โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จากมือทองหุ้นไอพีโอ 5 แสนล้าน สู่ รองผู้จัดการ ตลท. ยุคท้าทายของสายงานออกหลักทรัพย์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ม.ค. เวลา 11.47 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. เวลา 04.47 น.

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการทบทวนกระบวนการไอพีโอเพื่อให้ตลาดหุ้นไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ และประสานความร่วมมือกับบีโอไอ เพื่อดึงบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ระดมทุนในไทย เช่น อาจมีการเสนอขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ยาวขึ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจ”

สรวิศ ไกรฤกษ์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 โดยจะเริ่มดูแลเต็มตัวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569

สรวิศ มีประสบการณ์การทำงานด้านการเงินการลงทุนและตลาดทุนกว่า 29 ปี อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย เลห์แมน บราเธอร์ ธนาคารกรุงเทพ โดยตำแหน่งงานล่าสุดก่อนมาร่วมงานที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ คือกรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บล.บัวหลวง จบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics & Political Science สหราชอาณาจักร London School of Economics & Political Science (LSE) จบปริญญาโทด้านการเงินจาก London Business School สหราชอาณาจักร London Business School ประเทศอังกฤษ เริ่มต้นทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในฝ่ายวิชาการ ปี 2538 เป็นเวลา 5 ปี

สรวิศ เล่าให้ การเงินธนาคาร ฟังว่า หลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้เปลี่ยนเป้าหมายมาสนใจสายงานวาณิชธนกิจ โดยช่วงนั้นสมัครงานไปหลายที่แต่ไม่มีใครรับเพราะจบไม่ตรงสายและเป็นช่วงวิกฤต จึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการเงินและได้กลับมาทำงานด้านวาณิชธนกิจที่ เลห์แมน บราเธอร์ส สถาบันการเงินระดับโลกของอเมริกา เป็นเวลา 2 ปี

วาณิชธนากรมือทอง

ทำดีลไอพีโอมาแล้ว 5 แสนล้าน

เรียกได้ว่า สรวิศผ่านยุคทองของตลาดทุน ด้วยการทำดีลการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) มีมูลค่าระดมทุนรวมกันสูงถึง 500,000 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะซบเซา สภาพคล่องหดหาย หุ้นไอพีโอส่วนใหญ่ปรับตัวลงต่ำกว่าราคาเสนอขาย (ต่ำจอง) จึงถือเป็นความท้าทายของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเฉพาะสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด

“จากประสบการณ์ทำงานทั้งหมดที่ผ่านมา ผมได้เห็นถึงวัฏจักรตลาดทุนไทย ตั้งแต่ยุครุ่งเรือง จนถึงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ตลาดทุนตกต่ำมาก และผ่านพ้นวิกฤตจนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในปี 2543 ซึ่งยุคนั้น บมจ.ปตท.(PTT) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ”

สรวิศกล่าวว่า ในปี 2558 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถือเป็นยุคทองของหุ้นไอพีโอและได้มีส่วนร่วมในการทำไอพีโอบริษัทขนาดใหญ่กว่า 10 บริษัท มีมูลค่าระดมทุนรวมกันกว่า 500,000 ล้านบาท อีกทั้งได้ทำดีลขนาดใหญ่ โดยต้องประสานงานกับบริษัทหลักทรัพย์ ประมาณ 4-6 ราย ทั้งไทยและต่างชาติ เช่น บมจ.การบินกรุงเทพ (BA), บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC), กลุ่มโรงไฟฟ้า 3 บริษัทซึ่งเป็นดีลที่ทำติดต่อกัน ได้แก่ บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP), บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บมจ.โอสถสภา (OSP), บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) และ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) เป็นต้น

ผ่านไป 10 ปี หรือปี 2568 ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงขาลง มีจำนวนหุ้นไอพีโอเพียง 17 ตัว มูลค่าระดมทุนรวม 12,000 ล้านบาท ต่ำที่สุดในรอบ 10 กว่าปี โดยไอพีโอส่วนใหญ่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีจำนวน 11 บริษัท และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 6 บริษัท ในจำนวนทั้งหมด มี 2 บริษัทที่ใช้วิธีการสำรวจความต้องการซื้อจากนักลงทุนสถาบัน (Book Building)

พร้อมอธิบายถึง Book Building ว่า คือการประมูลราคาหุ้น โดยที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) กับผู้ออกหลักทรัพย์ (Issuer) จะนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์)จากนั้นนักลงทุนสถาบันจะวิเคราะห์เพื่อกำหนดราคาที่ต้องการซื้อ โดยผู้ขายจะกำหนดช่วงราคา และให้นักลงทุนสถาบันส่งความต้องการซื้อเข้ามาในแต่ละระดับราคา ซึ่งความต้องการรวมจะใช้คำนวณสัดส่วนการจองเกิน โดยการ Book Building จะให้ผลลัพธ์ที่เป็นจริงและถือเป็น “ราคาตลาด” ณ วันนั้น

ปี 2568 ถือเป็นปีที่ 3 ที่บรรยากาศการลงทุนไม่เอื้ออำนวย มีไอพีโอจำนวน 12 บริษัท ที่ราคาปรับตัวลงต่ำกว่าราคาเสนอขาย (ต่ำจอง) หากพิจารณาตามมูลค่าการระดมุทนพบว่ามีเพียง 42% ของมูลค่ารวมที่ต่ำจอง ถือว่ายังมีจำนวน 58% ที่เหนือจอง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทชะลอการไอพีโอหรือราคาต่ำลงในปี 2568 นี้ มี 3 ปัจจัยหลักคือ ภาวะตลาดที่ไม่เอื้อ มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยที่ซบเซา

