต้องมีการทำแอ็กชันหรือการปฏิบัติให้เห็นว่าวิเคราะห์จริงจัง ไม่ได้ใช้เงินเพ้อเจ้อ เปลี่ยนแปลงให้เกิดความปลอดภัยได้จริง แล้วเวลาเราไปทำ ประชาชนเรียนรู้เองโดยธรรมชาติว่ามันดูสายไฟกันอย่างนี้ มันต้องเปลี่ยน ถ้าเราทำได้มันจะเป็นความเสมอภาคเท่าเทียมรูปแบบหนึ่ง
คือคนที่ความสามารถในการเข้าถึงอาจจะน้อย รัฐอาจต้องช่วยมากกว่าปกติ แต่มันทำให้ความเสียหายไม่ขยายตัวไปมากเกินไปนัก หรือแม้แต่กระทั่งในชุมชน ท้ายที่สุดเรามีงบฯ ชุมชนเข้มแข็ง เรามีงบประมาณที่ชุมชนสามารถตัดสินใจเองได้ว่าจะใช้อะไรในพื้นที่ส่วนกลาง มันก็จะขยับมาใช้ในงานที่สร้างความปลอดภัยได้มากขึ้น อันนี้อยากทำให้ได้
พร้อมอธิบายวิธีการคิดจัดการภัยพิบัติต่อว่า “แม้เรื่องยากๆ บางเรื่อง เช่น รถในภาวะฉุกเฉินเสียปุ๊บ อยากซ่อมเลยเดี๋ยวนั้น โดยเฉพาะซ่อมกลางถึงซ่อมใหญ่ ภายใน 24 ชั่วโมงเอาเข้าศูนย์ได้ อยากซ่อมได้เลยโดยที่ไม่ต้องมานั่งรอรอบงบประมาณ รอทำเรื่อง เพราะเรากำลังพูดเรื่องทรัพยากรฉุกเฉิน เราไม่ได้พูดเรื่องทรัพยากร เช่น ทีวี ไม่ดูก็ได้ ไม่ต้องทดแทนเร็วก็ได้ แต่อันนี้เราพูดถึงของที่ต้องใช้ตลอดเวลา
หรือจริงๆ เราควรทำกระบวนการให้การมีเผื่อไว้ (เผื่อไว้ไม่มาก) แต่สิ่งที่มีอยู่แล้วต้องใช้ได้มันต้องใช้ได้ 100% ในทุกๆ เวลา หากมันไม่ 100% มีที่ทดแทนด้วยหน่วยอื่นๆ ไหม เช่น กทม. มีสถานีดับเพลิงหลายแห่ง มีจุดจอดรถฉุกเฉินหลายแห่ง สมมติพื้นที่เช้าวันนั้นรถเสียจริงๆ คัน สองคัน สถานีข้างเคียงช่วยได้ สถานีบัดดี้ที่ผูกไว้ช่วยได้ เพราะฉะนั้น มันต้องมีระบบบัดดี้แบบนี้ และระบบ emergency stop type ก็คือการมีคลังทรัพยากรฉุกเฉินไว้ทดแทนแบบที่ไม่เหลือเฟือจนไม่ได้ใช้ แต่เป็นการทดแทนที่คล้ายกับหลักการ just in time คือ ณ เวลาที่ต้องใช้โดยทรัพยากรทดแทนมีให้ใช้ แต่ในขณะเดียวกันทรัพยากรของเขาต้องครบ 100% ให้เร็วที่สุดในการทดแทนช่วยเหลือ
อันนี้เป็นการมองไปข้างหน้าทั้งหมด เป็นการพยายามใช้ข้อมูลที่เก็บมา มองธรรมชาติของการทำงาน แล้วทำให้สิ่งที่เรากังวลในอนาคต เช่น ทรัพยากรไม่พอหรือเปล่า หรือสถานการณ์มันจะเกิดขึ้นใหญ่โต เพราะถ้าเกิดสถานการณ์ใหญ่โตแล้วคิดตอนนั้นมันไม่ง่าย เราต้องคาดสถานการณ์ใหญ่โต คิดไว้ก่อน ถูกบ้างผิดบ้าง อันนี้เป็นหลักที่อยากให้ทุกคนใช้วิธีนี้ เพื่อป้องกันไว้ก่อน
”ดังนั้น ปรับวิธีคิดใหม่ เหตุการณ์บึ้มๆ แต่เอามาคิดวันนี้ คำถามคือมันจะรู้ได้ยังไงว่ามันจะเกิดแบบนี้ ก็ไม่รู้ไง แต่จะคิด เพราะในวันที่มันเกิด ต้องมีสัก 50-60% ที่คิดมาแล้ว แต่ถ้าข้อมูลที่ทำเจ๋งจริง วิธีการวิเคราะห์เจ๋งจริง มันต้องถูกได้ 8 ใน 10 เรื่อง มันจะเหลือเรื่องให้เราคิดไม่ถึง 2-3 เรื่อง ซึ่งถ้าเรามีทีมที่ดี มีระบบข้อมูลปัจจุบันที่ดี พร้อมวิ่งตามหลัง แต่ถ้าต้องวิ่งทั้ง 10 เรื่องในเหตุการณ์หนึ่งๆ ไม่ทันแน่นอน”
ฉะนั้น นี่คือข้อดีของมันในการวางวิธีคิดแบบนี้ จับหลักแบบนี้ ใช้ข้อมูล ใช้ความร่วมมือของคนที่ชำนาญแต่ละด้าน 4 เกลียว แล้วมาถกเถียงกันและเตรียมพร้อม นี่เป็นวิธีการที่เราทำงานมา ซึ่งสิ่งที่หนักหนาที่สุดคือการทำข้อมูลเมือง แต่มันช่วยได้เยอะมาก ถ้าเราทำมันได้
พัฒนา ‘ข้อมูลเมือง’ ให้มีเอกภาพ ตอบโจทย์ความปลอดภัยและความเสี่ยง
รศ.ทวิดากล่าวต่อถึงการทำ “ข้อมูลเมือง” ว่า มาถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่าอาจารย์ทำได้ จากที่อยากทำ แต่เวลาเราพูดถึงข้อมูลเมือง อย่าไปคิดว่ามันง่าย ข้อมูลเมืองมันยากมาก เพราะมันมีข้อมูลทั้งฝั่งที่เป็นภูมิสังคมคงที่ ซึ่งวันนี้ก็ไม่ได้คงที่มากแล้ว วันดีคืนดีก็ยุบไป สะพานหาย ถนนตัดใหม่ อาคารขึ้นใหม่ มันไม่ง่ายเพราะกรุงเทพมหานครมี 1,500 ตารางกิโลเมตร ตึกไหนอยู่ไหน ถนนอยู่ยังไง ความลึกในชั้นดินเป็นยังไง แหล่งน้ำอยู่ไหน อันไหนแคบ อันไหนกว้าง จุดจอดทรัพยากรฉุกเฉินอยู่ตรงไหน ทรัพยากรหลักอยู่ตรงไหน กลุ่มเปราะบางอยู่ตรงไหน อากาศ โดมความร้อนอยู่ไหน
