โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คู่มือใช้ชีวิตในตึกสูง "จรัญ เกษร" MD นิติบุคคลค่ายอนันดาฯ ติวมนุษย์คอนโดฯวิธีอยู่ร่วมกับโควิด-19

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 เม.ย. 2563 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. 2563 เวลา 06.59 น.

ชีวิตต้องดำเนินต่อไป

ไตรมาส 1/63 บนสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่พบผู้ติดเชื้อทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะในที่อยู่อาศัยแนวสูงอย่างคอนโดมิเนียม ที่ถูกปลุกกระแสความสนใจจากกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกสั่ง “ปิดคอนโดฯ” เป็นเวลา 14 วัน (25 มีนาคม-8 เมษายน 2563) เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อหญิงรายแรกของจังหวัด และพักอาศัยในคอนโดมิเนียมดังกล่าว

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “พี่จรัญ เกษร” Managing Director of Strategic Property Management บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนักบริหารนิติบุคคลอาคารชุดระดับแถวหน้าของเมืองไทย ผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียม หรือที่เรียกกันว่ามนุษย์คอนโด มีข้อตระหนักเพื่อไม่ตระหนกอะไรได้บ้าง

Q : วิธีบริหารนิติฯเพื่อรับมือไวรัส

อนันดาฯ alert กับไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2563 เพราะประเมินแล้วว่ามีการระบาดใหญ่แน่นอน เราก็ต้องมาดูว่า 40 โครงการที่เราบริหารนิติบุคคล แบ่งเป็นอนันดาฯบริหารเอง 30 โครงการ พันธมิตรธุรกิจอีก 10 โครงการ ทุกคนมีคำถามแน่นอนว่าจะต้องทำตัวอย่างไร

เราจัดระยะให้เองเลย (เจ้าของร่วม) แต่ละคนคือมีหน้าที่เดินเข้าประตู ขับรถมาจอดแล้วเข้าบ้าน-ขึ้นไปที่บ้านตัวเอง เส้นทางผ่านจุดที่เป็นจุดผ่านร่วมทั้งหมดทำความสะอาดรายครึ่งชั่วโมง-รายชั่วโมง ทุกเดือนมีพ่นน้ำยาในพื้นที่ส่วนกลาง อันนี้เป็นแนวปฏิบัติปกติที่เราทำในพื้นที่ส่วนกลางเป็นหลัก

เรามีสิ่งสำคัญที่สุด คือ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่จะคอยถามไถ่ เพราะก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมกราคม ตอนที่มีประกาศผู้ป่วยโควิด 4 ประเทศ 8 ประเทศ 10 ประเทศ เราก็ขออัพเดตข้อมูลชาวต่างชาติที่พักอาศัยอยู่กับเรา ในบรรดาประเทศต่าง ๆ ที่ถูกประกาศขึ้นมา แล้วก็คอยตรวจเช็กดูว่าเส้นทางการเข้าออกของเขาเป็นปกติวิสัยไหมในการพักอาศัย หรือมีการเดินทางไป-มา เพื่อจะได้เช็ก record และ aware ว่าขอพูดคุยหน่อยได้ไหมว่าคุณไปไหนมา แล้วก็ประกาศให้ทราบด้วยว่าต้องแจ้งให้เราทราบตามประกาศของราชการ

ถ้าเขาเดินทางไปประเทศที่ถูกประกาศไว้ (ประเทศเสี่ยง) ถ้ามีเหตุการณ์อย่างนั้น เกิดขึ้น คำตอบคือมี ก็ขอให้เข้าสู่กระบวนการเก็บตัว เราไม่อยากกักแต่ขอให้เขาเก็บตัวในห้องของเขา ขอความร่วมมือ แล้วเขาก็ให้ความร่วมมือดี ในพื้นที่ที่เราดูแลเขา บางคนก็บอกเพิ่งกลับมาจากฝรั่งเศส ตอนนี้ผ่านอังกฤษ ผ่านอะไรมา ผมขอเก็บตัวนะ เราก็จะอำนวยความสะดวก เขาก็อยู่แต่ในห้องเขาแล้วก็มีคนช่วย