เล็งปรับเกณฑ์ไอพีโอ

เพิ่มขีดแข่งขันต่างประเทศ

สรวิศกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการทบทวนกระบวนการไอพีโอ เพื่อให้ตลาดหุ้นไทยสามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้ และในทางปฏิบัติการเตรียมตัวก่อนทำไอพีโอและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจใช้เวลาถึง 2-3 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังหารือเพื่อปรับปรุงมาตรการสร้างเสน่ห์ให้กับตลาดทุนไทย ที่เป็นหนึ่งในมาตรการที่จะนำมาทบทวนอีกครั้ง รวมถึงการพิจารณาใช้หลักการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น (Disclosure-Based) ซึ่งเป็นหลักการสากล เพื่อลดความล่าช้าในขั้นตอนการอนุมัติ

อีกทั้งได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อดึงบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เข้ามาทำไอพีโอในไทย ซึ่งอาจมีการเสนอให้ขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ยาวขึ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจ หากบริษัทเลือกจดทะเบียนในประเทศ และต้องรอติดตามรายละเอียดที่จะกำลังเตรียมออกมาในอนาคต โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายคือ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV), กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ECV) และ อุตสาหกรรมดิจิทัลและเศรษฐกิจใหม่ (Digital New Economy)

สำหรับแผนงานดึงนักลงทุนต่างประเทศ จะเน้นการออกไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) สำหรับนักลงทุนรายย่อย จะเน้นการทำงานร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ผ่านแคมเปญต่างๆ เพื่อเพิ่มกิจกรรมในตลาด สิ่งสำคัญคือ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Product Diversity) ที่ครอบคลุมทุกความเสี่ยง มีการโปรโมตสินค้าที่มีความเสี่ยงต่ำ (Bond Connect) และสินค้าระดับโลกผ่าน Depositary Receipt (DR) ซึ่งมีการเติบโตสูง สะท้อนพฤติกรรมนักลงทุนที่ต้องการลงทุนต่างประเทศ

“ในปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์และโบรกเกอร์จะร่วมกันทำงานมากขึ้น เพื่อพัฒนาตลาดทุนไทยให้สามารถเติบโตต่อไปได้ และออกแคมเปญต่างๆ เพื่อให้ตรงความต้องการของนักลงทุน รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่ใช่แค่หุ้น มีการเพิ่ม DR ให้มากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนมีทางเลือก ดีกว่าให้นักลงทุนหนีไปลงทุนที่อื่น และเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) และอนุพันธ์ ที่อยากให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงมากยิ่งขึ้น”

ภารกิจสร้างมูลค่าเพิ่มให้ บจ.

ฟื้น ROE-ดึงนักลงทุนกลับตลาด

สรวิศกล่าวว่า ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กว่า 800 บริษัท มีภาพรวมอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ลดลงตามเศรษฐกิจ ทั้งจากผลประกอบการไม่เติบโต และเศรษฐกิจชะลอ สะท้อนจากภาพใหญ่ของประเทศ ดังนั้น การทำให้นักลงทุนกลับมาสนใจ จึงเกิดโครงการ Jump+ เป็นโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริม บจ.ให้เติบโตแบบก้าวกระโดด การสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนด้านแผนธุรกิจ, ธรรมาภิบาล, ESG, การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการสื่อสารกับนักลงทุน พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและเงินสนับสนุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในตลาดทุนไทย โดยเน้นบริษัทขนาดกลางและเล็ก และต้องการให้มีพื้นที่ในการเล่าแผนธุรกิจ ไปยังนักลงทุนหน้าใหม่มากขึ้น

โดย บจ.ต้องทบทวนแผนงานและนำเสนอแผนธุรกิจในระยะเวลา 3 ปีว่าควรจะลงทุนอะไรและจะเติบโตอย่างไร เพื่อนำเสนอนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ รวมถึงด้าน ESG และธรรมาภิบาล ณ เดือนธันวาคม 2568 มี บจ.เข้าร่วมแล้ว 94 บริษัทถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 80-100 บริษัท โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขยายเวลาไปจนถึงเดือนมีนาคม 2569 เพื่อให้หลายบริษัทที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ Jump+ ได้มีการเตรียมตัวมากยิ่งขึ้น โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะให้นักลงทุนเข้ามาศึกษาติดตามแผนงานของ บจ.และต่อจากนี้คาดว่าจะมีนักลงทุนสนใจมากยิ่งขึ้น

เร่งพัฒนา Tools-Education

ดึงนักลงทุนรุ่นใหม่เข้าตลาดทุน

สรวิศกล่าวว่า การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ สิ่งที่จำเป็นคือเครื่องมือ (Tools) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯให้ข้อมูลกับโบรเกอร์เพื่อให้เข้าถึงข้อมูล แต่มีบางบริษัทที่ลงทุนเองซึ่งก็สามารถใช้ได้ หรือจะใช้เครื่องมือกลางของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ได้เช่นเดียวกัน เช่น Aomwise ที่สามารถลงทุนได้ทั้ง หุ้น กองทุนรวม ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อเข้าถึงลูกค้ารายย่อยได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจด้านความเสี่ยงในการลงทุน โดยเฉพาะหุ้นไอพีโอ เช่น ไม่ใช่การทำกำไรข้ามคืน เป็นต้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องการให้นักลงทุนรุ่นใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น โดยมีการสนับสนุนการออมระยะยาวและการลงทุนในตลาดทุน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสร้างฐานนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่แม้ปัจจุบันอัตราการออมอาจจะไม่มากนัก”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2569 ฉบับที่ 525 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...