โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชนกนันท์ ศุภศิริ -ภูมิใจไทย นำทัพ “สีน้ำเงิน” ปักธงจังหวัดแพร่

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 มีนาคม 2569 เวลา 8.18 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ชาวบ้านบอก ก็คือให้โอกาสมาหลายสมัย มันไม่ดีขึ้น เลยขอเลือกคนใหม่ ตัวเลือกใหม่ดีกว่า ที่เขาเห็นหน้าค่าตามากกว่านี้ ซึ่งเราเอง ก็จะทำอย่างเต็มที่เพื่อหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงจังหวัดแพร่ และพัฒนาจังหวัดแพร่ให้มันดีมากขึ้น ให้ทันยุคทันสมัย ผลักดันจังหวัดแพร่ให้เติบโตมากกว่านี้

ผลการเลือกตั้ง8 ก.พ.ที่ผ่านมา พื้นที่เลือกตั้ง"ภาคเหนือ"พบว่ามีหลายจังหวัด ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะจากเดิมที่นับแต่ ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยมาตั้งแต่ปี 2544 พรรคของทักษิณทั้งไทยรักไทย-พลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทย ได้ผูกขาดชัยชนะในหลายจังหวัดของภาคเหนือมาตลอดหลายสมัย จนภาคเหนือกลายเป็นฐานสำคัญทางการเมืองของทักษิณและเพื่อไทยมาตลอดร่วม 25 ปี

อย่างไรก็ตาม ผลเลือกตั้งครั้งนี้ หลายจังหวัดที่ภาคเหนือ เกิดการเปลี่ยนแปลง ขนาด"เชียงใหม่"จังหวัดบ้านเกิดของตระกูลชินวัตร รอบนี้สูญพันธุ์ พรรคเพื่อไทย ไม่ได้ส.ส.เขต เชียงใหม่ แม้แต่คนเดียว

และอีกหนึ่งจังหวัดที่น่าสนใจก็คือ"แพร่"ซึ่งเพื่อไทยผูกขาดมานานหลายสมัย แต่เลือกตั้งรอบนี้ "พรรคสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย"ประกาศศักดา คว้ามาได้สองที่นั่งจากสามเขตเลือกตั้ง จากสองพี่น้องตระกูล"ศุภศิริ"นั่นก็คือ เขต 1 "น.ส.ชนกนันท์ ศุภศิริหรือเบน"และ"ชนาธิป ศุภศิริ"ในเขต 2 โดยในส่วนของ "ชนกนันท์"เอาชนะคู่แข่งพรรคส้ม-ประชาชนที่มาอันดับสอง ขณะที่ ชนาธิปเอาชนะพรรคเพื่อไทย

เส้นทางการเมืองของสองพี่น้อง ศุภศิริ ที่ทำให้ภูมิใจไทย ปักธงที่แพร่ได้ จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

"ชนกนันท์ ศุภศิริ-ส.ส.แพร่ พรรคภูมิใจไทย"เล่าประวัติของตัวเองว่าเป็นบุตรสาวของ นายพงษ์สวัสดิ์ ศุภศิริ อดีตประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ -อดีตสจ.แพร่สี่สมัย ซึ่งครอบครัวเธอเป็นครอบครัวที่ทำงานการเมืองทั้งการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติมาตลอดหลายสิบปี เพราะนอกจากพ่อเป็นอดีตสจ.-อดีตประธานสภาอบจ.ฯ เธอก็คือหลานของแม่เลี้ยงติ๊ก ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตส.ส.แพร่ พรรคประชาธิปัตย์-อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติในสมัยที่ผ่านมา เพราะพ่อของชนกนันท์ที่เป็น ประธานสโมสรฟุตบอลแพร่ยูไนเต็ด ก็คือน้องชายของแม่เลี้ยงติ๊ก