การทำข้อมูลทั้งหมดนี้ไม่ได้ง่าย อย่าคิดว่ามันจะเสกขึ้นได้ แต่เวลาพูดว่าไม่ง่าย ก็อย่าไปนึกว่าต้องกำหนดงบประมาณออกมา 100 ล้าน 200 ล้าน จ้างคนทำระบบข้อมูล ทุกคนจะคิดอย่างนี้หมด ซึ่งก็จริง คือหน่วยงานราชการถ้าไปปล่อยให้ยุ่งกับงานที่ไม่ควรจะทำเยอะๆ อย่าง งานเอกสาร งานประจำ ที่ควรจะตัดออกจากเขาได้แล้ว เขาจะไม่เหลือเวลาในการมาทำงานข้อมูล จึงเกิดการจ้างทำข้อมูลมีการใช้งบประมาณอยู่ร่ำไป
ประเด็นที่สองที่ทำให้มันไม่ง่ายคือ ทุกคนหวงข้อมูลกันหมดเลย แต่เข้าใจได้ เพราะตอนเขาทำ ใช้แรงงานเขา ภารกิจหลักของเขา และใช้เงินเขา ตัวที่ยากคือภารกิจของหน่วยงานเขานี่แหละ ทำให้ข้อมูลที่เก็บมา สนองภารกิจหน่วยงานเขาคนเดียว แต่งานภัยพิบัติ งานความเสี่ยง มันต้องเอาข้อมูลมาแผ่ว่าร่วมกัน เราอยู่จะใช้ยังไง อันนี้ก็ไม่ง่าย
สรุปว่าการจะทำข้อมูลเมืองต้องใช้เวลา ต้องใช้คนที่เข้าใจว่ามันต้องทำความสะอาดข้อมูลเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ต้องมาคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวถึงทิศทางว่าข้อมูลนี้จะทำเพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานหลักของตัวเองได้ แต่ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยและความเสี่ยงได้
โครงการและภารกิจหลักของทุกหน่วยงานมันมีวัตถุประสงค์ หนึ่ง สอง สาม แต่ความปลอดภัยและความเสี่ยงต้องแทรกอยู่เสมอ ถ้ามันสามารถเป็นวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งได้เลยก็สุดยอด แต่ถ้ามันไม่ได้ แทรกเข้าไปไว้ในวัตถุประสงค์บางข้อ ให้เห็นมุมของความปลอดภัย ถ้ามีตรงนั้นปุ๊บแล้วมานั่งคุยกันว่าข้อมูลแบบนี้เราใช้ได้
เช่น หมอเยี่ยมบ้าน หมออนามัย ไปเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงตามรอบปกติ แต่ก่อนวิธีการไปเยี่ยม มีการรายงานเป็นกระดาษ ข้อมูลอยู่ใน excel อาจารย์ก็บอกว่ามาเยี่ยมรอบหน้าเอาข้อมูลผู้ป่วยใส่ระบบไว้ แล้วกดโลเคชันมาเลยนะ เราไม่ได้เพิ่มงาน เขาไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยอยู่แล้ว อาจารย์แค่ขอเวลา 1-2 วินาที กดโลเคชันให้หน่อย แล้วก็เอาข้อมูลผู้ป่วยลงมาอยู่ใน share document แบบล็อกพาสเวิร์ด
เจ้าหน้าที่ดับเพลิง เวลาได้รับแจ้งเพลิงไหม้ สิ่งที่อยากรู้มากที่สุดอันดับแรกนอกจากว่าตรงไหนไฟไหม้ คือกลุ่มเปราะบางที่สุดในพื้นที่นั้นคือใคร ถามว่าทำไม ให้ไปให้เร็วยังไง 3 นาที 8 นาที กลุ่มเปราะบางควรจะออกมาได้แล้ว ผู้ป่วยติดเตียง ใครใกล้สุด อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนหรือประธานชุมชนที่อยู่ในนั้น หรืออาสาสมัครสาธารณสุข
ถ้าเรามีข้อมูลแบบนี้ คนที่มีพาสเวิร์ดเข้าดู ผู้อำนวยการเขตทราบ หรือผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข หรือประธานชุมชนเขารู้ เขาเอาผู้ป่วยติดเตียงออกก่อน เมื่อคนที่อ่อนแอที่สุดถูกเอาออกมาแล้ว คนที่แข็งแรงกว่ากำลังจะอ่อนแอ การช่วยมันจะทัน จะวนแบบนี้
ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่ต้องไปเดินสำรวจ ต่อให้ไปเดินสำรวจก็ไม่มีวันรู้ว่าคนป่วยติดเตียงคนนี้เคลื่อนย้ายได้เลยมั้ย มีเงื่อนไขอะไรหรือเปล่า แต่คนรู้คือใคร หมอที่ไปเยี่ยมบ้านของ กทม. ซึ่งข้อมูลอยู่ใน share document โลเคชันกดแชร์ไว้แล้ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำงานได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยตัวเองไม่ต้องทำงานเพิ่มเลย
นี่คือวิธีการคุยให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าข้อมูลที่แชร์กัน ตอนแชร์มันจะยากเย็นหน่อย แต่พอแชร์แล้วมันทำให้ทำงานง่ายขึ้น ทำงานได้ผลดีขึ้น แต่ก็ต้องเอาชนะกันว่า ใครก็ตามที่อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงมันน่าเกลียดเสมอ ไม่มีระหว่างการเปลี่ยนแปลงน่ารักเลย เหนื่อย ลำบาก รื้อความเข้าใจทั้งหมด เปลี่ยนวิธีการทำงานทั้งหมด ไม่มีใครชอบ แต่ทำไมเปลี่ยนได้ หลังจากนี้งานมันจะไวขึ้น เราทำงานน้อยลง ทำงานได้มีคุณภาพขึ้น
