โฆษกกองทัพเรือ เผย ‘เรือมยุรี นารี’ ยังลอยลำอยู่ในพื้นที่สู้รบ คาดไม่ได้ทิ้งสมอ
พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกับญาติของลูกเรือที่ยังสูญหายจากเหตุถูกโจมตีที่ช่องแคบฮอร์มุซ หลังเข้าพบ เพื่อให้ข้อมูลและประสานความช่วยเหลือ ว่า กองทัพเรือได้รับทราบข่าวนี้ตั้งแต่วันเกิดเหตุจากระบบติดตามเรืออัตโนมัติ และเห็นการเคลื่อนไหวของเรือและเรือมยุรีนารี เป็นเรือที่เราให้ความสนใจอยู่แล้ว ซึ่งจากระบบติดตามเรือเท่าที่ข้อมูลพบว่า ปลายทางของเรือมยุรีนารี มุ่งหน้าไปทางมหาสมุทรอินเดีย ประเทศอินเดีย
ทั้งนี้กองทัพเรือได้เฝ้าดู และได้แจ้งเตือนไปสมาคมเจ้าของเรือไทย และบริษัทเรือ ว่าช่วงนี้ยังคงอยู่ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง จึงอยากให้หลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอยากทำความเข้าใจกับครอบครัวของผู้สูญหายว่า เราประเมินความเสี่ยงแล้ว โดยเราดูภาพรวมความขัดแย้งในพื้นที่ และขีดความสามารถ รวมถึงโอกาส จึงได้ให้ข้อมูลกับบริษัทเรือไทยว่าอยากให้หลีกเลี่ยง นี่คือการทำหน้าที่ของกองทัพเรือ
และหลังเกิดเหตุ กองทัพเรือ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กองทัพเรือที่ทำงานประจำอยู่บาห์เรนว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้น จึงได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือทางนั้น ประสานกับสถานทูตกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อให้เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือ ซึ่งผู้บัญชาการทหารเรือไทยมีความห่วงใย จึงได้ติดต่อไปยังผู้บัญชาการกองทัพเรือโอมานโดยตรง จากนั้น กองทัพเรือโอมานได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือล็อตแรก 20 คนขึ้นฝั่ง และลูกเรือที่ช่วยเหลือมาได้ทุกคนปลอดภัยดี อาจจะมีบาดเจ็บเล็กน้อย โดยสถานทูตกำลังอำนวยความสะดวกช่วยเหลือเรื่องการเข้าออกเมือง เพื่อให้กลับประเทศไทย
ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือไทย ก็ได้ย้ำกับผู้บัญชาการทหารเรือโอมานว่ายังขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม ในการช่วยเหลือลูกเรือที่ตกค้าง อีก 3 คน และเท่าที่ประสานงาน 2 วันที่ผ่านมา เราเห็นความตั้งใจของกองทัพเรือโอมานในการช่วยเหลือและปฏิบัติการ แต่ก็มีประเมินความเสี่ยงด้วยเพราะกองทัพเรือโอมาน เป็นกำลังทหาร ซึ่งตรงนั้นเป็นพื้นที่สู้รบ และคู่ขัดแย้งยังประกาศปิดอ่าว ดังนั้นจึงต้องระวัง และอยากให้เข้าใจว่า กองทัพเรือโอมานไม่ได้จะไม่ช่วย เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และกองทัพเรือโอมานได้ส่งส่วนเหนือเข้าไปสังเกตการณ์ตลอด และเขาก็พยายามวางตัวเป็นกลาง ดังนั้นการจะเข้าไปในพื้นที่ จะต้องมีความร่วมมือมากกว่านั้น แต่เท่าที่ได้รับแจ้ง ยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม
ทั้งนี้สิ่งที่กองทัพเรือไทยได้รับความคืบหน้าคือ เรือมยุรีนารี ยังมีควันไฟเกิดขึ้นกับเรือ และอย่างอื่นไม่มีความเคลื่อนไหว จากพิกัดของเรือ ทำให้คาดว่า “เรือลำนี้ เมื่อถูกโจมตีแล้ว ไม่ทันได้ทิ้งสมอ และยังลอยขึ้นลงตามน้ำ เพื่อมุ่งหน้าเข้าอ่าวเปอร์เซีย ดังนั้นยังคงลอยไปเรื่อยๆ และตอนนี้เรือมีการเคลื่อนที่ช้าๆ ลอยจากจุดเกิดเหตุ มาทางตะวันออกเฉียงใต้ มากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสน้ำกระแสลม และที่ยืนยันได้ว่า เรือมยุรีนารียังอยู่ในพื้นที่สู้รบ”
ทั้งนี้กองทัพเรืออยากให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญหาย ว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง แม้กองทัพเรือไทยไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง เพราะไม่มีศักยภาพในการส่งกำลังเข้าไป เนื่องจากเป็นพื้นที่สู้รบ และเรามีความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นอย่างดีที่เราได้ร้องขอไป และกองทัพเรือไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ผู้บัญชาการทหารเรือไทยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเป็นห่วงคนไทยด้วยกัน และหากครอบครัวของผู้สูญหายอยากให้กองทัพเรือทำอะไรเพิ่มเติม ถ้าเราทำได้ก็จะทำทันที
