Reciprocal Tariffs โดนยกเลิก ! Trump ไม่ยอมแพ้ สั่งเก็บภาษีเท่ากัน 15% กระทบโลกยังไงบ้าง ?
เกิดอะไรขึ้น Trump Tariffs 2026
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา มีมติด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ตัดสินให้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก (Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดี Donald Trump รวมถึงภาษีนำเข้าเฉพาะจุดที่รัฐบาลอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาการค้ายาเฟนทานิล ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) นั้นเป็นโมฆะ
โดยศาลให้เหตุผลว่าถือเป็นการบ่อนทำลายนโยบายเศรษฐกิจหลัก แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องสิทธิในการขอคืนเงินภาษีของผู้นำเข้า โดยส่งให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณารายละเอียดต่อไป ซึ่งหากอนุญาตให้คืนเงินทั้งหมด มูลค่าการคืนอาจสูงถึง 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ที่รัฐบาลทรัมป์เก็บได้จากมาตรการภาษีดังกล่าว
แต่หลังจากนั้นทันที Trump ได้ประกาศขึ้นภาษี 10% กับทั่วโลก ชั่วคราว 150 วัน โดยใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าปี 1974 มาตรา 122 (Section 122) ก่อนที่ในวันต่อมาจะประกาศเก็บภาษีสูงสุดที่ 15% ซึ่งจะเริ่มมีผลในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ โดยภาษีนี้ครอบคลุมสินค้าเป็นวงกว้าง แต่มีการยกเว้นให้สินค้าเกษตรบางชนิด เช่น เนื้อสัตว์ และสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การใช้มาตรการภาษีใหม่ทดแทนภาษีเดิมที่ถูกยกเลิกไปนี้ อาจทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 16.9% เหลือ 15.4%
ประเทศไหนจะได้ประโยชน์และเสียโอกาส
Financial Times รายงานว่าการเก็บภาษี Flat-Rate Tariff ที่ 15% เท่ากันทุกประเทศ จะมีทั้งประเทศผู้ชนะ (Winners) จากการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้าที่เฉลี่ยลดลง และประเทศผู้แพ้ (Losses) เพราะภาษีนำเข้าโดยรวมเพิ่มขึ้น
ประเทศที่เคยโดนสหรัฐฯ เก็บภาษีสูงเป็นพิเศษมาก่อน พอเปลี่ยนมาใช้อัตราเดียว 15% กลับกลายเป็นภาษีลดลง เช่น บราซิล จีน อินเดีย แคนาดา เม็กซิโก เวียดนาม ไทย มาเลเซีย ไต้หวัน
ส่วนประเทศที่เดิมได้สิทธิพิเศษ หรือมี FTA กับสหรัฐฯ ซึ่งภาษีต่ำมากอยู่แล้ว แต่เมื่ออัตราภาษีกลับมาเท่ากัน 15% ทำให้ต้องจ่ายสูงขึ้นทันที เชาน สหราชอาณาจักร อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี สหภาพยุโรป สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์
มุมมองการลงทุน
Finnomena Funds มองว่า Effective Rate ของภาษีนำเข้าทั่วโลกยังใกล้เคียงเดิม และมีเงื่อนไขด้านระยะเวลาที่จำกัดเพียง 150 วัน
แม้ตลาดจะมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน แต่อเมริกาเหลือเครื่องมือเก็บภาษีไม่มากแล้ว เพราะฉะนั้น โอกาสเกิด Negative Big Surprise จึงน้อยลงด้วย
จีนกลายเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์จาก Tariff ซึ่งปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และด้วยท่าทีของ Trump ที่ดูผ่อนคลายกับจีนมากขึ้น จึงมีแนวโน้มที่ตลาดหุ้นจีนจะกลับมา Outperform และยังได้แรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจีน และการเติบโตของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หลังมาตรการสนับสนุนเทคโนโลยีและ AI Infrastructure ของรัฐบาลจีนเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
ติดตาม Opportunity Hub แหล่งรวมโอกาสการลงทุนจาก Finnomena
สรุปกองทุนแนะนำ ครบจบในที่เดียว ⇒ https://finno.me/opp-hub-ws
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299