จนถึงวันนี้นักดับเพลิงของ กทม. เป็น EMT (Emergency Medical Team) แล้ว กทม. จับเทรนเพื่อให้เขารู้ความปลอดภัยของประชาชนที่เข้าไปช่วย ดูตัวเอง ดูทีม แล้วเขาก็ช่วยปิดช่องว่างของการที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินมีไม่พอในบางพื้นที่ได้ด้วย นี่คือผลพวงและวิธีการ แต่ถามว่าทั้งหมดนี้ กทม. ใช้เงินไปเท่าไหร่ในการทำข้อมูลเมืองที่เห็นเราทำ open data เราไม่ได้เริ่มด้วยการใช้เงิน เราใช้ข้อมูลเดิมที่เป็นข้อมูลขยะเยอะเหมือนกัน แต่ไม่ได้ว่าข้อมูลแย่หรือใครทำอะไรแย่ แต่ข้อมูลมันมีอยู่แล้วใน กทม. แต่ละหน่วยงานเขาเก่งของเขาอยู่แล้วตามภารกิจของเขา
แต่ข้อมูลไม่เคยถูกเชื่อมโยง ข้อมูลไม่เคยถูกทำความสะอาด ข้อมูลไม่เคยถูกแปลสภาพให้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือมันอ่านได้ เราก็ต้องจับเขามาสุมหัวรวมกัน แล้วก็ช่วยกันทำ
การพัฒนามันจะไม่สิ้นสุด เพราะข้อมูลไม่มีวัน 100% อยู่แล้ว แต่ว่าวันนี้ 60-70% คิดว่า “ข้อมูลเมือง” ทำได้ แล้วหลังจากนั้นเราก็จะเริ่มมีภาคส่วนเข้ามาช่วย เริ่มมีการใช้งบประมาณในการพัฒนาเอไอเข้ามาช่วยเราอ่านข้อมูล ที่พูดแบบนี้เพราะอยากให้กำลังใจแก่เมืองอื่นๆ ว่าเมืองใหญ่ๆ สตาร์ททำได้เลยจากสิ่งที่มี อันนี้มั่นใจมาก ถ้าขาดเหลืออะไร สิ่งที่ควรไปที่แรกคือมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำของพวกนี้ไว้อยู่แล้วบ้าง อย่าไปที่มหาวิทยาลัยส่วนกลางอย่างเดียว ไปที่มหาวิทยาลัยท้องถิ่น ข้อมูลอาจจะดูไม่ว้าวเหมือนมหาวิทยาลัยส่วนกลาง แต่สิ่งที่มหาวิทยาลัยส่วนกลางทำไม่ได้คือความเข้าใจ และซอฟต์ทัชของข้อมูลเหล่านั้นที่ชุมชนติดมากับฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยท้องถิ่น
อยากจะขอให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้งบวิจัยไปที่มหาวิทยาลัยท้องถิ่นในการช่วยพัฒนาข้อมูลเมืองให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจังหวัด มากน้อยต่างกัน ท้องถิ่นบางท้องถิ่นเขาทำเองไม่ไหว ก็ช่วย พอสตาร์ทได้แล้ว คนจะพยายามเข้ามาทำ เพราะมันเป็นความปลอดภัยของเขาเอง แต่ต้องอดทน พอมันเริ่มใช้งานจากระบบข้อมูลพวกนี้ได้ เขาจะรู้สึกดี และจะช่วยเปิดทางให้หน่วยนอกสังกัดอยากเอาข้อมูลมาประกอบกันมากขึ้น
อย่างประปาหัวแดง พอ กทม. ทำข้อมูล แล้วตั้ง SLA (Service Level Agreement) ทุกเดือนออกไปตรวจประปาหัวแดงมีชำรุด ตั้งแต่ชำรุดแค่สีถลอก ชำรุดแบบมีน้ำซึม ประแจชำรุด หรือโซ่หายเปิดไม่ได้ เอาเข้าระบบรายงาน แล้วพอคุยกับการประปานครหลวง เขามีคนช่วยตรวจ
การประปานครหลวงอาจไม่จำเป็นต้องตรวจในเรื่องที่เบา เช่น สีถลอก แต่พอเห็นน้ำซึม พอเห็นว่าเปิดไม่ได้ จัดทีมออกมา เพราะเจ้าหน้าที่ กทม. จะต้องใช้วันไหนไม่รู้ ดังนั้น พวกเราต้องออกไปดู กทม. มีสถานีดับเพลิงอยู่ 48+4 ทำได้ ตรวจทุกวัน พอมันเริ่มรวมกัน ประปาก็ใช้ฐานข้อมูลเดียวกับ กทม. แล้วเราแชร์ข้อมูลที่เป็นมิเตอร์ดิจิทัลการใช้น้ำไปที่ กทม. มันจะเริ่มเข้าหากันแบบนี้ นี่คือสิ่งที่ทุกคนได้ใช้ร่วมกัน
ในที่สุดคนทุกคนจะทำงานแบบสมาร์ท แบบฉลาด ช่วยกันทำงาน แล้วคนที่ได้ประโยชน์คือประชาชน นั่นหมายความว่าเราคาดหวังให้บริการสาธารณะทุกอย่างโดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยเข้าถึงได้เสมอกันทุกคน บ้านข้างๆ เกิดเรื่องเราก็มีสิทธิเป็นอันตราย เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องของเราคนเดียวที่มานั่งทำอย่างนี้ จึงอยากให้กำลังใจทั้งเมืองเล็กเมืองใหญ่ เราทำได้ ทำไม่ได้ตามสมควร ให้เราลองก่อน แล้วทีนี้เราจะขอความช่วยเหลือได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่มาคุยกับ กทม. ก็ได้ มาลองแลกเปลี่ยนกันดูว่าเราเองก็มีความยากลำบากในการทำ
