โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะอินไซต์คนทำหัตถการยุคใหม่ วัยรุ่นเริ่มดูแลผิวเร็วขึ้น ส่วนวัยทำงานเน้น ‘Anti-aging’ ชะลอวัย ชี้สงครามราคาทำคลินิกใหม่รอดไม่ถึง 10%

THE STANDARD

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 04.43 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 04.43 น. • thestandard.co
เจาะอินไซต์คนทำหัตถการยุคใหม่ วัยรุ่นเริ่มดูแลผิวเร็วขึ้น ส่วนวัยทำงานเน้น ‘Anti-aging’ ชะลอวัย ชี้สงครามราคาทำคลินิกใหม่รอดไม่ถึง 10%

อุตสาหกรรมความงามของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตอย่างน่าจับตามอง โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามจะสูงถึงราว 75,200 ล้านบาท ท่ามกลางการขยายตัวที่รวดเร็วนี้ การทำความเข้าใจทิศทางที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ

แพทย์หญิง สุรางคณา วีระนาวิน หรือ ‘หมออุ้ม’ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ The Medice Clinic และสถาบันเวชศาสตร์โรคผิวหนังและความงามนานาชาติ (ADMI) ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนว่า ตลาดไทยไม่ได้เติบโตเพียงแค่ในเชิงปริมาณ แต่กำลังเปลี่ยนผ่านในเชิงคุณภาพ

ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนทิศทางจากการทำศัลยกรรมแบบผ่าตัดใหญ่ มาสู่กลุ่มหัตถการแบบไม่ต้องผ่าตัด หรือกลุ่ม Aesthetic มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสัดส่วนความนิยมอยู่ที่ประมาณ 26% และมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การทำหัตถการได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มาจากความต้องการความสวยงามที่ดูเป็นธรรมชาติ ใช้ระยะเวลาพักฟื้นสั้น และตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เร่งรีบ โดยเฉพาะการปรับรูปหน้าด้วยสารเติมเต็ม การใช้เลเซอร์ และกลุ่มงานผิวต่างๆ ที่ช่วยย้อนวัยได้โดยไม่ต้องเจ็บตัวมาก

เทรนด์ความงามที่กำลังเป็นกระแสหลักในขณะนี้คือ ‘T-Beauty’ ซึ่งเปรียบเสมือนการผสมผสานเทคนิคชั้นนำจากหลายสัญชาติ ทั้งความเป๊ะแบบจีนและความละมุนแบบเกาหลี นำมาปรับให้เข้ากับโครงสร้างใบหน้าของคนไทยที่มีความคมชัดแต่ยังต้องการความละมุนที่พอดี

นอกจากเรื่องใบหน้าแล้ว เทรนด์ของรูปร่าง หรือ Body Line ก็มาแรงไม่แพ้กัน โดยเน้นไปที่แนวคิดแบบ ‘Healthy Harmonized Body’ ซึ่งไม่ใช่แค่การลดไขมันส่วนเกินออกไปเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างสรีระที่ดูแข็งแรง มีลายกล้ามเนื้อที่ชัดเจนและสมส่วนเหมือนคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ในแง่ของกลุ่มผู้ใช้บริการ พบว่าช่วงอายุเฉลี่ยลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันเด็กวัยรุ่นอายุ 15-16 ปี เริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษาปัญหาผิวพรรณมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผู้ปกครองที่มีความเข้าใจในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถูกต้องและปลอดภัยมากกว่าในอดีต

ขณะที่กลุ่มคนวัยทำงานช่วงอายุ 20-30 ปี ยังคงเป็นฐานลูกค้าหลักที่ให้ความสำคัญกับการปรับรูปหน้า ส่วนกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างวัย 40 ปีขึ้นไป จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มงาน ‘Anti-aging’ และการยกกระชับเพื่อคงความอ่อนเยาว์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มียอดค่าใช้จ่ายต่อหัวค่อนข้างสูง

ตลาดความงามไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของ ‘Medical Tourist’ โดยนักท่องเที่ยวจากจีนและสิงคโปร์นิยมเดินทางมาใช้บริการเฉลี่ยเดือนละครั้ง ในขณะที่กลุ่มจากยุโรปหรืออเมริกาจะมาปีละ 1-2 ครั้ง แต่แลกมาด้วยมูลค่าการรักษาต่อครั้งที่สูงถึงหลักแสนบาท

เมื่อความต้องการมหาศาลเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นคลินิกความงามเปิดใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม สมรภูมินี้กลับเป็น ‘Red Ocean’ ที่ดุเดือดเกินกว่าที่หลายคนคาดคิด การแข่งขันที่รุนแรงทำให้เกิดการจัดโปรโมชั่นลดราคาจนเข้าขั้นสงครามราคา

แต่ในมุมของผู้บริโภคยุคใหม่ ราคาที่ถูกเกินจริงกลับสร้างความหวาดระแวงมากกว่าความดึงดูดใจ ข้อมูลระบุว่าในบรรดาคลินิกเปิดใหม่ 100 แห่ง จะมีเพียงไม่เกิน 10% เท่านั้นที่สามารถดำเนินธุรกิจให้ผ่านพ้นปีที่ 2 ไปได้ เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนการบริหารจัดการและมาตรฐานยาที่สูง

ความท้าทายที่สำคัญของคลินิกเปิดใหม่คือการสร้างความเชื่อมั่น เพราะคนไข้ยุคนี้มีความรู้และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว จึงไม่ได้เลือกคลินิกเพียงเพราะอยู่ใกล้บ้านหรือราคาถูก แต่เลือกจากองค์ความรู้และการทำ ‘Personal Branding’ ของแพทย์เป็นหลัก

พญ. สุรางคณา ระบุถึงแนวทางการบริหารจัดการท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบันไว้ว่า “กุญแจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจากการขายคอร์ส เป็นการให้คำปรึกษาที่ตรงไปตรงมา พนักงานต้องมองลูกค้าเป็นคนไข้ที่ต้องได้รับการดูแลตามหลักวิชาชีพ เพื่อสร้างความไว้วางใจในระยะยาว”

หัวใจของธุรกิจความงามจึงไม่ใช่แค่การทำการตลาดที่หวือหวา แต่คือการรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความจริงใจต่อผู้รับบริการ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ธุรกิจยืนหยัดได้อย่างมั่นคงท่ามกลางคู่แข่งจำนวนมากในปัจจุบัน

แม้การเติบโตอุตสาหกรรมความงามของประเทศไทยจะมีแนวโน้มที่น่าจับตา แต่ยังมีจุดที่ต้องเร่งพัฒนาคือการขาดแคลนบุคลากรแพทย์ที่มีทักษะเฉพาะทางอย่างเพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อมาตรฐานการรักษาในภาพรวมได้

สำหรับสถาบันฝึกอบรมอย่าง ADMI จึงมุ่งเน้นการประสานความร่วมมือด้านวิชาการกับองค์กรจากต่างประเทศอย่าง ABAMCS จากสหรัฐอเมริกา และ KCCS จากเกาหลีใต้ เพื่อเสริมสร้างทักษะบุคลากรทางการแพทย์ให้ครอบคลุมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศความงามในประเทศไทย

ภาพ: SimpleBen.CNX / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...