ซึ่งนอกเหนือจากกายภาพ เราก็ให้ทีมงานยกหูไปพูดคุยทักทายวันละไม่ต่ำกว่า 1-2 ครั้ง เป็นอย่างไร ต้องการอะไร มีไข้ไหม จะวัดไข้ไหม ซึ่งก็เป็นการพูดคุยเพื่อที่จะให้ไม่รู้สึกเหงา ซึ่งก็ไม่เหงาอยู่แล้ว เพราะยุคนี้มีเทคโนโลยีอะไรเยอะแยะมากมายที่จะทำให้ชีวิตเขาไม่ลำบากยากเย็น นั่นคือเก็บตัวจนกระทั่งถึงครบกำหนด ถ้าคอนเฟิร์มแล้วเขาก็ใช้ชีวิตตามปกติ

Q : แนวทางการบริหารจัดการ

ผมจัดระเบียบการดูแลเป็นโมเดล “เซ็นเตอร์-เทียร์ 1-เทียร์ 2” เพื่อความเข้าใจง่ายที่สุด โดยผู้ติดเชื้อโควิดก็คือเซ็นเตอร์ ถูกนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว คนที่เราต้องดูแลคือกลุ่มคนเทียร์ 1 ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับเซ็นเตอร์ (ผู้ติดเชื้อ) จุดเน้นคือกลุ่มคนเทียร์ 1 ถ้ารู้ตัวก็ต้องขอความร่วมมือกักตัวเอง 14 วันในห้อง

โมเดลคัดกรองกลุ่มเทียร์ 1 คือ track เวลาถอยหลังกลับไป 14 วัน นับเริ่มตั้งแต่วันที่ไปตรวจโควิด ในช่วง 14 วันถอยหลังพฤติกรรมเป็นอย่างไร เส้นทางเป็นอย่างไร พบปะเจอะเจอใครบ้าง พอเขาแจ้งเราเสร็จ เขาต้องไปโรงพยาบาล เรา (นิติบุคคล) track กลับได้หมดเลยว่า 7 วันถอยหลัง 14 วันถอยหลังมีที่ไหนในอาคารบ้าง แล้วก็บิ๊กคลีนนิ่งตามเส้นทางที่ดูแล้วมีความใกล้ชิดกับเขา (ผู้ติดเชื้อ)

เช่น ห้องออกกำลังกาย ในช่วง 7 วันที่ track แล้วตัวเอง (ผู้ติดเชื้อ) ไปรู้เอาวันที่ 7 เราก็ถอยเวลากลับไป 6 วัน 7 วัน 10 วันยังไปเล่นอยู่ กลุ่มเครื่องไม้เครื่องมือในช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นเทียร์ 1 ใครมาแตะต้อง เราถือว่าคุณต้องดูแลตัวเองแล้ว คุณมีโอกาสแล้ว คนที่อยู่ในวันเดียวกันที่อยู่กับเขา เราถือเป็นเทียร์ 1 ทันที ถึงแม้จะไม่ได้พูดคุยด้วยก็ตาม เราก็ถือว่าในบรรยากาศที่อยู่ในห้องร่วมกันเป็นชั่วโมง ใช้เครื่องไม้เครื่องมือสลับสับเปลี่ยนกันไปอย่างนี้ กลุ่มนั้นเราถือเป็นเทียร์ 1 หมด

Q : เทียร์ 2 ต้องกักตัว 14 วันหรือไม่

ไม่ต้องกักตัว 14 วันครับ ประเด็นนี้ผมต้องอธิบายอยู่ตลอดเวลา นิยามเทียร์ 1 คือ ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับเซ็นเตอร์ ถัดมาคนที่เคยสัมผัสพูดคุยกับเทียร์ 1 ในระหว่าง 14 วันที่ track ถอยหลังเรานิยามว่าเป็นเทียร์ที่ 2 คนพวกนี้ก็ยกระดับการระวังตนเอง นอกเหนือจากกินร้อน ช้อนกู ถูสบู่ อยู่ห่างไกลแล้ว ก็ต้องพูดถึงแมสก์ที่ต้องใส่ตลอดเวลา พูดถึงการล้างมือที่ต้องมีความถี่ ก็แค่พูดคุยถามไถ่ มอนิเตอร์บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามลิสต์รายชื่อที่เรามี เพื่อจะให้อยู่ในสภาพที่ทุกคนรู้สึก aware ตัวเอง แล้วเราดูแลตัวเองเพื่อที่จะได้ไม่เป็นผลต่อเนื่องไปถึงคนอื่น