สำหรับประวัติการศึกษา จบชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ -จบชั้นมัธยมปลายโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (มศว.) และจบปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต ด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจหรือBusiness English Communication ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยหลังจบการศึกษา ได้ทำงานหลายอย่างเช่น การเป็นแอร์โฮสเตส สายการบิน Asia Atlantic ซึ่งก็ทำได้สักระยะเกือบหนึ่งปี พอดีว่ามีโควิดระบาดหลายประเทศทั่วโลกเลยต้องหยุดการทำงาน จากนั้นก็ไปทำงานบริษัทออแกไนซ์ ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องการจัดคอนเสิร์ต โดยรับผิดชอบงานด้านการติดต่อกับต่างประเทศ ที่ทำอยู่ประมาณหนึ่งปี ก็พอดีเกิดโควิดระบาดรอบสองอีก ทำให้ต้องหยุดไป เลยกลับไปช่วยงานที่บ้านจังหวัดแพร่เต็มตัว ที่ก็ทำหลายอย่างโดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนเช่นเป็นอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของจังหวัดแพร่-ผู้อำนวยการมูลนิธิแพร่น้ำใจ เป็นต้น

..สำหรับการเข้าสู่การเมือง เริ่มจากการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 27 ปี ก็มีชื่อลงสมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ในลำดับที่ 110 (การเลือกตั้งปี 2562 เป็นการเลือกตั้งใช้บัตรใบเดียว เป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสม มีส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน) ซึ่งเป็นการเข้าไปเรียนรู้งานการเมือง-ฝึกงานการเมือง ซึ่งทำให้ได้ประสบการณ์ทางการเมืองหลายอย่าง โดยเฉพาะการเรียนรู้งานการเมืองจากพื้นที่และสถานการณ์จริงในการหาเสียงเลือกตั้ง

ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2566 ขยับมาอยู่ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ลงสมัครส.ส.แพร่ เขต 1 ซึ่งแม้ว่าจะไม่ชนะ แต่การที่ลงสมัครครั้งแรก กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เป็นพรรคการเมืองตั้งใหม่ แต่ได้คะแนนมาสองหมื่นคะแนน ส่วนตัวก็ถือว่าพอใจ เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างดีในสายตาเรา และในการเลือกตั้งครั้งนี้ มาลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย โดยลงสมัครเขตเดิมคือเขต 1 ซึ่งก็เอาชนะการเลือกตั้งมาได้

"ชนกนันท์"เล่าให้ฟังว่า มีความสนใจเรื่องการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง-การเมืองมาตลอด และด้วยความที่ครอบครัวคือคุณพ่อ ทำงานการเมืองเป็นอดีตสจ.มาสี่สมัย รวมประมาณ 16 ปี จึงทำให้คุ้นเคยกับการลงพื้นที่หาเสียงมาตั้งแต่เด็ก เคยไปช่วยพ่อหาเสียงเลือกตั้ง ขึ้นรถกระบะหาเสียง ทำให้เจอกับประชาชนชาวแพร่มาตลอด เมื่อเข้าสู่การเมืองครั้งแรกตอนปี 2562 กับพรรคประชาธิปัตย์แล้วไปช่วยหาเสียงจึงไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับเรา เพราะคุ้นชินกับบรรยากาศแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

จากแอร์โฮสเตส อาชีพในฝัน สู่เก้าอี้ ส.ส.แพร่ ภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า อาชีพที่อยากทำในช่วงก่อนหน้านี้ อยากเป็นอะไรหรืออยากทำงานอะไร "ชนกนันท์"เธอบอกว่า ความฝันก็คืออยากเป็น "แอร์โฮสเตส"และเมื่อได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ถือว่าบรรลุเป้าหมาย ที่เราอยากเป็น ทำให้เราได้รู้แล้วว่าอาชีพแอร์โฮสเตสเป็นยังไง การทำงานในอาชีพนี้เป็นอย่างไรแม้ว่าจะทำได้ไม่นาน แต่ถือว่าบรรลุเป้าหมายความฝันเราไปแล้ว ซึ่งเราก็ไม่ได้เสียดายที่เราหยุดตรงนั้นแล้วมาทำงานการเมืองจนถึงวันนี้ ไม่เสียดายเลย