ข้อมูลที่ กทม. เป็นเจ้าของเป็นหลัก พื้นที่ 1,500 ตารางกิโลเมตร ยังมีพื้นที่เอกชน พื้นที่ส่วนราชการที่อาจจะมีความมั่นคงสูง พื้นที่บ้านเรือนของประชาชนที่เป็นบ้านเดี่ยว วัดวาอาราม ศูนย์การค้า พื้นที่เหล่านี้ กทม. ยังไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลทั้งหมดและมีความอ่อนไหวของข้อมูลด้วย เรายังต้องคุยกันอีกเยอะกว่าที่ข้อมูลเมืองทั้งหมดมันจะถูกบริหารจัดการได้อย่างมีเอกภาพ
ทั้งนี้ทั้งนั้น มันอาจจะเป็นเงื่อนไขที่หนักหนากว่านั้นก็คือ การที่เรายอมให้ความเป็นส่วนตัว อาจจะต้องถอยออกไปบ้าง เพื่อให้มาตรการความปลอดภัยได้ช่วย ก็ต้องคุยกัน เราพูดถึงเมืองที่สร้างวัฒนธรรมใหม่ นั่นหมายความว่าความเป็นส่วนตัวต้องน้อยลงนะ เราปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นได้แค่ไหนกับเรื่องแบบนี้ มันยังต้องทำต่ออีกเยอะ ข้อมูลยังไม่ได้สมบูรณ์ แต่เชื่อว่าทำได้ แล้วลองดู ทำไม่ได้เดี๋ยวค่อยหาวิธีแก้
ต้องสอดแทรก “วัฒนธรรมความปลอดภัย” เข้าไปในทุกจุด
รศ.ทวิดากล่าวว่า “วัฒนธรรมความปลอดภัยกับวัฒนธรรมสุขภาพดีนั้นเหมือนกัน เมื่อไหร่ก็ตามเราทำให้สองเรื่องนี้เป็นเรื่องหรูหราเกินเหตุ ก็จะยากแล้ว วัฒนธรรมสุขภาพดี จะกินคลีน หาไม่ได้ง่ายเลย ต้องไปหาที่ไหน นอกจากไปหาที่ไหนแล้ว ราคาเป็นไงอีก หรือเราต้อง work-life balance ถ้าทำไม่ได้ ทำให้สุขภาพจิตเสีย”
หรือวัฒนธรรมความปลอดภัยก็เหมือนกัน ถ้าเราไปทำให้เขารู้สึกว่ามันไกลตัว เขาก็จะไม่ทำ แต่วัฒนธรรมเรื่องนี้มันถูกเปลี่ยนไปพอสมควร อย่างตอนแผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โมเมนตัมหรือจังหวะดีมากเลยว่า วันนี้ถ้าเราพยายามทำให้เรื่องความปลอดภัยเข้าไปอยู่ในทุกวัน จะไม่ยาก
ดร.ทวิดากล่าวต่อว่า “อย่างตอนนี้อาจารย์ดูแลโรงพยาบาลอยู่ 12 โรงในสังกัด กทม. พยายามจะให้เอาเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนเข้าไปติดไว้ในโรงพยาบาล เนื่องจากแผ่นดินไหวมันเตือนล่วงหน้าไม่ได้ พอมันไหว ทำยังไงจะให้เรารู้ได้ไวที่สุดว่าการสั่นสะเทือนนั้นส่งผลต่ออาคารมากน้อยแค่ไหน ถามว่าทำไปทำไม วันนี้พออาคารสั่นปุ๊บ ถ้ามันมีเครื่องมือที่บอกเราได้ว่าอาคารของเราไม่ได้มีความเสียหายในส่วนโครงสร้าง ไม่มีความจำเป็นต้องอพยพ คุณจะไม่ต้องถอดปลั๊กผู้ป่วยวิกฤติ ไม่ต้องเอาคนออก เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเอาอันนี้เข้าไปไว้ในชีวิตประจำวันให้ได้ รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในพื้นที่แบบไหน ภาครัฐถ้าจัดเตรียมอุปกรณ์ให้ได้ ก็จัดเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสม การเรียนรู้มันเกิดขึ้นแบบนี้ มันอยู่ใกล้ตัวเลย”
หรือในบางเรื่อง บังคับให้มันสอดแทรกอยู่ในการทำงานของรัฐ อยู่ในกลไก มันก็จะสามารถทำให้เราทำงานได้ อย่างที่บอกว่าทำยังไงที่อุปกรณ์หรือทรัพยากรฉุกเฉินของ กทม. มันจะหมุนวงรอบของมันได้เร็วกว่าทรัพยากรที่ใช้ทดแทนในบางช่วง ถ้าเราทำให้มันเป็นอย่างนี้ได้ ประกอบกับใช้ข้อมูล เสียเวลามานั่งคุยกันหน่อย ออกแบบให้งานที่เคยแยกกันทำ มาทำร่วมกัน ตัดงานที่ทำซ้ำออก เมื่อนั้นมันจะประหยัดงบประมาณได้ด้วย และไม่ไกลตัวมากนัก พอเราไปรณรงค์คอนเซปต์บางอย่างให้มันไกลตัวเกินไป คนก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองนั่นแหละคือพลังที่สำคัญที่สุดในการทำให้มันเกิดขึ้น
อันหนึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติ คือเรื่องตรวจสุขภาพของ กทม. ปกติคุณต้องเสียตังค์ตรวจ แต่ กทม. ตรวจให้ฟรี ถามว่าทำอย่างนี้ทำไม ส่วนหนึ่งเพื่อทำให้คนเข้าถึงการตรวจสุขภาพให้เท่าเทียม จะได้รู้ภาวะของตัวเอง พอคุณมีข้อมูลสุขภาพอยู่ในตัวปุ๊บ อาจารย์มั่นใจว่าอย่างน้อยคุณเห็นน้ำตาลสูง ความดันสูง ต้องยั้งใจบ้างล่ะ อันนี้มันได้ไปเลย แค่เขามีผลสุขภาพ
แล้วพอเราจัดรายการวิ่งล้อมเมือง เจตนาอยากให้คนเห็นนโยบายอื่นของ กทม. ด้วยว่าทางเดินก็ดีขึ้นแล้ว สวนมีเยอะขึ้น แม้จะไม่กว้างขวาง วนๆ หลายรอบก็ได้ออกกำลังกาย อยู่บ้านคนเดียวเหงา ออกมาหาเพื่อน ร่วมกันเดิน ทั้งหมดนี้ทำเพื่อให้เห็นว่าการออกกำลังกายไม่ได้อยู่ไกลตัว การทำแบบนี้มันจะทำให้เขาชินมากยิ่งขึ้นว่ามันปฏิบัติได้โดยไม่เสียเวลา แล้วเมื่อนั้นวัฒนธรรมความปลอดภัยถึงจะยั่งยืน
