โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'อนุทิน'เปิดใจกับนิตยสาร Time ชัยชนะของภูมิใจไทยมีความหมายอย่างไรต่อประเทศไทยและโลก?

The Better

อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 07.17 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 06.50 น. • THE BETTER

นิตยสาร Time ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งในไทยในบทความที่มีชื่อว่า "การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล มีความหมายอย่างไรต่อประเทศไทยและโลก" โดยกล่าวะถึงคือ 5 ประเด็นสำคัญจากบทสัมภาษณ์เชิงลึกของนิตยสาร TIME กับนายอนุทิน ชาญวีรกุล "เกี่ยวกับแผนการของเขาสำหรับประเทศที่มีประชากร 70 ล้านคน"

1. Time ชี้ว่า "อิทธิพลของกองทัพจะยังคงอยู่ต่อไป" และบอกว่า ชัยชนะของอนุทินเกิดขึ้นจากกระแสชาตินิยมที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหลังจากการปะทะกันอย่างนองเลือดระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเวลาหลายเดือนในประเด็นพรมแดนที่พิพาทกัน ขณะที่ขบวนการก้าวหน้าเรียกร้องให้ลดบทบาทของกองทัพที่ใหญ่โตเกินไปในการเมืองและธุรกิจ"

อย่างไรก็ตาม Time กล่าวข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับกัมพูชากลับกระตุ้นให้อนุทิน "แสดงตนเป็นผู้รักชาติที่แข็งกร้าวและปกป้องศักดิ์ศรีและความมั่นคงของชาติ" กระนั้นก็ตาม อนุทินยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ซึ่งอนุทินบอกว่าว่าเป็น “คนฉลาดและมีความสามารถมาก” และกล่าวกับนิตยสาร Time ว่า “ผมเคารพเขา (ฮุน มาเนต) มาโดยตลอด”

อนุทินบอกกับ Time ว่าจะไม่ดึงอำนาจทางการเมืองด้านความมั่นคงชายแดนกลับคืนมา ซึ่งได้ถ่ายโอนไปยังกองทัพแล้ว โดยบอกว่า “ทุกการตัดสินใจ เราจะนั่งปรึกษาหารือกันและตัดสินใจร่วมกัน ดังนั้นเราจึงทำงานเป็นทีม” อนุทินกล่าว “ผมไม่จำเป็นต้องนำอำนาจใดๆ กลับมา”

2. ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ "ความเจ็บปวดของพรรคก้าวหน้า" Time ชี้ว่าพรรคประชาชนต้องพบกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ และแม้ว่า "การสนับสนุนกองทัพอย่างสุดโต่งจะเป็นอาวุธลับของอนุทิน" แต่ทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเครื่องแบบสีเขียวของกองทัพกลับกลายเป็นจุดอ่อนของพรรคฝ่ายก้าวหน้า และอนุทินยืนย้ันว่า คนไทยไม่ได้ปรารถนาการปฏิรูปแบบหัวรุนแรงอย่างที่พวกก้าวหน้ากล่าวอ้าง เขาบอกกับ Time ว่า “ความแตกแยกที่แท้จริงมาจากสื่อและผู้ที่ไม่สามารถชนะได้” และ “แทนที่จะกลับไปปรับปรุงตัวเอง พวกเขากลับโทษสิ่งอื่น”

3. Time ยังกล่าวว่า ชัยชนะของภูมิใจไทยยังเป็น "การฟื้นคืนชีพของสถาบันพระมหากษัตริย์" โดยอ้างว่าอนุทินยังมีความใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย โดยได้ร่วมเดินทางไปกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ในการเยือนภูฏานเป็นเวลา 4 วันในเดือนเมษายน รวมถึงการเสด็จเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ในเดือนพฤศจิกายน ในปี 2566