Q : โมเดลรับมือโควิดมาจากไหน

เราฟังจากทางการแพทย์ที่เขาเป็น information เราก็ดูแล้วประมวลตามเรื่องราวที่กรมควบคุมโรคเคยมีประกาศมีอะไรออกมาว่า ถ้าคนที่อยู่ใกล้ขนาดไหนต้องดูแลอย่างไร ต้องเก็บตัวไหม เก็บตัวเนื่องจากอะไร คือระดับประเทศ ทั้งประเทศตอนนี้มันกินร้อน ช้อนกู ถูสบู่ แล้วก็อยู่ห่างไกลอยู่แล้ว เป็นกลุ่มคนกลุ่มนั้น

แต่เมื่อก่อนตอนเรานิยามคนกลุ่มเทียร์ 2 เมื่อก่อนบ้านเรายังไม่ masky กันตลอดเวลา แต่วันนี้เราต้อง masky คือต้องใส่แมสก์กันตลอดเวลาแล้ว เวลาเข้าไปตามชุมชนอะไรต่าง ๆ วันนี้เรากำหนดเทียร์ 2 ที่ต้องเฝ้าระวัง ขอให้ใส่แมสก์ตลอดเวลาที่ออกจากบ้านตัวเอง ซึ่งเป็นกลุ่มเทียร์ 2 ที่นอกเหนือจากกินร้อน ช้อนกู ถูสบู่ อยู่ห่างไกลแล้ว คุณจะต้องใส่แมสก์ตลอดเวลา พยายามอย่างยิ่งเลยที่จะไม่ไปร่วมชุมนุมอะไรกับใครทั้งนั้น แล้วก็มีการมอนิเตอร์ แล้วก็ถามไถ่ยกหูไปพูดคุยว่า เป็นอย่างไร จะให้ช่วยอะไรไหม มีอาการอะไรหรือเปล่า ต้องไปหาหมอไหม ก็ว่ากันไปตามสถานภาพที่สามารถดูแลกันได้

Q : ตั้งงบฯค่าใช้จ่ายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์

ค่าเฉลี่ยกลางที่เยอะที่สุด คือ ค่าจ้างแรงงาน ที่ต้องใช้เป็นพิเศษ ทำเพิ่มตามรอบ หรือตามความหนาแน่นของผู้คนที่อยู่ในชุมชน ทีนี้อาจจะต้องจ้างคนพิเศษเข้ามาในแง่ของการทำความสะอาดจ้างเสริมเป็นบุคคล 1-2 คน ในช่วงเวลาต่อวันแล้วแต่ขนาดพื้นที่ส่วนกลาง แต่ตอนนี้ในพื้นที่ส่วนกลางในแง่สันทนาการเราก็ขอปิดแล้ว กำลังคนก็ถอยจากตรงนั้น เราก็ใช้แม่บ้านไปทำความสะอาดปกติได้แล้ว สาระสำคัญ คือ เรื่องพ่นยาที่มีทุกเดือน บางที่ (โครงการ) ก็ขอทุก 2 อาทิตย์ ครั้งหนึ่งตก 4,000-5,000 บาท

ซึ่งจริง ๆ ค่าพ่นยาฆ่าเชื้อมีค่าใช้จ่ายที่เขาชาร์จกันอยู่ตอนนี้อยู่ที่ 3,000-7,000 บาท แล้วแต่ขนาดพื้นที่ส่วนกลาง เฉลี่ย 10 บาทบวกลบต่อตารางเมตร ถ้าขนาดใหญ่ก็อาจเหลือ 6-7 บาท ถ้าส่วนกลางขนาดเล็ก พื้นที่น้อยก็จะขึ้นไปถึง 10 บาทบวก ๆ ต้องไปดูความสลับซับซ้อนของพื้นที่ และขึ้นกับความถี่ด้วย ปกติเราก็ทำเดือนละ 1 ครั้ง ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรที่เราดูแลกันอยู่

