ไม่สนุกเหมือนเดิม? คุยกับ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ถึง ‘โอกาสใหม่’ ชีวิตนอกคอมฟอร์ทโซนพรรคเพื่อไทย
ภาพนักการเมืองคนหนึ่งสวมเสื้อม่อฮ่อม ร่วมลงถนนประท้วงกับผู้ชุมนุมกลุ่ม ‘ราษฎร’ ในช่วงปี 2563 ว่าคุ้นตาแล้ว ภาพจำ ‘จิตรกรในสภา’ ที่มีโอกาสทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ก็ส่งให้ชายคนนี้ถูกพูดถึง
รายการHEADLINEขีดเส้นใต้ประเด็นใหญ่ ของสำนักข่าว TODAY ชวน อดีต สส.พรรคเพื่อไทย อย่าง นพ.ทศพร เสรีรักษ์ หลังตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลังเก่า และค้นหาความท้าท้ายใหม่ ด้วยบทบาทแคนดิเดตนายกฯ ในนาม ‘พรรคโอกาสใหม่’
เส้นทางการเมือง ‘หมอทศพร’
แม้ว่าจะเป็น สส. จ.แพร่อยู่หลายสมัย แต่จริงแล้ว นพ.ทศพร เกิดที่จ.ตรัง ก่อนจะไปเติบโตที่ จ.นครสวรรค์ และ จ.นครราชสีมา
โดยเส้นทางชีวิตสายการเมือง เริ่มต้นที่ จ.แพร่ หลังจากเรียนจบแพทย์ และเข้าสู่สนามการเมืองตั้งแต่ปี 2539 กับพรรคชาติไทย ต่อมาเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทยปี 2543 จนได้คะแนนเสียงสูงที่สุดในพรรคไทยรักไทย และเป็นลำดับที่ 2 ของประเทศ ในปี 2555
นพ.ทศพร ได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ใน ‘รัฐบาลยิ่งลักษณ์’ และเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
สำหรับคนการเมืองรุ่นเก๋า อาจพอรู้ว่าถึงจะได้ดำรงตำแหน่ง สส. หลายสมัย แต่มีอยู่หลายช่วงเวลาที่ นพ.ทศพร ต้องหยุดบทบาททางการเมืองไป ทั้งจากการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากกรณี‘บ้านเลขที่ 111’ การถูกยุบพรรคอย่างตอนพรรคไทยรักษาชาติ และการถูกรัฐประหาร
“โอ้โห เจ็บๆ เจ็บ 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนที่โดนสนธิยึดอำนาจปี 49 นะ แล้วก็ตอนรู้ว่าตัวเองโดน (ตัดสิทธิ์ทางการเมือง) 5 ปีเนี่ย โอ้โห ใจสลาย…มันก็ทำให้รู้ว่า ไม่มีอะไรแน่นอน แล้วก็ให้ให้ก็รู้ว่าการเมือง มันไม่ใช่อะไรที่มั่นคง” นพ.ทศพร กล่าว
[เมื่อ “ไม่สนุก” ที่จะทำงานกับเพื่อไทย]
ช่วงการชุมนุมของนักศึกษา และประชาชนในนามคณะราษฎร เพื่อขับไล่ ‘รัฐบาลประยุทธ์’ นพ.ทศพร ปรากฏตัวให้เห็นท่ามกลางมวลชนอยู่บ่อยครั้ง จนอาจเรียกได้ว่า ได้รับความชื่นชมจากคนรุ่นใหม่ ที่ร่วมชุมนุมดังกล่าวเป็นอย่างมาก จนทำให้ชื่อของเขาถูกแปะป้ายเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” และเกิดคาดหวังตามมา
“กลายเป็นการทำงานในสภา บางทีทำงานค่อนข้างยาก เพราะว่าพอเพื่อไทยไปอยู่กับรวมไทยสร้างชาติ กับพลังประชารัฐอะไรแล้ว มันกลายเป็นต้องไปเอาใจพวกนี้ บางทีก็ทำอะไรที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย บางทีผมก็ยอมบ้าง ไม่ยอมบ้าง ถ้ายอมเมื่อไหร่ก็ขัดแย้งกับนักประชาธิปไตยข้างนอก ถ้าไม่ยอมก็ขัดแย้งกันในพรรค อันนี้ก็อาจจะเป็นปัญหานึงที่สะสม ในการทำงานมา 2 ปี ที่ไม่สนุก” นพ.ทศพร กล่าว
นพ.ทศพร ยอมรับว่า หลังจากที่พรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ และพรรคเพื่อไทยกลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และจับมือร่วมกันกับพรรครวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ทำให้ความเข้มข้นของประชาธิปไตยหายไป และทำให้รู้สึกทำงานไม่ค่อยสนุก