พลเรือตรีปารัช ระบุอีกว่า ความเสียหายของเรือจากภาพที่เห็นพบว่า มีตัวฉีกขาดบริเวณแนวน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวล และข้างเรือที่หน้ากราบซ้าย รวมถึงบริเวณท้ายเรือด้านหลังสะพานเดินเรือที่เกิดควันไฟ ซึ่งส่วนหลังเป็นส่วนขับเคลื่อนหลัก ด้านหน้าเป็นเหมือนกระบะใส่ของ ไม่มีระบบหลัก จึงขอแจ้งญาติว่า ผู้สูญหายทั้งสองท่านจากข้อมูลทำหน้าที่เกี่ยวกับวิศวกรกับเครื่องกล ดังนั้นระบบหลักอยู่ท้ายเรือ
ส่วนสภาพเรือจะทำให้เรือมีโอกาสจมหรือไม่นั้น พลเรือตรีปารัช อธิบายว่า การโดนโจมตีครั้งนี้ คือ โดนส่วนสำคัญของเรือ ดังนั้นยังประเมินความเสียหายของเรือไม่ได้ว่า ความเสียหายมากแค่ไหน เพราะไม่เห็นความเสียหายข้างใน และยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าถูกโจมตีจากอะไร ทำให้ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะประเมินได้ว่า เรือเสียหายแค่ไหน
“แต่ ณ วันนี้ เรือยังมีกำลังลอย เพราะอัตราการลอยมีสูง คาดว่าคงจะถูกถ่ายสินค้าออกไปแล้ว เนื่องจากท้องเรือโผล่พ้นน้ำมาเยอะ และเมื่อเรือยังมีกำลังลอยอยู่ เรายังมีโอกาสกู้เรือได้ ซึ่งเป็นเรื่องของบริษัทเจ้าของเรือที่จะดำเนินการ เรื่องของการกู้ซากเรือ”
ส่วนเรือที่ยังอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย พลเรือตรีปารัช ระบุว่า ขณะนี้จากข้อมูล เรือที่ที่อยู่บริเวณนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยทั้ง 3 ประเภท คือ เรือสัญชาติไทย จดทะเบียนในไทยของคนไทย และเรือที่เจ้าของเป็นคนไทยไปจดทะเบียนต่างประเทศ รวมถึงเรือต่างประเทศที่มีคนไทยเป็นลูกเรือ ซึ่งทั้ง 3 ประเภท กองทัพเรือสนใจทั้งหมด และจากการตรวจสอบพบว่าใน 3 กลุ่มนี้ ตอนนี้เรือที่ยังอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย อีก 3 ลำ โดยกองทัพเรือได้ประสานงานกับบริษัทเรือ ขณะนี้สถานการณ์ยังมีความเสี่ยง ยังไม่อยากให้เคลื่อนที่เรือและยังไม่อยากให้ออกเดินทางตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย และข้อมูลตอนนี้เรายังไม่สามารถพาเรือทั้ง 3 ลำออกจากตรงบริเวณดังกล่าวได้
พลเรือตรีปารัช ยังย้ำด้วยว่า เนื่องจากน่านน้ำ ไม่ได้อยู่ในเขตประเทศไทย กองทัพเรือทำได้แค่ประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือน และเราไม่มีอำนาจไปบริหารจัดการในพื้นที่นั้น เพราะเป็นทะเลที่อยู่นอกเขตประเทศไทย กองทัพเรือไทยทำได้แค่แจ้งเตือน ดังนั้นการเดินเรือเป็นสิทธิของกัปตันเรือ และบริษัทเจ้าของเรือ
ซึ่งที่ผ่านมากองทัพเรือแจ้งเตือนฉบับที่ 1 ไป 24 กุมภาพันธ์ หลังประเมินสถานการณ์ ว่าพื้นที่มีความเสี่ยงสูงให้หลีกเลี่ยง และฉบับที่ 2 ออกเตือนวันที่ 2 มีนาคม และครั้งที่ 3 เป็นการเชิญมาประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 6 มีนาคม โดยตัวแทนบริษัทได้เข้ามาร่วมประชุมกับกองทัพเรือที่กรมยุทธการทหารเรือ เพื่อมารับทราบสถานการณ์ร่วมกัน รวมถึงแนวทางถ้าประสบเหตุแล้วต้องทำอย่างไร และให้ช่องทางติดต่อสื่อสารฉุกเฉินไว้ โดยวันที่ 6 มีนาคมที่มีการประชุม ผู้แทนบริษัทมยุรีนารี ก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วย และมีข้อซักถาม มีข้อสงสัยในบางเรื่อง โดยกองทัพเรือเราได้ตอบข้อซักถาม และกองทัพเรือเข้าใจว่าบริษัทมีการประเมินความเสี่ยงเองด้วย
ทั้งนี้ กองทัพเรือ ทำได้แค่แจ้งเตือนและให้ข้อมูลได้ที่เป็นประโยชน์สูงสุดแต่ไม่มีอำนาจในการสั่งการนอกเขตน่านน้ำไทยจากนั้นวันที่ 10 มีนาคม กองทัพเรือได้ออกหนังสืออีกฉบับ เพื่อยืนยันผลประชุมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม
“เราขอยืนยันอีกครั้ง กองทัพเรือไม่ได้นิ่งดูดาย แม้จะเป็นหน่วยงานเล็กๆ ความสามารถมีจำกัด แต่เราใช้ทุกวิถีทางที่เราทำได้ในการช่วยเหลือประชาชนไทยในบริเวณที่เกิดเหตุ และเราจะทำต่อไป และตอนนี้ก็ทราบว่ามีหลายหน่วยงานเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เช่น กต. ที่ทำหน้าที่อยู่” และหลังจากนี้ ยืนยันว่า หากทันทีที่กองทัพเรือมีข้อมูลทราบข่าว เราจะนำข้อเท็จจริงมาชี้แจงอย่างแน่นอน.