ต้องเรียนว่าเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบในแง่การดูแลของแต่ละนิติบุคคลอยู่แล้ว เป็นงบประมาณที่ขอแจ้งพิเศษจากคณะกรรมการ และก็แจ้งประกาศให้เจ้าของร่วมทราบว่า เรามีงบฯป้องกันดูแลที่ไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่เริ่มต้น ฉะนั้นก็ต้องขอเพิ่มเข้ามา เป็นงบฯจัดการเร่งด่วน

ทุกนิติบุคคลก็ไม่มีประเด็นอะไร ทุกคนก็ให้ความร่วมมือดี

ในสภาพที่สังคมโดยรอบมันเป็นแบบนี้ ทุกคนเข้าใจ ก็ต้องร่วมกันดูแล เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันเป็นเรื่อง self-treatment มาก ๆ ทุกคนต้องดูแลตัวเอง ระวังตัวเอง ป้องกันตัวเอง ไม่ประมาทเลินเล่อ ไม่ทะเล่อทะล่า ไม่ชะล่าใจ

Q : พื้นที่ส่วนกลางต้องทำยังไง

พื้นที่ส่วนกลางที่เป็นจุดสัมผัสก็ปิดความเสี่ยงไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ห้องโซเชียล ห้องมีตติ้ง ห้องอะไรพวกนี้ก็ขอปิดหมด เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ในลิฟต์ก็เสี่ยง ถ้าเกิดว่าคนไปอยู่รวมกันเยอะ ๆ ถูกไหม… ในพื้นที่ที่คนไปชุมนุมกัน ไม่ได้รู้จักกันหรอก ชุมชนหายใจร่วมกันอยู่ในห้องอับ ๆ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

แต่โควิด-19 ดีอยู่อย่าง มันต้องใช้เวลาพอสมควร ไปอยู่แวบ ๆ มันคงไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยง เราก็ต้อง treat มัน อะไรที่ขอหยุดได้ก็ขอหยุด อะไรที่จำเป็นต้องใช้บริการก็เพิ่มการดูแลเข้าไป

มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ระบบฟิงเกอร์สแกนต่าง ๆ (นิติบุคคลหลายแห่งนำมาใช้ป้องกันการนำห้องชุดมาปล่อยเช่ารายวัน) ตอนนี้เราก็ขอกลับมาใช้เป็นคีย์การ์ด ให้แต่ละคน tag ตัวเอง โดยที่ไม่ต้องใช้อวัยวะหรือมีสารคัดหลั่งของตัวเองไปสัมผัสกับเครื่องไม้เครื่องมืออะไรต่าง ๆ นอกจากนี้ โดยพื้นฐานเราก็เพิ่มจุดวางแอลกอฮอล์ในพื้นที่ทางเข้าออกหลัก เช่น ลิฟต์ นอกจากทำความสะอาดแล้วก็มีแอลกอฮอล์ไว้ให้ เป็นเชิง protection ให้ก่อนเลย แล้วแม่บ้านก็เข้าไปทำความสะอาดตามหลังในรอบครึ่งชั่วโมง-1 ชั่วโมง ตามที่กำหนดกัน

มีคำถามบ้างเหมือนกัน พื้นที่ส่วนกลาง อาทิ ล็อบบี้ สโมสรที่มีเพดานสูง 5-6 เมตร ดูแลป้องกันโควิดยากไหม ? คำตอบคือไม่เกี่ยวเลย ดูแลไม่ยากเลย ในทางกลับกัน อะไรก็ตามที่โปร่งโล่ง อากาศไม่อบ ไม่หมัก ยิ่งดี เพราะโล่งแล้วมีการระบายอากาศมากเท่าไร ก็ยิ่งดีมากเท่านั้น