ถามถึงว่าจากการที่ลงสมัครส.ส.เขตครั้งแรกในปี 2566 กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่แม้จะยังไม่ชนะการเลือกตั้ง สิ่งที่ได้จากการลงเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตคืออะไร"ชนกนันท์"ถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าวให้ฟังว่า ได้เรื่องของความอดทน แล้วก็ mindset ที่อดทนต่อสิ่งรอบข้างที่แบบคนวิจารณ์อะไรต่างๆ ประสบการณ์ช่วงนั้น ทำให้เรากลายเป็นคนที่คิดบวกมากยิ่งขึ้น ปล่อยวางมากยิ่งขึ้น มีสติในการทำอะไรหลาย ๆ อย่างมากยิ่งขึ้น เพราพอมีคนจับจ้อง พอมีคนพอสนใจตัวเรามากยิ่งขึ้น เราก็ต้องใช้ชีวิตแบบรอบคอบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะทำอะไรต่างๆ หรือว่าแนวคิดต่างๆที่จะสื่อสารออกไป และการที่ก่อนหน้านี้ตอนเลือกตั้งปี 2566 กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ตอนนั้นเป็นพรรคใหม่และเป็นพรรคเล็ก เราต้องพิสูจน์ตัวเองมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้ต้องพยายามทำผลงานต่างๆให้ออกมา โดยก็ได้รับความช่วยเหลือจากคุณป้า(นางศิริวรรณ) ด้วย ที่ถือว่าเป็นคนโชคดีคนหนึ่งที่ครอบครัวคอยซัปพอร์ตสนับสนุนการทำงานการเมือง

ถามต่อไปว่า ตอนที่แพ้เลือกตั้งครั้งแรกปี 2566 ตอนนั้นรู้สึกเสียใจหรือไม่ มีความคิดที่อยากจะเลิกการเมืองหรือคิดว่ายังไงจะลุยต่อเพราะจะเข้ามาทำงานการเมืองเต็มตัวแล้ว "ชนกนันท์"กล่าวว่า ตอนที่แพ้ครั้งนั้น ก็ต้องเสียใจอยู่แล้วเพราะเราทำเต็มที่แต่ว่าเราไม่เสียดายเวลาที่ผ่านมา โดยการเลือกตั้งปี 2566 ใช้เวลาหาเสียงนานกว่ารอบนี้ เพราะครั้งนั้นใช้เวลาร่วม 2-3 เดือน คือเริ่มหาเสียงตั้งแต่ตอนโควิดระบาด ลงพื้นที่หาเสียงเรื่อยมาแบบจริงจัง แต่เมื่อผลเลือกตั้งออกมาไม่ชนะ ก็ไม่ได้เสียใจ เพราะเราเต็มที่ทุกอย่าง แล้วก็มีคนรักค่อนข้างเยอะ มีเสียงตอบรับมาก ได้เสียงตอบรับที่ดีจากพี่ป้าน้าอาในชุมชนที่ให้กำลังใจจำนวนมาก

..อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งที่แม้จะยังไม่ชนะ แต่ก็ได้เข้าไปทำงานการเมือง ไปเรียนรู้งานการเมืองเต็มตัวในสภาฯ ไปทำงานอยู่ในคณะกรรมาธิการของสภาฯ ชุดต่างๆ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการพิจารณาการออกกฎหมายที่เป็นบทบาทหน้าที่ของส.ส. ตอนนั้น ก็ไปเป็นกรรมาธิการอยู่หลายคณะ เช่น คณะกมธ.วิสามัญศึกษาเรื่องภัยแล้ง -การเกษตร ฯ หรืออนุกรรมาธิการในเรื่องของกีฬา ไปศึกษาเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับเรื่องกีฬาฯ รวมถึงร่วมเป็นกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.ของสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น

..ประสบการณ์การทำงานดังกล่าวทำให้เราได้ประสบการณ์ ได้เรียนรู้เรื่องการร่างกฎหมายหลายเรื่อง รวมถึงทำให้เราได้ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่แต่ละจังหวัดของส.ส.ในสภาฯ เวลานั้น ที่ได้รู้จักและเคยร่วมงานกัน เช่น เวลาประชุมกมธ.วิสามัญศึกษาเรื่องภัยแล้ง เราก็จะถามกับพวกพี่ๆนักการเมืองแต่ละจังหวัดว่าจังหวัดเขามีสภาพพื้นที่เป็นอย่างไร แตกต่างจากที่จังหวัดแพร่อย่างไร ก็ทำให้เราได้เรียนรู้จากพวกรุ่นพี่ ๆ ส.ส.