บทเรียนจากกรณีหาดใหญ่และกรุงเทพฯ
เมื่อถามถึงบทเรียนการจัดการภาครัฐจากกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ดร.ทวิดากล่าวว่า ความยากของงานด้านนี้คือเรามักจะไปร่วมกันทำงานแบบแอ็กชันจริงๆ ตอนมันเกิดเรื่อง ซึ่งมันไม่ง่าย อย่างที่บอกว่าถ้าก่อนเกิดเรื่องเราไม่พยายามทำอะไรร่วมกันด้วยการคิด scenario และฝึก อยู่ๆ เกิดเรื่องแล้วคุณบอกว่าคนที่ไม่เคยเตะบอลด้วยกันมาก่อน ถามจริง ตัวสำรองไม่ต้องฝึกพร้อมตัวจริงเหรอ ก็ต้องฝึกไปด้วยกัน ไม่งั้นอยู่ดีๆ ตัวสำรองลงแทนตัวจริงก็พัง ดังนั้น ทุกคนรู้ว่าความร่วมมือมันต้องเกิดขึ้น
แต่ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้ความร่วมมือมันดูไม่เป็นระบบ มันดูกะพร่องกะแพร่ง แม้แต่ กทม. เอาเข้าจริง จากที่ทราบว่าทุกคนชื่นชมการทำงานของ กทม. ในเคสของแผ่นดินไหวและหลุมยุบ แต่อยากจะบอกว่าก่อนหน้าจะมาถึงตรงนี้ เราก็ทำงานแบบนั้นมาก่อน กทม. ก็เบี้ยหัวแตกมาก่อนเหมือนกัน ต่างคนต่างทำมาก่อนเหมือนกัน
ถามว่าพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร หน่วยงานอื่น เช่น หน่วยงานแพทย์อนามัย อาจารย์อ่านมั้ย ไม่อ่าน สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อ่านแผนโรคอุบัติใหม่มั้ย ไม่อ่าน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปเทียบ
พระราชบัญญัติป้องกันฯ ของกรมป้องกันฯ อ่านหรือยัง เขียนไว้เต็มที่เลย ใครทำหน้าที่อะไร แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยชาติ แผนของ ปภ. ซึ่งไม่ใช่ ต้องอ่านก่อน เพราะเป็นแผนของทุกคน โรคติดต่อตอนโควิด พ.ร.บ. ของสาธารณสุข แผนของสาธารณสุข ไปดูก่อน เขาเขียนหมดเลย ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
“แต่เราทุกหน่วยงาน จะกระทรวงไหน กรมไหน หรือ กทม. เอง บางครั้งเรายึดถือกับพระราชบัญญัติของเราเองเป็นหลักเท่านั้น อันนี้ไม่ถูก เพราะอำนาจหลายๆ อย่างมาจากพระราชบัญญัติตัวอื่น อย่างเช่น กทม. ผู้ว่าราชการฯ กทม. รองผู้ว่าฯ ผู้อำนวยการเขต ปลัดกทม. อาศัยอำนาจจาก พ.ร.บ. เรื่องอื่นๆ เยอะ อย่างอาจารย์ใช้ พ.ร.บ.สาธารณสุขแทบจะทุกวันในการทำงาน ที่ไม่ใช่ พ.ร.บ. ของตัวเอง”
เพราะฉะนั้น การที่เราต้องรู้ มันช่วยเยอะ เพราะเวลาที่คุณมานั่งคุยกันในการจะทำงานที่เป็นความร่วมมือ ถ้าคุณไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งต้องทำงานแล้วมีขอบเขตอำนาจแค่ไหน คุณจะร่วมงานกันให้มันเป็นระบบ ไม่ซ้ำซ้อน ไม่เกิดช่องว่าง มันจะทำได้ยังไง ทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น อาจารย์คิดว่ามันต้องเริ่มจากการที่เราต้องยอมมานั่งคุยกันเพื่อบอกว่า ก่อนเรื่องใดๆ จะเกิด โดยเฉพาะภัยพิบัติ ส่วนไหนที่เรารับผิดชอบ แล้วเราทำงานยังไง แล้วเราประสานงานกันยังไง กทม. วันนี้ก็ยังมีช่องว่าง
ถ้าถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่ ในพื้นที่ตูมเดียวกว้างขนาดนั้น ต่อให้อาจารย์ไปอยู่ตรงนั้นก็ว่ายาก คือมันทั้งเมือง แล้วบังเอิญหน่วยงานเป็นผู้ประสบภัยเองด้วย เพราะฉะนั้น การที่เราจะรู้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ถ้าจะต้องรู้ ณ เวลานั้น ไม่ง่ายหรอก ดังนั้น แผนปฏิบัติการเฉพาะภัยแต่ละภัย ตลอดจนแผนปฏิบัติการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแผนเผชิญเหตุชุมชน มันต้องเอาออกมาดูกันก่อนจะเกิดภัย ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
ตอนน้ำท่วมหาดใหญ่ ท่านผู้ว่าฯ พูดเรื่องให้เตรียมว่าถ้าเกิดแบบเดียวกันกับหาดใหญ่ เรามีเรือกี่ลำ เรือที่เคยใช้ปี 2554 ยังอยู่มั้ย เราต้องใช้เรือแบบไหน น้ำมันจะท่วมตรงไหนที่มากสุด สูงอยู่ที่ตรงไหน มากแค่ไหน รถสูงเราเข้าได้แค่ไหน โรงพยาบาลเราต้องปิดมั้ย โรงเรียนเอายังไง คือคำถามแบบนี้ไม่เคยต้องตอบในฉากทัศน์แบบนั้นเลย เราก็ตอบอย่างที่เรารู้ว่าน้ำหนุนมาเราตอบแบบไหน หรือถ้ามาแบบปี 2554 เราตอบแบบไหน