Q : ปิดจุดอ่อนโควิดได้หมดหรือยัง

ในความรับผิดชอบที่เป็นอยู่ เราปิดได้หมด อาจมีบางพื้นที่ที่อาจจะช้าหน่อยเร็วหน่อย แต่คือระนาบนี้มันเป็นการเรียนรู้ร่วมไปกับสังคมที่ขยับตัวเอง ดังนั้น เรื่องนี้ถ้าทำตั้งแต่มกราคมก็อาจจะถูกมองว่าเราเว่อร์ แต่ต้องยอมรับความจริงว่าคอนโดมิเนียมเมื่อเทียบกับหมู่บ้านจัดสรรมีความเสี่ยงมากกว่าในแง่กายภาพของตัวเอง ฉะนั้น เราก็ค่อย ๆ เริ่มจากเดือนมกราคมที่ยังมี (ผู้ติดเชื้อในประเทศไทย) ไม่กี่คน สถิติยังนิ่งอยู่เลย เราค่อย ๆ เริ่มใส่แอลกอฮอล์เจล เริ่มใส่ตัวประกาศเข้าไปให้แต่ละคนค่อย ๆ รับรู้ขึ้นมา แล้วก็เพิ่มระดับ ยกระดับตามสถานการณ์

Q : มาตรการเข้มสูงสุด

พนักงานนิติบุคคลในตอนนี้ถือเป็นทัพหน้าเกือบ 300 คน เฉลี่ย 10 คน/โครงการ อนันดาฯเพิ่มการทำประกันเฉพาะโควิด-19 อย่างเดียว วงเงินคุ้มครอง 1 แสนบาท ทำให้ทุกคน เสริมให้เลยจากประกันสุขภาพที่เรามีอยู่แล้ว ในแผนประกันสุขภาพ ประกันชีวิต

ต้องบอกว่าวันนี้ต้องเตรียมอันที่ 1 ต้องสลับสับเปลี่ยนตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเราไม่รู้ว่ารัฐบาลจะปิด-เปิดตรงไหน จะใช้อย่างไร เวลาจะเข้าจะออกอย่างไร เพราะในนิติบุคคลอาคารชุดที่เป็นคอนโดมิเนียมตึกมันต้องมีชีวิตตลอดเวลา ยิ่งผู้คนบอกว่าต้อง WFH-work from home นั่นหมายถึงในอาคารมีคนอยู่อาศัยมากขึ้น ดังนั้น ตัวซัพพอร์ตหรือสนับสนุนที่เคยวิ่งตามปกติก็ต้องถูกเฝ้ามองให้ไม่รั่ว ไม่ดีเฟกต์ ทีมที่มีอยู่ก็ต้องเตรียมตัวด้วยความพร้อม จัดทีม จัดกะ รวมไปถึงเรามองว่าถ้าถูกยกระดับจากแผนฉุกเฉินไปเป็นล็อกดาวน์หมดเลย เราต้องเตรียมคนของเราอย่างไร สลับกันอย่างไร เดินทางอย่างไร ต้องมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สำรอง ไปจนถึงการโยกย้ายตัวฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ

พฤติกรรมปกติคนทำงานตอนกลางวันกลับมานอนตอนกลางคืน แต่โควิดทำให้กลางวันและกลางคืนในอาคารคนแน่นเอี้ยดเลยตอนนี้ ทุกอย่างถูกประเมินหมดแล้วว่ากลางวันกลางคืนเราจะเป็นอย่างไร จุดเข้าจุดออกจะเป็นอย่างไร จุดที่ไม่เคยเป็นแล้วมันจะเป็นอย่างไร ก็ต้องเตรียมตัวรับมือ มีการประชุมวางแผน ก็ต้องเรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ

Q : พนักงานนิติมี WFH หรือไม่

มีครับ นิยามง่าย ๆ เราแยกเป็นทีมเอ-ทีมบี ในช่วงปกติก็สลับกับสับเปลี่ยนกันในงานที่จำเป็น หมายถึงว่าหมุนให้ครบถ้วนและให้รอบด้านในวิกฤตที่เกิด แต่ถ้าสถานการณ์วิ่งไปถึงล็อกดาวน์จริง ๆ เราก็มองกันว่าทีมสแตนด์บายอย่างน้อยต้องมีทีมช่าง เพราะการที่จะทำให้ตึกมีชีวิตอยู่ได้ คนที่ดูแลหลังบ้าน คือ preventive maintenance, safety และ cleaning 3 เรื่องหลักที่เป็นเรื่องใหญ่