“เหมือนว่าเรากลายเป็นต้องตามใจพรรคที่มาจากทหาร พรรคที่มาจากการรัฐประหาร ต้องลงมติอะไรที่ฝืนใจ ที่ไม่เห็นชอบด้วย หรือว่าบางที ก้าวไกลอยู่ฝ่ายตรงข้ามจริง แต่บางเรื่องที่เป็นเรื่องของประชาธิปไตย เรื่องที่ผมเห็นด้วย ผมก็ต้องแสดงความเห็นด้วย แต่มันกลายเป็นมาขัดกับในกลุ่มพรรครัฐบาลด้วยกันอีก มันก็ทำให้รู้สึกไม่สนุก ไม่สนุกเหมือนการเมืองสมัยก่อนแล้ว ที่เราชัดเจนว่าเราคือฝ่ายประชาธิปไตย” นพ.ทศพร กล่าว
โอกาสใหม่ ที่ ‘พรรคโอกาสใหม่’
นพ.ทศพร ยอมรับว่า มีหลายพรรคที่ได้พูดคุยด้วย แต่หลายๆ พรรคที่มีแนวทางตรงข้ามกัน หรือคนละขั้วกันเลยก็ไปไม่ได้ แต่พรรคโอกาสใหม่เป็นพรรคที่กลางๆ และรู้จักกันเป็นการส่วนตัว คุยกันแล้วเหมือนคุยกันรู้เรื่องมากที่สุด
แล้วทำไมไม่ย้ายไปพรรคประชาชน?นพ.ทศพร ตอบคำถามนี้ว่า ไม่เคยคุยกัน แต่ก็มองดูว่าพรรคประชาชนก็เป็นพรรคที่ดี เขาก็มีวัฒนธรรมองค์กรอีกแบบนึง ไม่ใช่ว่าชื่นชอบแล้วอยู่ดีๆ จะเดินเข้าไปแล้วบอก “ขออยู่ด้วยคนนะ” มันก็คงไม่ใช่อย่างนั้น
“ถ้าเรายังอยู่ใน Comfort Zone เราก็จะอยู่ตรงนั้นก็จะสบาย เราก็จะไม่คิดไปไหน เหมือนทำงานบริษัทอะไรสักบริษัทนึง ที่ได้เงินเดือนดี แล้วก็เช้ามาเย็นกลับ เช้ามาเย็นกลับทุกวัน มันก็โอ๊ย สบายนะ ก็ไม่คิดจะไปไหนแล้ว แต่ถ้าเราคิดจะทำอะไรมากกว่านั้น มันก็ต้องออกจากความสบายมา แล้วก็ไปหาอะไรที่มันท้าทายทำ” นพ.ทศพร ระบุถึงสาเหตุที่ออกจากบ้านหลังเก่า
ในสายตาของ นพ.ทศพร มองว่า 2 องค์ประกอบสำคัญในการทำงานเพื่อประเทศคือ ฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการ หากสองฝ่ายนี้ไม่ประสานกันหรือไม่รู้ทันกัน งานก็ไม่มีทางสำเร็จเลย ดังนั้น พรรคโอกาสใหม่ มีทั้งผู้มีประสบการณ์ของฝ่ายราชการ อย่าง จตุพร บุรุษพัฒน์ และมีประสบการณ์ของฝ่ายการเมืองอย่างตน มาผสมผสานกัน จะสามารถผลักดันนโยบายให้สำเร็จได้
เมื่อก้าวออกจาก Comfort Zone มาสู่พรรคใหม่ ‘โอกาสใหม่’ ในครั้งนี้ของ นพ.ทศพร คือความตั้งใจในการผลักดันเรื่องคุณภาพชีวิตของมนุษย์ รัฐสวัสดิการ โดยเฉพาะเรื่องผู้สูงอายุ ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 14 ล้านคน และส่วนใหญ่ก็อยู่ด้วยความยากลำบาก มีเบี้ยอุดหนุนที่ไม่เพียงพอ จึงอยากเพิ่มในส่วนนี้
นอกจากนั้น หนึ่งในแนวคิดของ นพ.ทศพร คืออยากจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ โดยการปรับปรุงโรงเรียนร้างให้กลายเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุ เป็นพื้นที่ให้ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงมาร่วมทำกิจกรรมกัน
นพ.ทศพร ยอมรับว่า การลงสมัครเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ในครั้งนี้ มีความหวาดเสียวเพิ่มขึ้น ยิ่งสำหรับพรรคเล็กๆ ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น แตกต่างกับการเป็น สส.เขต ที่ทำงานในพื้นที่ซึ่งประชาชนคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี การย้ายมาอยู่พรรคโอกาสใหม่ในครั้งนี้ ทำให้ นพ.ทศพร ตัดสินใจ “หลีกทาง” ให้พรรคเพื่อไทย โดยการไม่ลงเป็นผู้สมัคร สส.เขต และพรรคโอกาสใหม่ก็ไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งในจังหวัดแพร่เช่นกัน
“ก็หลีกทางให้ คืออยู่กับเพื่อไทยมา ก็มีความเคารพนะ ก็ไว้ไมตรี ไม่งั้นเดี๋ยวจะบอกว่าออกจากพรรคมา แล้วก็ลงแข่งกับพรรคเก่า อะไรอย่างนี้ มันก็จะเป็นที่ครหา แล้วก็ไม่สบายใจกัน ก็บอกว่าผมออกมานะ แล้วครั้งนี้ผมเว้นให้คุณหนึ่งครั้ง เป็นการแสดงความคารวะว่าเราก็เคยมีไมตรีต่อกัน แล้วก็ไม่ส่งใครลงแข่งด้วย” นพ.ทศพร กล่าว