โฆษกกรมสุขภาพจิต แนะเยาวชน คิดสักนิดก่อนจะสัก
กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพเด็กหญิงผมสั้น เปิดรอยสักชื่อแฟนบริเวณเนินหน้าอก ที่เพิ่งคบกันได้เพียง 3 เดือน
ซึ่งหลังจากที่ภาพถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีชาวเน็ตจำนวนมากร่วมแชร์และแสดงความคิดเห็น จนเกิดเป็นกระแสวิจารณ์ในโซเชียล ซึ่งคำวิจารณ์ส่วนใหญ่ มุ่งไปที่ความคิดเกินวัยของเด็กหญิงคนดังกล่าว
อีจันได้ติดต่อไปยัง นพ. วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต เพื่อพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และวิธีรับมือของผู้ปกครอง ที่กำลังดูแลเยาวชนในวัยใกล้เคียงกัน
นพ. วรตม์ เผยว่า สิ่งแรกที่ควรทำ คือสอนให้เด็กรู้จักสิทธิเสรีภาพของร่างกาย ว่าเขาสามารถรับผิดชอบ ดูแลรักษาร่างกายของเขาได้อย่างไรบ้าง เพราะการสักในปัจจุบันถูกยอมรับและเปิดกว้างมากขึ้น ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในตัวเอง แต่ในกรณีของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรืออายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำว่า เมื่อเขามีสิทธิ์แล้ว ควรมีความรับผิดชอบและหน้าที่ด้วย
ซึ่งการที่จะไปสักนั้น เราควรต้องดูว่าจะเกิดผลดี ผลเสียอย่างไรบ้าง อย่างเช่นผลดี คือเขาได้ภาพหรือข้อความตามที่ต้องการลงในร่างกายของเขา แต่ผลเสียที่ตามมา หากเด็กไม่ได้บอกให้ผู้ปกครองฟัง ก็อาจจะไปเลือกสักในสถานที่ ที่อันตรายและไม่ปลอดภัย และอาจส่งผลต่อสุขภาพร่างกายได้ อย่างที่เราทราบกัน
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ข้อความหรือภาพที่สักลงไป อาจจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของตัวเด็กเองในระยะยาว ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยี ในการลบรอยสัก ก็ใช่ว่าจะลบได้ทุกคน เพราะบางคนอาจต้องเผชิญกับความเจ็บปวดมากในการลบรอยสัก หรือแม้แต่การเลือกใช้ภาพหรือข้อความที่ไม่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น การสักชื่อแฟน การสักข้อความที่หยาบคาย หรือรูปภาพที่รุนแรง ในอนาคตเมื่อเขาโตขึ้น เขาก็กลับมานั่งเสียใจในสิ่งที่ตนเองทำลงไป
หลังจากที่ภาพถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกสังคมต่อว่า สิ่งแรกผู้ปกครองควรทำความเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงหาวิธีแก้ไขและป้องกัน การโพสต์ข้อความที่มีโอกาสสุ่มเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการต่อว่า หรือย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเองในอนาคต ผู้ปกครองควรคุยกับเด็กอย่างชัดเจนว่าการใช้โซเชียลที่เหมาะสมคืออะไร รวมถึงควรรับมือในอนาคตอย่างไร เมื่อมีความรู้สึกแบบนี้ ก็จะสามารถระบายความรู้สึกเหล่านั้น มาให้ผู้ปกครองฟังได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของเด็กมากครับ