สำหรับ"ชนกนันท์"ที่เอาชนะการเลือกตั้งในเขต 1 จังหวัดแพร่ พบว่าได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 34,337 คะแนน โดยเมื่อถามว่า คิดว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง เลือกให้เข้าไปเป็นส.ส. กับคำถามนี้ "ชนกนันท์-ส.ส.แพร่สมัยแรก"บอกว่า อย่างแรกเลย คิดว่าด้วยการที่เราทำงานในพื้นที่มานาน แล้วก็รับฟังปัญหาของพี่น้องในพื้นที่มานาน ตั้งแต่ตอนโควิดระบาดเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ถือว่ารวมเวลาร่วม 8 ปีที่เราอยู่กับชาวบ้านมา แล้วปัญหาบางเรื่องเราก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้เขาด้วย อันเป็นหลักประกันยืนยันได้ว่าพี่น้องประชาชนสามารถพึ่งพาอาศัยเรา และเชื่อมั่นในตัวเราว่าเราจะสามารถพัฒนาจังหวัดแพร่ได้

..ทีมเราก็มีแม่เลี้ยงติ๊ก ศิริวรรณ ที่คอยช่วยกันแก้ไขปัญหาให้ประชาชนด้วย การทำงานของเราทำงานแบบเป็นทีมงาน ที่ค่อนข้างเข้มแข็งซึ่งถือเป็นจุดแข็งของเรา รวมถึงการมีความสามารถในการพัฒนาและมีผลงานที่เป็นรูปธรรม ปัญหาต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนบอกมา เราก็สามารถช่วยเหลือแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดแพร่ ที่เป็นผลงานให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าทีมเราจะพัฒนาเมืองแพร่ได้อย่างแน่นอน

..อย่างวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีแพร่ ที่มีการประสานและผลักดันเรื่องของงบประมาณให้เกิดขึ้น ที่ก็ช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจในจังหวัดแพร่เราด้วย เพราะว่ามีนักศึกษาพยาบาลจากจังหวัดอื่นก็มาเรียนที่จังหวัดแพร่กันเยอะ ผลก็คือทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในจังหวัดแพร่ ซึ่งตรงนี้ ก็มีความพยายามที่จะทำให้เศรษฐกิจจังหวัดแพร่เติบโตมากขึ้น มีเป้าหมายที่จะอยากจะเพิ่มจีดีพี ต่อหัวในจังหวัดแพร่ให้สูงขึ้น เพราะจังหวัดแพร่เราเป็นจังหวัดเล็ก ก็อยากจะผลักดันเรื่องเศรษฐกิจจังหวัดแพร่รวมถึงการสนับสนุนเรื่องของการกีฬา ฯ โดยใช้กีฬามาช่วยพัฒนาส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในจังหวัดและทำให้เยาวชนในจังหวัด มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถ โดยมีเป้าหมายคือผลักดันต่อยอดให้น้องๆ เยาวชนของจังหวัดแพร่เป็นนักกีฬาอาชีพ ที่เลี้ยงครอบครัวแล้วก็สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดแพร่และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

นำทัพสีน้ำเงินปักธงจังหวัดแพร่ คนละครึ่ง-ดรีมทีมภท. มีส่วนสำคัญ

"ชนกนันท์"ยอมรับว่า กระแสของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เช่นการทำโครงการคนละครึ่งพลัส ตลอดจนการที่พรรคภูมิใจไทยชูเทคโนแครตที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลมาหาเสียงด้วยเช่นนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ มีส่วนอย่างมากในการทำให้ได้เสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดแพร่ เพราะที่จังหวัดแพร่ต้องการเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมาก ซึ่งคนละครึ่งพลัส เป็นที่ถูกใจของคนในจังหวัดแพร่มาตั้งแต่รอบแรกแล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมีการสานต่อในรัฐบาลนายกฯอนุทิน โดยพรรคภูมิใจไทย ก็มีแนวนโยบายจะกลับมาสานต่อคนละครึ่งในเฟสสอง