เรื่องอื่น ๆ เป็นเอกสารเดี๋ยวนี้ออนไลน์กันหมดแล้ว จ่ายเงินก็จ่ายออนไลน์ ถามอะไรก็สั่งออนไลน์หมด งานที่เคยดูแลในห้องชุดที่เราบริการไปดูแลนู่นนิดนี่หน่อยให้ ก็ต้องของดไปบ้าง ยกเว้นเป็น emergency case จริง ๆ แต่งานซ่อมแซมต่าง ๆ ช่วงนี้ถ้าไม่ได้กระทบกระเทือนกับการดำเนินชีวิตก็ต้องของดไว้ก่อน รอให้สถานการณ์คลี่คลาย เราไม่อยากจะให้ (พนักงาน) ไปปะทะเจอะเจอ (เจ้าของร่วม) เขาก็มีความเสี่ยง เราก็มีความเสี่ยงร่วมกัน

ภารกิจสำคัญนับจากวันนี้ไป มีอีกเรื่องหนึ่งสำหรับนิติบุคคลนั่นคือการมอนิเตอร์ เป็นเรื่องอัพเดต เป็นเรื่องที่ต้องไปให้กำลังใจกัน เป็นเรื่องผู้คนนั่นแหละ โฟกัสในแง่ของการต้องเข้าไปดูแล เพราะเข้าใจว่ารอบนี้มันจะยาวพอสมควร

Q : ทุกวันนี้ไซต์ก่อสร้างยังเปิดอยู่ไหม

ยังเปิดอยู่ ก็พยายามจะจัด พยายามทำให้ระยะแตกต่างตามข้อกำหนดที่สามารถทำได้ที่สุด …จะหยุดไปทั้งหมดเลยคงจะไม่ดีมั้ง (ยิ้ม) ก็ต้องช่วยกัน แต่เราจะทำมาตรการไหนทำอย่างไรให้มันเหมาะสมที่สุด แล้วก็ดูแลทีมงาน ลูกน้องเราต้องดูแลเป็นพิเศษ เราเตรียมทีมของเราตอนนี้ มาถึงวันนี้ระดับที่เข้าสู่แผนฉุกเฉินของภาครัฐ ของเราเองเราก็มี BCP-business continuity plan เป็นลักษณะการเตรียมความพร้อมในแง่ของทีมงาน ดูแลคนก่อน เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับคน ผลกระทบที่เกิดจากคนแล้วก็ขยายไปสู่คนได้ด้วย ดังนั้นต้องดูแลที่ตัวคนก่อน

สิ่งที่เหลือก็จะเป็นเรื่องพื้นที่ เราก็ต้องเตรียมพื้นที่สำรองเพื่อให้ธุรกิจต้องเดินหน้าไปได้ ถ้าเกิดเราไปตระหนกตกใจแล้วก็ไปหยุดทุกอย่างก็ไม่ใช่อีก ธุรกิจก็ต้องเดินไปไม่อย่างนั้นมันจะวุ่นวายหนักกว่านี้ ในขณะที่ธุรกิจต้องเดิน คนที่ต้องทำงานเราก็มีแนวป้องกันแนวสนับสนุนเขาอย่างไรเพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยไปด้วยกัน อันนี้เป็นสาระสำคัญ

Q : จะถอดบทเรียนโควิด-19 เพื่อนำไปสู่การดีไซน์คอนโดฯในอนาคตอย่างไร

อันนั้นจะเป็นดีเทลหลังจากที่เหตุการณ์มันจบลง ตอนนี้เราอยู่ในช่วงของการเก็บข้อมูลทั้งหมด แต่ถามว่าการเก็บข้อมูลทั้งหมดสืบเนื่องจากเหตุที่เกิด สิ่งที่เป็น สิ่งที่เราทำอยู่ ถามว่าวันนี้ (คอนโดฯ) ตั้งแต่ทำมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีประเด็น sig-nificantly ขึ้นมาในเชิงดีไซน์ตรงไหนที่ทำให้เราติดขัดอะไรตรงไหน

