ถอดดีเอ็นเอของคนไทยภาคใต้ พบรหัสพันธุกรรมเชื่อมโยง “อินเดีย” อย่างเข้มข้น
เราพอจะทราบแล้วว่า ดีเอ็นเอของคนไทยภาคกลางเชื่อมโยงกับกลุ่มไท-กะได อินเดีย มอญ และเขมร (อ่าน คลิก) แล้วดีเอ็นเอของคนไทยภาคใต้เหมือนหรือต่างจากคนไทยภาคอื่น ๆ มากน้อยแค่ไหน?
รศ ดร. วิภู กุตะนันท์ อธิบายไว้ในหนังสือ ดีเอ็นเอไม่ไทย บรรพชนไทยไม่แท้(มติชน : 2567) ว่า ประชากรในภาคใต้ของไทยประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์หลักประมาณ 4 กลุ่ม คือ 1. ชาวไทยภาคใต้ที่พูดภาษาปักษ์ใต้ (ตระกูลภาษาไท-กะได) 2. ชาวมานิที่พูดภาษาออสโตรเอเชียติก 3. ชาวไทยมาเลย์ หรือชาวมลายู และ 4. กลุ่มชาวเลที่พูดภาษาตระกูลออสโตรนีเชียน ได้แก่ ภาษามลายูสตูล มลายูปัตตานี มอแกน มอแกลน อูรักลาโว้ย และจาม
ชาวมลายูส่วนใหญ่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในอดีตแถบนี้คือรัฐปัตตานี ที่พัฒนามาจากอาณาจักร “ลังกาสุกะ”(พุทธศตวรรษที่ 7-11) อาณาจักรมลายูแห่งแรกบนคาบสมุทรมลายู ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีว่ารับวัฒนธรรมอินเดียมาใช้
ต่อมา อาณาจักรตามพรลิงค์ทางเหนือเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา และเปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักรนครศรีธรรมราช ราวพุทธศตวรรษที่ 19 นครศรีธรรมราชก็มีอำนาจเหนือลังกาสุกะ และความสัมพันธ์กับสุโขทัยตลอดจนอยุธยา ปัตตานี (ลังกาสุกะ) จึงอยู่ใต้อิทธิพลของรัฐทางเหนือตามไปด้วย ขณะเดียวกันก็รับอิทธิพลจากอาณาจักรทางใต้อย่างมัชปาหิตที่มีศูนย์กลางบนเกาะชวา
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของศูนย์กลางอำนาจที่ห่างไกลก็ทำให้ปัตตานีมีอิสระในการปกครองตนเอง รายา หรือกษัตริย์ปัตตานีจึงเข้าอิสลามราว พ.ศ. 2043 ตรงกับสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา แต่การติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนตอนในยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
อ. วิภู เผยว่า จากผลการศึกษาดีเอ็นเอของคนไทยภาคใต้ โดยศึกษาจากประชากรในพื้นที่ 3 จังหวัด เบื้องต้นพบว่า ดีเอ็นเอชาวไทยมุสลิมใกล้ชิดกับชาวมลายูมากกว่าชาวไทยพุทธ (ซึ่งเชื่อมโยงกับชาวไทยภาคกลาง และภาคอีสาน) คือประมาณร้อยละ 30 ส่วนชาวไทยพุทธเพียงร้อยละ 3
นอกจากนี้ ยังพบว่า คนไทยภาคใต้ที่พูดภาษาไท-กะได จากจังหวัดภูเก็ต และนครศรีธรรมราช และคนมลายูที่พูดภาษาออสโตรนีเชียน จาก 3 จังหวัด ทั้ง 2 กลุ่มมีดีเอ็นเอฝ่ายหญิงเหมือนกัน คือคล้ายคลึงกับคนไทยภาคกลาง ชาวมอญ และอีกหลายกลุ่มประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะจากหมู่เกาะ ซึ่งไม่พบในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย ที่สำคัญคือ การพบพันธุกรรมที่คล้ายชาวอินเดียประมาณร้อยละ 30 สะท้อนการสืบเชื้อสายจากเอเชียใต้ กล่าวคือมีเชื้อสายฝ่ายแม่ที่หลากหลาย
ส่วนดีเอ็นเอฝ่ายชาย มีเพียงการศึกษาในคนไทยภาคใต้ที่พูดภาษาไท-กะได จากจังหวัดภูเก็ต และนครศรีธรรมราช พบว่ามีดีเอ็นเอไม่ต่างจากชายไทยภาคกลาง และชาวมอญ แต่มีโครโมโซมบางตัวที่สืบทอดจากคนเอเชียใต้ สูงกว่าคนไทยภาคอื่น ๆ คือประมาณร้อยละ 50 แสดงการสืบเชื้อสายว่ามีบรรพบุรุษร่วมกับชาวมอญ และคนไทยภาคกลาง แต่มีการผสมผสานกับชาวอินเดียมากกว่าฝ่ายหญิง
ด้านชาวเล หรือ “ชาวน้ำ” ประกอบด้วย มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย ซึ่งอาศัยอยู่ใน 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล กับชาวมานิ พบว่ามีดีเอ็นเอที่ไม่หลากหลาย และมีพันธุกรรมต่างจากประชากรกลุ่มหลักในภาคใต้ของไทย
ในกลุ่มนี้ยังพบว่า ชาวมอแกนที่มีความหลากหลายทางดีเอ็นเอต่ำที่สุด แต่มีสัดส่วนพันธุกรรมคล้ายประชากรที่พูดภาษาออสโตรเอเชียติก โดยเฉพาะชาวกัมพูชา มากกว่าประชากรที่พูดภาษาออสโตรนีเชียนด้วยกัน
ข้อมูลนี้จึงชี้ให้เห็นว่า ดีเอ็นเอของคนไทยภาคใต้สัมพันธ์กับคนจากเอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดีย มากกว่าคนไทยภาคอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งปัจจัยสำคัญย่อมเป็นที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้การติดต่อสัมพันธ์กันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกว่านั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
- วิถีมลายู คนพื้นเมืองอุษาคเนย์
- ดีเอ็นเอมนุษย์โบราณ ใช้ 2 ชิ้นส่วน หาดีเอ็นเอ คือส่วนไหน?
- ดีเอ็นเอ “โลงผีแมน” ชี้! คนโบราณ 1,700 ปีบนแผ่นดินไทย เชื่อมโยงคนลุ่มแม่น้ำเหลือง-แยงซี
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
วิภู กุตะนันท์. (2567). ดีเอ็นเอไม่ไทย บรรพชนไทยไม่แท้.กรุงเทพฯ : มติชน.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 มกราคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดดีเอ็นเอของคนไทยภาคใต้ พบรหัสพันธุกรรมเชื่อมโยง “อินเดีย” อย่างเข้มข้น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com