เพราะฉะนั้น การเอาข้อมูลมาทำงานร่วมกันของแต่ละกระทรวง กรม นี่ขนาด กทม. เล็กแค่นี้เองเมื่อเทียบกับกระทรวง กรม ยังมีปัญหาเลยว่าทำยังไงจะทำได้สอดคล้องกันดี เพราะฉะนั้น ในภาพใหญ่ การทำงานที่จะต้องเอาข้อมูลทั้งหมดมาแลกเปลี่ยนกัน อันนี้ต้องเริ่มก่อน เหมือนที่พูดตอนต้น “ข้อมูลเมืองสำคัญมาก” อันนี้เรากำลังพูดถึงข้อมูลหลายเมือง คนก็ยิ่งหลากหลายนักเข้าไปอีก
จริงๆ เรามีแนวความคิดเรื่อง big data กันมาตั้งนานแล้ว ทั้งท้องถิ่น จังหวัด ประเทศ เราจะได้เห็นว่าเราต้องทำงานร่วมกันยังไง แล้วพอมันแชร์กันปุ๊บ งบประมาณที่จะใช้มันจะน้อยลง
สื่อสาร– ประสานงานกันตั้งแต่ต้น
ดร.ทวิดากล่าวต่อว่า อีกเรื่องหนึ่งที่คิดว่าแม้แต่ตัวเองก็มีผิดพลาดเวลาเกิดวิกฤติ คือเรื่อง “การสื่อสาร” คนพูดกันมากเรื่องของการสื่อสารที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะที่หาดใหญ่ เชียงรายตอนโคลนถล่ม หรือแม้แต่กรุงเทพมหานครเอง อาจารย์กำลังมีปัญหาเรื่องการสื่อสารแนวทางการปฏิบัติของเรื่องต่างๆ อันนี้ยากจริง เพราะไม่ว่าจะมองในมุมสื่อสารการเตือนภัย หรือมองในมุมการสื่อสารสาธารณะว่าจะให้เขาทำอะไร อย่างไร
การสื่อสารให้คนทุกคนเข้าใจเนื้อความเหมือนกันและทันเวลา ต้องอาศัยการเตรียมพร้อมระบบที่หนักหนามาก ท้องถิ่นจะลำบากกว่าหน่อย เพราะว่าข้อมูลที่ลงไปจากส่วนกลางที่เป็นหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ หน่วยงานทางเทคนิค กับข้อมูลที่จะใช้สื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ท้องถิ่น มันน่าจะเป็นข้อความคนละลักษณะ แม้ว่าจะใจความเดียวกันก็ตาม คนน่าจะเข้าใจไม่เหมือนกัน
ดังนั้น การทำให้ข้อความของการปฏิบัติตน ข้อความของการเตือน เป็นที่น่าเชื่อถือและเข้าใจกันโดยถ้วนทั่วในเวลาที่จำกัดพร้อมกันหมด มันต้องทำระบบไว้ก่อนหน้าอย่างค่อนข้างดี อย่างตอนนี้ผู้ว่าฯ ชัชชาติยังถามอยู่เลยว่าที่อื่นเขามีระบบธง ระบบสี ของเราล่ะ ก็ต้องบอกว่าธงไม่มี ส่วนระบบสีมี แต่เขาจะเข้าใจแค่ไหน
คือเราไปมองว่าเมืองหลวงใช้เทคโนโลยี ใช้ cell broadcast แต่ถึงเวลาที่สุดแล้ว ไฟดับไปหลายวัน แล้วจะยังไง สมมติต้องเข้าไปในชุมชนของกรุงเทพมหานคร ก็คงต้องเป็นเจ้าหน้าที่ กทม. ทีนี้เจ้าหน้าที่เราเอาใคร เทศกิจที่เดินตรวจตราความปลอดภัยอยู่โดยปกติ หรือเอาฝ่ายพัฒนาสังคมที่รู้จักชุมชน หรือเอาหน่วยแพทย์ที่รู้จักแต่ละคนข้างใน หรือจะเอาสามาสมัครสาธารณสุข หรือจะเอาอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน แล้วจะกระจายจุดเขาแบบไหน ให้อุปกรณ์ยังไง
ปกติเวลาทำแผนจะมีแผนหลัก แผนรอง แผนสำรอง แผนสำรองของกรุงเทพมหานครที่เริ่มกลับไปใช้ที่ไม่ใช่เทคโนโลยี เริ่มกลับไปใช้คน อาจจะไม่ได้ดีเท่าท้องถิ่นด้วยซ้ำ แล้วความเป็นเมืองที่เรารู้จักกันน้อย ข้างบ้านเบอร์โทรอะไร อยู่กี่คน เงื่อนไขสุขภาพเป็นไง ถ้าเป็นต่างจังหวัดเขารู้แน่ๆ ว่าบ้านข้างเคียงเขาเป็นยังไง ตรงนี้แหละจะยิ่งทำให้การช่วยเหลือของเมืองเราอาจจะช้ากว่าด้วยซ้ำ
แต่ทั้งหมดนี้มันจะดีกว่ามาก ถ้าเราทำการประสานงานกันตั้งแต่ต้น แลกข้อมูลกัน เวลาเกิดเรื่องจะได้เรียกใช้ได้โดยง่าย เมื่อไหร่ที่เรียกใช้ข้อมูลที่บูรณาการได้ดีมีเอกภาพ การตัดสินใจจะไวขึ้นและแม่นยำขึ้น เพราะข้อมูลถูกเตรียมก่อนหน้า ความแม่นยำกับความไวไม่ใช่ของคู่กันในภาวะฉุกเฉิน แต่เราต้องการมัน
สอง เรารู้ว่าหน่วยไหนทำอะไร ภายใต้อำนาจแบบไหนไว้ก่อน ทำให้เรารู้ว่าตรงนี้เราทำเผื่อเขาไปเลย แทนที่เขาจะต้องมาเริ่มจากศูนย์ เขาเริ่มจากหนึ่ง เพราะว่าเราทำสองของเราให้ไปเผื่อเขาไว้แล้ว เมื่อไหร่ตรงนี้เกิดขึ้น เวลาไปประสานงานยากๆ หน้างาน มันจะเร็วขึ้น แล้วมันจะมีช่องว่างน้อยลงเรื่อยๆ กระบวนการสองอันนี้ต้องเกิดขึ้นก่อน ต้องยอมมาคุยร่วมกัน ลองมาทำแผนร่วมกัน
