ตลท. เชื่อมั่นปัจจัยในประเทศช่วยพยุงหุ้นไทยฝ่าสงครามตะวันออกกลาง
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยหุ้นไทยถูกกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง เชื่อมั่นปัจจัยภายในประเทศ เสถียรภาพรัฐบาล การเดินหน้าโครงการลงทุนภาครัฐเป็นกุญแจสำคัญสร้างความเชื่อมั่นและพยุงตลาดในระยะต่อไป
9 มีนาคม 2569 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม 2569 เผชิญความผันผวนอย่างมากจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบโลก และกดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนทั่วโลก
ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นไทยมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในเดือนกุมภาพันธ์ โดยติดอันดับ 3 ของตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมทิศทางตลาดได้พลิกกลับ เนื่องจากแรงกดดันจากสถานการณ์สงครามดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นในกลุ่มพลังงานค่อนข้างสูง จึงทำให้ดัชนีตลาดได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันมากกว่าหลายตลาดในภูมิภาค ประกอบกับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาในระดับที่ค่อนข้างมาก จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ดัชนีมีการปรับฐานลงในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามมองว่าปัจจัยภายในประเทศยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่จะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยสามารถรับมือกับความผันผวนจากต่างประเทศได้ โดยเฉพาะความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และการมีทีมเศรษฐกิจที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาบริหารนโยบายเศรษฐกิจ
หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามกรอบเวลา พร้อมทั้งสามารถผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ รวมถึงการผ่านงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐได้อย่างราบรื่น จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และมีส่วนช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยให้กลับมาฟื้นตัวได้ในระยะต่อไป
สำหรับมาตรการดูแลตลาด ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์มีเครื่องมือในการกำกับดูแลตลาดที่เพียงพอ โดยจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงกว่า 8% ในช่วงการซื้อขายภาคเช้า จนแตะเกณฑ์มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) ระดับ 1 ซึ่งต้องหยุดการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที
ภายหลังจากกลับมาเปิดการซื้อขายในภาคบ่าย ดัชนีได้ปรับตัวดีขึ้นและปิดตลาดลดลงประมาณ 5% สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวสามารถช่วยชะลอภาวะตื่นตระหนกของตลาด และเปิดโอกาสให้นักลงทุนมีเวลาประเมินสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบมากขึ้น
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์สงครามดังกล่าว ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวลดลงประมาณ 10.5% อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังคงให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 8.5% และยังคงอยู่ในอันดับ 3 ของตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในภูมิภาค
“แม้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับบางตลาดในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ ถือว่าการปรับตัวลงยังไม่รุนแรงเท่า” นายอัสสเดชกล่าว
ในส่วนของผลกระทบต่อหุ้นขนาดใหญ่ แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงที่เที่ยวบินระหว่างประเทศอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้ผ่านพ้นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ไปแล้ว จึงคาดว่าผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจะไม่รุนแรงมากนัก
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ได้มีการปรับตัวและบริหารต้นทุนเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจไว้ในระดับหนึ่งแล้ว พร้อมทั้งคาดหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวจะไม่ยืดเยื้อและสามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น
นายอัสสเดช กล่าวว่า กลไกและมาตรการกำกับดูแลตลาดที่มีอยู่ในปัจจุบันยังถือว่าเพียงพอสำหรับรับมือกับสถานการณ์ โดยเป็นมาตรฐานเดียวกับตลาดทุนในต่างประเทศ อาทิ มาตรการกำหนดกรอบราคาซื้อขาย (Ceiling และ Floor) และมาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker)
ขณะเดียวกัน ตลาดทุนไทยยังมีเครื่องมือเพิ่มเติม เช่น มาตรการ Dynamic Price Band และระบบ Auto Pause สำหรับหุ้นรายตัว อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ยังไม่พบว่ามีหุ้นรายใดปรับตัวลดลงจนเข้าเกณฑ์การใช้มาตรการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายด้านตามที่ภาครัฐได้ประเมินไว้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งทางเรือ ซึ่งอาจกระทบต่อราคาสินค้าและภาคการค้าระหว่างประเทศ
สำหรับโครงสร้างการนำเข้าพลังงานของไทย ปัจจุบันประมาณ 50% มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่อีก 50% มาจากแหล่งอื่น เช่น ประเทศเพื่อนบ้าน บรูไน และบางประเทศในทวีปแอฟริกา
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลกระทบจากการปรับตัวของราคาพลังงานต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่มเช่นกัน
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น แต่ในปัจจุบันยังเห็นว่ากลไกที่มีอยู่ยังเหมาะสมต่อการดูแลเสถียรภาพของตลาดทุนไทย