..โครงการคนละครึ่งพลัส ตรงนี้ทำให้พ่อค้าแม่ค้าก็เลือกเราด้วย โดยเลือกทั้ง 2 ใบก็คือเลือกตัวเราและเลือกพรรคภูมิใจไทยในระบบปาร์ตี้ลิสต์ เพราะว่าอยากให้กลับมาทำคนละครึ่งพลัสต่อ รวมถึงเรื่องสินค้าเกษตร อย่างข้าว ที่รมว.พาณิชย์ คุณศุภจี ก็ทำให้สามารถขายข้าวในราคาที่สูงขึ้นได้ ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นของพรรคภูมิใจไทย โดยที่จังหวัดแพร่ ก็พูดถึงรัฐมนตรีศุภจีเยอะ อยากจะให้เราเป็นตัวกลางที่จะประสาน ระหว่างกระทรวงเกษตรฯกับกระทรวงพาณิชย์ ทำให้ขายข้าวโพดและข้าวเหนียว ให้มีราคาที่สูงขึ้นเหมือนกับราคาข้าวหอมมะลิ ที่ท่านศุภจีทำมาแล้ว ตรงนี้ก็เป็นความหวัง

เมื่อถามย้ำว่า ที่จังหวัดแพร่ พรรคของฝ่ายนายทักษิณ คุมพื้นที่จังหวัดแพร่มาได้ตลอด ตั้งแต่ปี 2544 เป็นเวลาร่วม 25 ปี มองว่าเพราะเหตุใดการเลือกตั้งครั้งนี้ ถึงเกิดการเปลี่ยนแปลง พรรคภูมิใจไทยสามารถปักธงที่แพร่ได้ "ชนกนันท์"ให้ความเห็นว่า อาจจะเป็นเพราะว่าจังหวัดแพร่ พอได้ส.ส. จากบางพรรคการเมืองมาหลายปี ซึ่งเราก็ไม่ได้โจมตีเขาว่าไม่ดี แต่คิดว่าเรื่องของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงมันช้า คือศักยภาพของส.ส.เก่าเองอาจไม่ได้ดีพอสำหรับตอนนี้แล้ว ตอนนั้นเขาอาจจะโอเค แต่ในยุคสมัยปัจจุบัน มันต้องก้าวกระโดดไปเร็ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงเร็วไปหมด อย่างที่ชาวบ้านสะท้อนว่า หากเลือกคนเดิมก็เหมือนเดิม อย่างน้อยเลือกคนใหม่เผื่อว่าจะได้สิ่งใหม่ๆเข้ามาที่ดีกว่า

"ตัวบุคคลเป็นสิ่งสำคัญกับการที่พี่น้องเลือกในรอบนี้ ในพื้นที่อยากที่จะเปลี่ยนคน เปลี่ยนคนใหม่ ชาวบ้านพูดติดปากเลยว่า เปลี่ยนคนใหม่เพื่อที่จะมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น เพื่อหวังว่าจะมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น เพราะเคยเลือกคนเดิม ๆ มาแล้วมันนิ่ง พัฒนาช้า อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในจังหวัดแพร่ เพราะว่าผูกขาดมาหลายสมัย ให้โอกาสมาหลายสมัย คืออันนี้คนอื่นเขาบอก ชาวบ้านบอก ก็คือให้โอกาสมาหลายสมัยไม่ดีขึ้น เลยขอเลือกคนใหม่ ตัวเลือกใหม่ดีกว่า ที่เขาเห็นหน้าค่าตามากกว่านี้ ซึ่งเราเอง จะทำอย่างเต็มที่เพื่อหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงจังหวัดแพร่ และพัฒนาจังหวัดแพร่ให้มันดีมากขึ้น ให้ทันยุคทันสมัย ผลักดันจังหวัดแพร่ให้เติบโตมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเติบโตสิบเปอร์เซ็นต์หรือยี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าทำได้สำเร็จ อย่างน้อยขอไม่ย่ำอยู่กับที่"

โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...