ทนายแจง “เบน สมิธ” ไม่ใช่สแกมเมอร์ ที่หนีเพราะไม่มั่นใจระบบยุติธรรม
(3 มี.ค. 69) จากกรณีตำรวจสอบสวนกลาง ออกหมายจับ “เบน สมิธ” และภรรยา ในคดีฉ้อโกงนักธุรกิจลงทุนข้ามชาติหลายโครงการ สูญเงินกว่าพันล้านบาท และขยายผลตรวจค้น 6 จุด พื้นที่ภาคกลาง อายัดพยานหลักฐาน 13 รายการ นับหมื่นล้านบาท
.
ล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. วันนี้ นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของเบน สมิธ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวตอบโต้ โดยระบุว่า ข้อหาในหมายจับแท้จริงแล้วเป็นเพียงคดีที่มีความพิพาททางแพ่ง เป็นความผิดพลาดในการซื้อขายหุ้นบริษัทเท่านั้น ไม่ได้เป็น “บิ๊กสแกมเมอร์” ระดับแมมมอส ตามที่นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน โพสต์กล่าวหา และมองว่ามีความพยายามปั่นกระแสเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นในคดีที่ลูกความตนฟ้องหมิ่นประมาทนายรังสิมันต์อยู่ และอดคิดไม่ได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่
.
ขณะเดียวกัน ทนายวิฑูรย์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติที่คดีมีมูลค่าความเสียหาย 991 ล้านบาท แต่กลับมีการยึดทรัพย์ไปกว่าหมื่นล้านบาท ไม่ได้สัดส่วนกับความเสียหาย
.
ทนายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่ากังวลของคดีนี้คือมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจากเรื่องซื้อหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญา ซึ่งรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมดเพราะต้องนําไปใช้ต่อสู้ทางคดี แต่คดีของบริษัทลาวที่แจ้งกับทาง CIB มีข้อพิรุธหลักๆ 3 ประการ 1.ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้แจ้งความว่าเป็นบริษัทอะไร 2.ในเนื้อคดีมีการแจ้งความตั้งแต่ปี 67 ปรากฏว่าล่วงแรกหนังสือมอบอํานาจจากประเทศลาวไม่มีการรับรองรายมือชื่อจนเวลาผ่านมาถึง 9 ก.พ. มีตํารวจท่านหนึ่งใน CIB ติดต่อไปทางผู้เสียหายในลาวหรือบริษัทในลาวบอกให้ไปแจ้งความใหม่และทําหนังสือมอบอํานาจอีกรอบหนึ่งและมาแจ้งความเมื่อ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา และวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมามีการตัดหมายเลขคดีอาญาและวันที่ 26 ก.พ. มีการออกหมายจับ น่าแปลกใจที่ระยะเวลาคดีรวดเร็วมากน่าต้องใจพอสมควร จึงอยากให้ทําคดีรวดเร็วกับทุกๆคดีให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
.
ข้อพิรุธสุดท้ายคือมีการพูดว่าถูกโกงเมื่อปี 65 และมาแจ้งความปี 67 ซึ่งเป็นคดีฉ้อโกงปกติในคดีอาญาส่วนตัว ระยะเวลาในการร้องทุกข์เพียง 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบ ซึ่งอายุความร้องทุกข์ขาดมาปีกว่าแต่ CIB กลับรับแจ้งความเป็นสิ่งที่น่าตกใจมากซึ่ง CIB อาจบอกว่าเป็นคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ แต่อยากฝากถึงสังคมว่าคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ คนแรกที่โดนคือ “ทนายตั้ม” และศาลแพ่งมีคําสั่งคืนทรัพย์สินให้ทนายตั้มแล้ว ซึ่งคุณเบน สมิธ เป็นคนที่ 2 ที่โดน จึงมองว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติและมีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่
.
ส่วนกรณีที่หลายคนสงสัยว่าเหตุใดคุณเบน สมิธ ไม่เคยไปชี้แจง ทนายวิฑูรย์ โชว์เอกสารยืนยันว่า คุณเบน สมิธ ได้มีการชี้แจงต่อตํารวจ CIB เมื่อวันที่ 10 กรกฏาคม 2567 มีการลงรับเรียบร้อยแต่ก็มีการออกหมายจับทีหลังและที่น่าสนใจคือยึดทรัพย์ไปก่อนและคดีอาญาตามมาทีหลังซึ่งไม่มีใครเขาทํากันเพราะปกติต้องคดีอาญามาก่อนและคดีฟอกเงินตามมา
.
ทนายวิฑูรย์ บอกอีกว่า ตอนนี้นายเบน สมิธยังไม่มีการแจ้งเรื่องการจะกลับมาสู้คดี เพราะยอมรับว่าในประเทศไทยเรื่องการประกันตัวเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในความสนใจ ส่วนตัวมองว่า ถ้าเบน สมิธ กลับมาต่อสู้คดีก็ควรจะให้สิทธิประกันตัวที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่เช่นนั้นคงต้องชั่งน้ำหนักว่าการกลับของนายเบน สมิธจะคุ้มที่จะเสี่ยงหรือไม่ อีกทั้งคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองสูงมากและเมื่อเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงรวมถึงเป็นบุคคลที่สังคมจับตามอง ส่วนมากศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัว
.
ส่วนหลักฐานในการต่อสู้คดี ทนายความบอกว่า ที่ผ่านมาเอกสารหลักฐานที่ยื่นให้ตำรวจสอบสวนกลางค่อนข้างชัดและครบถ้วน หลังจากนี้จะยื่นอะไรเพิ่มหรือไม่จะต้องหารืออีกครั้ง
.
เมื่อถามว่า นาย เบน สมิธ เคยคิดหรือไม่ว่าจะถูกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทนายวิฑูรย์ตอบว่า นักธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยก็รู้จักนักการเมืองทั้งนั้น วันหนึ่งบุคคลเหล่านั้นอาจจะถูกโยงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ที่เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็เป็นได้
.
ส่วนตอนนี้เบนสมิธอยู่ที่ประเทศใด ทนายวิฑูรย์ตอบว่า “ขอไม่บอก”
.
(ภาพ: Kongpob Jamsri / Thai News Pix)