Time กล่าวว่า "การที่อนุทินซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผยได้รับเสียงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง จึงคาดได้ว่าความพยายามที่จะจำกัดอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์จะยังคงถูกพักไว้ชั่วคราว" และเมื่อ Time ถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อนุทินกล่าวกับนิตยสาร Time ว่า “ผมไม่กล้าที่จะมีความสัมพันธ์กับสมาชิกราชวงศ์คนใด แต่ผมเป็นข้ารับใช้ที่นอบน้อมของพระองค์”

4. อีกปัจจัยของชัยชนะนั้น Time บอกว่า "ปัญหาอยู่ที่เศรษฐกิจต่างหาก!" โดยบอกว่าประเทศไทยกำลังถูกขนานนามว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" รายใหม่ หลังจากหลายปีของการเติบโตที่ซบเซา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความวุ่นวายทางการเมืองอย่างไม่หยุดหย่อน (เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1.5% ในปีที่แล้ว) "อนุทินหวังว่าเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นของเขาจะช่วยสร้างเสถียรภาพได้บ้าง ในขณะที่เขาดำเนินนโยบายส่งเสริมธุรกิจ เขาสนับสาสนุนการสร้างงานใหม่โดยการส่งเสริมอุตสาหกรรมจากภาคส่วนการเติบโตใหม่ของโลก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า บริการทางการแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล"

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เตือนว่า จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเพิ่มเติมเพื่อหยุดยั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศไทยอย่างแท้จริง ซึ่งรวมถึงการยุบเลิกการผูกขาดโดยกลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับครอบครัวครอบงำภาคส่วนสำคัญๆ เช่น พลังงาน ค้าปลีก โทรคมนาคม และอาหาร โดยบริษัท 5% อันดับต้นๆ ควบคุมรายได้รวมกว่า 85% ซึ่งอนุทินบอกกับ TIME ว่าเขาตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่ด้วยการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ของกลุ่มผู้สนับสนุนชนชั้นสูงของเขาเช่นนี้ มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าเขาจะทำตามที่พูดจริงหรือไม่ “การปฏิรูปโครงสร้างไม่เคยปราศจากความเจ็บปวด แต่การเลื่อนออกไปนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก” เขากล่าวกับ Time

5. คือเรื่องการเมืองในเวทีโลก ซึ่ง "ไทยจะรักษาสมดุลในเวทีโลก" โดย Time ชี้ว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกาในเอเชีย ขณะเดียวกันก็มีชุมชนชาวจีนที่เจริญรุ่งเรือง "รวมถึงอนุทิน ซึ่งบรรพบุรุษมาจากมณฑลกวางตุ้ง อย่างไรก็ตาม อนุทินใช้เวลาแปดปีศึกษาและทำงานในนิวยอร์ก และรู้สึกผูกพันกับสหรัฐฯ มาก เขาบอกว่าไทยปฏิเสธที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในยุคแห่งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจนี้"

อนุทินบอกกับ Time ว่า “เรายึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายและบรรทัดฐานที่ประชาคมโลกเห็นพ้องต้องกันมาโดยตลอด” เขากล่าวกับนิตยสารไทม์ “ในโลกที่แบ่งขั้ว ประเทศที่ยังคงมีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือจะมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง”

นอกจากนี้ อนุทินยังต้องการมีบทบาทในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เพื่อนำสันติภาพที่ยั่งยืนมาสู่เมียนมา อนุทินบอกกับ Time ว่า “การมีส่วนร่วมไม่ได้หมายถึงการรับรอง เราทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อลดความทุกข์ยากและสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาที่นำโดยอาเซียน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เสถียรภาพในภูมิภาค และความปลอดภัยของพลเรือน ในขณะที่อาเซียนมีนโยบายไม่แทรกแซง แต่ความรุนแรงต่อพลเรือนเป็นขอบเขตทางศีลธรรมที่ชัดเจน”

เรียบเรียงโดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 (Photo by CHANAKARN LAOSARAKHAM / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...