“ทุกวันนี้ กทม. ยังโดนด่าอยู่เลย เปิดถนนหลายรอบ ท่านรองฯ วิศณุ (ทรัพย์สมพล) ทำฟุตบาทเสร็จ คุณพี่ประปาเขามาแล้ว เขาจะวางท่อ คุณพี่เก็บสายจะเอาสายลง นี่ขนาดวิกฤติยังไม่เกิดนะเนี่ย ยังโดนเลย แปลว่าอะไร ไม่ซิงค์ปฏิทินกันเหรอ ใครจะเปิดอะไรเมื่อไหร่ แต่การซิงค์กันก็ไม่ได้ง่าย ถ้าถึงคิวทำถนนของเรา เราอาจจะประเมินมาจากเรื่องน้ำท่วม เราอาจจะประเมินมาจากเรื่องคนเดิน แต่ประปาเขาประเมินจากความเสื่อมของท่อ สายเขาประเมินเรื่องของการส่งสัญญาณว่ามันไม่ดิสรัปต์ คนละภารกิจ ก็ต้องคุย’
ในที่สุดมันอาจจะมีสักครึ่งหนึ่งของงานทั้งหมดที่ทำได้พร้อมกัน ก็จะเหลือที่เป็นปัญหาน้อยลง นี่คือเหตุผลที่ให้คุย โครงการใดที่จะทำ งบประมาณใดที่จะใช้ มีเงื่อนไขของความปลอดภัยอยู่แล้ว หน่วยงานนี้ทำอยู่บ้างแล้ว ไม่ได้ต้องใช้งบฯ มากเท่าที่คิด คือมันเป็นกระบวนการที่ต้องวางแผนร่วมกันความโชคร้ายของเราคือเราไม่สามารถเขียนกฎหมายให้ร่วมมือกันได้ กฎหมายแค่บอกว่าใครทำงานอะไร ใครอยู่ฟังก์ชันไหน แต่กฎหมายไม่เคยเขียนว่าถ้าไม่ร่วมมือจะเป็นอะไร มันไม่เขียนไปแบบนั้น และมันก็คงเขียนไม่ได้
ฝึกระบบ ICS – MACs อย่างจริงจัง
อย่างไรก็ดี รศ.ทวิดาบอกว่า ในการจัดการภัยพิบัติจะมีข้อดี คือระบบบัญชาการที่เรียกหากัน มันจะเรียกหากันเวลามันเกิดความวุ่นวาย ซึ่งระบบบัญชาการนี้ ข้อมูลมี รู้ process ของการทำงานเพื่อจะมาร้อยเรียง SOP (Standard Operating Procedure) ก็คือขั้นตอนการปฏิบัติกันแล้ว มันจะมาถึงการที่ใช้มันยังไง
ดังนั้น อาจจะมีความลำเอียงต่อศาสตร์ที่เรียนหนังสือมา ก็จะบอกว่าการฝึกระบบบัญชาการ มันจะมีสองอันคู่กัน เราเรียก ICS กับ MACs สำหรับ ICS คือ Incident Command System ระบบบัญชาการ อีกอันหนึ่งคือ MACs : Multi-Agency Coordination System คือระบบการประสานสนธิกำลังหน่วยงานที่ต่างกัน สองอันนี้ต้องจับฝึกอย่างจริงจัง
มีวิธีการฝึกที่ทำให้เห็นว่าระบบบัญชาการอำนาจอยู่ใคร ส่งทอดคำสั่งที่เป็น single command ยังไง แต่ commander หน้างาน บางงานที่เขาต้องกำกับควบคุมเอง คนกำกับควบคุมศาสตร์แทคติกสูงสุดคือใคร ส่งทอด single command คำสั่งเดียวมายังไง ซึ่งแต่ละคนยังสั่งการในหน่วยของตัวเองได้ตามภารกิจ ตามสายงานที่ร้อยไปตอบคำสั่งนี้ มันทำกันยังไง นี่คือระบบ ICS
MACs มีไว้ทำไม คุณต้องรู้ให้หมด คนที่ต้องมาอยู่กับคุณทั้งหมดมันจะมีใคร มีอะไร ฟังก์ชันแบบไหน แล้วคุณร้อยเชื่อมเขาในการสั่งการแล้วปล่อยให้แต่ละส่วนงาน แต่ละฟังก์ชัน เขาสั่งงานกันตามใบหน้าที่เขาคุ้นเคยซึ่งกันและกัน ตามจริตของการทำงานของเขาซึ่งกันและกัน เพราะเขาจะรู้จังหวะจะโคน อาจารย์คิดว่าอันนี้ต้องเป็นเรื่องเป็นราวแล้วล่ะ สำหรับคนที่จะดูแลท้องถิ่น ท้องที่ พื้นที่ในช่วงที่เรายังตามความแย่ของภัยที่มันเกิดไม่ทัน เพราะมันก็จะวุ่นวายแบบนี้เรื่อยๆ
ถึงเวลารื้อกฎหมาย – องค์ประกอบที่เกี่ยวกับการลดความเสี่ยง
รศ.ทวิดากล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นคำถาม ที่พยายามตอบให้ดูสร้างสรรค์และพยายามหาคำตอบให้กับทุกคนได้ทำงานดีขึ้น คิดว่ามันอาจจะถึงเวลาที่เราต้องรื้อกฎหมายและองค์ประกอบในเชิงของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการทำงานและระเบียบ
“พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มันเป็น พ.ร.บ. ที่น้ำหนักไปอยู่เรื่องงานฉุกเฉินเยอะไปหน่อย การนำเอาพระราชบัญญัติต่างๆ และการให้อำนาจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงอาจจะถึงเวลาที่ประมวลกฎหมายของการจัดการทางด้านนี้ต้องเป็นเรื่องเป็นราว”
ก่อนหน้านี้เคยเขียนงานวิจัยกับท่านอาจารย์วรรณภา ติระสังขะ จากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ไว้ครั้งหนึ่งว่าเราควรจะต้องทำรูปแบบว่าถ้าเราจะประมวลกฎหมายในเรื่องการลดความเสี่ยงโครงสร้างกายภาพถนน ตึกอาคาร สาธารณูปโภค น้ำสะอาด ไฟฟ้า การสื่อสาร ชุมชนทั้งหลาย บ้านเรือนที่จะต้องสร้าง คูคลองที่จะระบายน้ำ พื้นที่สีเขียวซับน้ำทั้งหมด มันไปกระจายตัวอยู่ในการกำกับควบคุมของ พ.ร.บ. และระเบียบตัวไหนบ้าง
