AI เขย่าตลาด “หุ้นเทคโนโลยี” สูญมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ลามกระทบทุกกลุ่ม
คลื่นความกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่โมเดลธุรกิจของบริษัทจำนวนมาก จุดชนวนแรงเทขาย หุ้นเทคโนโลยี ทั่วโลกภายในเวลาไม่กี่วัน จนมูลค่าตลาดหายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.55 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลอดช่วง 3 ปีนับตั้งแต่ ChatGPT กลายเป็นกระแสหลัก โลกการเงินเผชิญแรงเทขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI มาแล้วหลายระลอก แต่ไม่มีครั้งใดรุนแรงและรวดเร็วเท่ากับคลื่นเทขายที่กำลังลุกลามในตลาดหุ้นและตลาดเครดิตสัปดาห์นี้
ภายในเวลาเพียงสองวัน มูลค่าหุ้น พันธบัตร และเงินกู้ของบริษัทเทคโนโลยีทั้งขนาดใหญ่และเล็กในซิลิคอนวัลเลย์หายไปหลายแสนล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ที่เป็นศูนย์กลางของแรงขายหนัก จนมูลค่าหุ้นในกองทุน ETF ของ iShares ที่ติดตามหุ้นซอฟต์แวร์ ลดลงเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา
ความแตกต่างสำคัญของการปรับฐานรอบนี้ คือไม่ได้เกิดจากความกังวลเรื่องฟองสบู่เหมือนในอดีต แต่เกิดจากความกลัวว่า AI กำลังจะเข้ามาแทนที่โมเดลธุรกิจของบริษัทจำนวนมากเร็วกว่าที่เคยคาดไว้
ไมเคิล โอรูร์ก หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดจาก Jonestrading ระบุว่า การปรับฐานรอบนี้ไม่ใช่การตอบสนองเกินจริง พร้อมชี้ว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมา นักลงทุนพูดกันมาตลอดว่า AI จะเปลี่ยนโลก และเป็นเทคโนโลยีระดับหลายทศวรรษ ซึ่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้เริ่มเห็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมแล้ว
ชนวนสำคัญมาจากการที่ Anthropic เปิดตัวเครื่องมือ AI สำหรับงานด้านกฎหมาย เช่น การตรวจสัญญา แม้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังไม่ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกม แต่เมื่อรวมกับผลงานก่อนหน้าที่ช่วยยกระดับการเขียนโค้ดและการพัฒนาซอฟต์แวร์ ทำให้ตลาดตีความสัญญาณนี้อย่างจริงจัง
แจ็กสัน เอเดอร์ นักวิเคราะห์จาก KeyBanc ระบุว่า วันนี้อาจเป็น Legal Tech แต่วันข้างหน้า AI อาจขยายบทบาทไปยังงานขาย การตลาด หรือการเงิน
ความกังวลยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อแม้แต่บริษัทที่เคยถูกมองว่าเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากกระแส AI ก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดย Alphabet ระบุว่าการใช้จ่ายด้าน AI จะสูงกว่าที่คาด ขณะที่ Arm Holdings คาดการณ์รายได้ต่ำกว่าตลาด ส่งผลให้หุ้นทั้งสองร่วงลงหลังปิดตลาด
กิล ลูเรีย กรรมการผู้จัดการจาก D.A. Davidson มองว่า แรงขายเริ่มจากหุ้นซอฟต์แวร์ ก่อนลุกลามไปยังสินทรัพย์เกือบทุกกลุ่ม และสร้างวงจรแรงขายต่อเนื่องจากโมเมนตัมเชิงลบ
แรงเทขายไม่ได้จำกัดอยู่แค่สหรัฐ หุ้นของ London Stock Exchange Group, Tata Consultancy Services และ Infosys ต่างปรับตัวลงจากความกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด
ในฝั่งเอเชีย หุ้น Samsung Electronics ที่ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก ปรับตัวลง กดดันตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ขณะที่ตลาดไต้หวันซึ่งพึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลักก็อ่อนตัวเช่นกัน ส่วนในญี่ปุ่น หุ้นของ SoftBank Group ถูกกดดันจากคำเตือนด้านยอดขายของ Arm ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ
แม้ความกังวลส่วนหนึ่งยังเป็นเชิงสมมติฐาน เพราะบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่อย่าง ServiceNow และ Salesforce ยังไม่ได้รายงานว่ารายได้พลาดเป้า หรือสูญเสียลูกค้าเพราะ AI โดยตรง
อย่างไรก็ตามหลายบริษัทที่พัฒนาเครื่องมือ AI ของตนเองยังรายงานผลลัพธ์ที่ต่ำกว่าคาด เช่น Microsoft ระบุว่ามีผู้ใช้งาน Copilot แบบเสียเงินราว 15 ล้านราย ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับฐานผู้ใช้งานรวมหลายร้อยล้านราย
นักลงทุนจึงเริ่มกังวลว่าผู้นำด้าน AI อาจแซงหน้าผู้เล่นเดิมในด้านนวัตกรรมเร็วกว่าที่คิด และการปรับสมดุลครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมอาจเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้
เดค มัลลาร์คีย กรรมการผู้จัดการจาก SLC Management กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และสิ่งที่เห็นอยู่ในขณะนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการจัดลำดับใหม่ว่า ใครจะเป็นผู้ชนะ ใครจะเป็นผู้แพ้ และใครคือกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในยุค AI
อ้างอิง : www.bloomberg.com