ถามว่าทำทำไม ทำเพื่อให้รู้ว่าถ้าวันนึงจะทำของพวกนี้ให้สามารถสอดคล้องกันแล้วช่วยกันลดความเสี่ยงได้ มันต้องไปที่ใคร เวลาเกิดภาวะฉุกเฉิน เราใช้อะไรได้บ้าง ใครอยู่ตรงไหน ใช้อะไร ที่จะเข้ามาตอบสนองต่อเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ้าง อย่างตอนมีสารแคดเมียมโผล่เข้ามาในชุมชนของกรุงเทพมหานคร อาจารย์ก็ต้องเอาทั้ง พ.ร.บ.ป้องกันฯ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ร.บ.รักษาความสะอาดจัดระเบียบมา align ว่าเจ้าหน้าที่ กทม. คนไหนมีอำนาจตรวจสอบ ย้ายตัวสาร ขนส่งยังไง
อย่างทีมของ กทม. เรามีทีมสารอันตรายอยู่ ให้ประกบทีมขน พอไปถึงกรุงเทพฯ ออกทางบางบัวทอง ออกไปแล้วทีม กทม. ตามได้มั้ยที่จะช่วยคุ้มกันเพื่อความปลอดภัย คือของพวกนี้มันเป็นเรื่องที่เราอาจจะต้องมารู้กันสักที
หลังจากนั้นคือการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าช่วยวัสดุซ่อมแซม ค่าการงานอาชีพ ค่าอุปกรณ์ ค่าบ้านค่าอะไรก็ตาม มันเหมาะสมกับสถานการณ์แค่ไหน ความรวดเร็วทำยังไง อย่างโจทย์ที่หาดใหญ่ก็เป็นโจทย์ที่กรุงเทพมหานครโดนมาก่อนเหมือนกันตอนตึก สตง. ถล่ม
ท่านผู้ว่าฯ มาคนแรกเลยบอกว่าเรามีระบบ OSS : One Stop Service ซึ่งลิงก์ระบบดิจิทัลเข้ามาในการส่งเอกสาร ทำไมไม่เปิดอันนี้ใช้ ก็จะมาพัวพันกันว่าเอกสารหลักฐาน ให้บังเอิญว่าโดยระเบียบบางครั้งก็ยังเป็นกระดาษอยู่จริงๆ บางครั้งก็ต้องการการเซ็นต่อหน้าเจ้าหน้าที่จริงๆ บางครั้งก็ต้องการการระบุตัวตนจริง ซึ่งมีเงื่อนไขของกฎหมายกำกับอยู่ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยกฎหมายนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อให้มันขั้นตอนเยอะอย่างเดียว แต่มันเพื่อความรอบคอบและการกำกับความปลอดภัยให้ประชาชน มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องเอามันมาตอบสักทีว่าเราทำได้แค่ไหน
อย่างการจ่ายเงิน ถามว่าทำไมยังต้องเอาเงินสดใส่ซองอยู่ โอนไม่ได้เหรอ วันนั้นถามกรณี สตง. จนในที่สุดเราก็พบว่าโอนได้ แต่พอโอนได้ก็ติดอีก เพราะว่าช่วงนี้เรามีปัญหาเรื่องบัญชีม้าเยอะ บัญชีที่ไม่ activate ไว้ บัญชีที่ไม่ได้เข้าพร้อมเพย์กับหน่วยงานไว้ มันก็มีปัญหาอีก มันก็อาจจะต้องวัดครึ่ง กรรมการครึ่ง ไฮบริดหน่อย คือคนที่ยืนยันตัวตนหลักฐานไม่ได้ อาจจะต้องเป็นเงินสด ก็อาจจะต้องลำบากมาหลายรอบหน่อย คนที่โอนได้ก็จัดการให้เลย เอกสารที่จะตรวจทวนหลังจากนั้นก็ต้องเก็บ เราผ่านตรงนั้นมาก่อนแล้ว
แต่ทั้งหมดนี้อยากขอความเห็นใจด้วย อย่างตอนอาจารย์ทำกับเจ้าหน้าที่ กทม. อันหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ กทม. พูดก็น่าสนใจ เขาบอกว่าต้องไม่ลืมว่าวันหนึ่งเวลาถูกตรวจทวน เอกสารนั้นต้องชัดว่าประชาชนเป็นคนมายื่นจริง เพราะฉะนั้น การมีลายมือ การกรอกเองมันก็สำคัญ การระบุตัวตนก็สำคัญ
สอง การที่เราต้องไปตรวจหน้างาน ยืนยันเอกสาร มันคือการตรวจสอบเงินที่เราจะใช้ในการที่จะจ่ายกลับไป การสวมสิทธิ์ การไม่ใช่เจ้าของพื้นที่จริงก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น มันก็จะเป็นความลำบากในการตรวจสอบภายหลัง อันนี้ก็เถียงเจ้าหน้าที่ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
อาจารย์คิดว่ามันอาจจะต้องถึงเวลาที่เราต้องมาจัดการกับเรื่องนี้ ประมวลกฎหมายให้รู้ว่าอำนาจไหนอยู่ที่ไหน ที่จะใช้ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันไหนขัดแย้งกันตัดบางอันทิ้ง อันไหนซ้ำซ้อนแล้วทำให้การใช้มันมีปัญหาเอาทิ้ง เอาออก เรื่องนี้เป็นเรื่องฉุกเฉิน เรื่องของความเสี่ยงภัย มันต้องได้รับการยกเว้นในการออกรูปแบบของระเบียบ ข้อบังคับ และการให้อำนาจ ใดๆ ก็ตามที่เป็นการทำให้ยืดหยุ่นขึ้นและทำให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการได้ บางทีเราอาจจะต้องคิดร่างระเบียบแบบนั้นขึ้น