Q : การรับมือโควิด-19 ไม่ยาก

มันไม่ยาก คือจะมีประเด็นแค่เฉพาะว่าเรามองเห็นเทคโนโลยีที่เราปรับเปลี่ยน เมื่อก่อนเราใช้ประตูเปิดประตูปิดแล้วก็ใช้คีย์การ์ดแอ็กเซส เป็นเทคโนโลยีเบื้องต้น ระยะหลัง ๆ ก็เอาเป็นนิ้วแล้วกัน (ระบบฟิงเกอร์สแกน) เพราะป้องกันเรื่องผู้เช่ารายวันอะไรต่าง ๆ พอเจอเรื่องโควิด-19 เข้าไปอันนี้ต้อง back แล้ว ต้องถอยกลับแล้ว เพราะว่าเทคโนโลยีเป็นเหตุนำไปสู่การแพร่โรคได้ (หัวเราะ)

คนที่จะแอดวานซ์ไปกว่านั้นก็ใช้ face scan ซึ่งยังติด GDPR เรื่องสิทธิเฉพาะตน อัตลักษณ์ส่วนบุคคล มีเรื่องราวที่ยังต้องศึกษาต้องอะไรพอสมควร ยกเว้นภาครัฐที่เขาสามารถออกกฎหมายมารองรับได้ ซึ่งก็มีหลาย ๆ ที่หรือบางที่ทำแล้วนะ คอนโดฯที่ผมอยู่ก็ทำแล้ว นั่นคือถ้าจะทำก็ต้องยินยอมด้วยกันทั้งสองฝ่าย ข้อเท็จจริงก็มีลูกค้าเราบางคนแม้กระทั่ง finger scan ยังไม่ยอมเลย บอกว่าจะเอาข้อมูลเขาไปเปิดเผยไปนู่นไปนี่ นั่นคือสามารถมีการยกประเด็นตรงนี้ขึ้นมาโต้แย้งได้

ดังนั้นเรามองว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ สิ่งที่เรา provide ไว้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต เทคโนโลยีไม่ได้ดีไซน์มาเพื่อป้องกันโรค basically ต้องดูว่าตอบโจทย์การดูแลป้องกันในระดับที่เราทำอยู่แค่ไหน สำหรับตอนนี้ถือว่าโอเค ไม่มีอะไรที่เป็นดีเฟกต์ต้องมารื้อดีไซน์ตัวโครงการตรงนู้นตรงนี้ตรงนั้น เราไม่มีประเด็นเลย

Q : มีโอกาสทำ Property Distancing ไหม

property distancing ก็คือ community distancing นั่นแหละ คำว่า social ก็คือ community เพียงแต่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง เขาเอา community หลาย community มารวมกันเป็น sizing ใหญ่ ๆ ฉะนั้นโดยบุคลิกและลักษณะของการใช้ชีวิตปกติของผู้คนใช้กันอย่างไร ไทมิ่งกันอย่างไร ทิ้งระยะห่าง เราก็พยายามจัดระยะห่าง

อย่างบางทีถ้าเขาบอกว่ามีความจำเป็นต้องประชุม เราก็จัดให้มันห่าง แล้วส่วนใหญ่ก็จะเชื่อกันว่าพอใช้เทคโนโลยีเยอะ ๆ ซูมกันเข้าไป ไม่ต้องมานั่งมาเจอ ทำงานบนออนไลน์ได้ จัดประชุมบนออนไลน์ได้ซึ่งก็ว่ากันไป แต่เป็นเรื่องเฉพาะกิจเฉพาะเวลา คงไม่ใช่ตลอดไป ดังนั้น นิยามจึงมีระยะห่างอยู่แล้วในตัวมันเอง

เพียงแต่ว่า property เป็นพื้นที่ที่เป็นความจำเป็นที่ผู้คนต้องใช้งาน แล้วเดินผ่านกันไปผ่านกันมา ยังไม่ถึงขนาดรถไฟฟ้าที่คนเข้าไปใช้กันเยอะ ๆ ในเวลาเร่งด่วนแล้วต้องเบียดเสียด

ในมุม property ก็จัดระเบียบได้ในระดับหนึ่ง เป็นพื้นที่ที่มีคนเข้าออกกันทุกวัน เจอกันทุกวัน มีจุดสัมผัสร่วมกันได้โดยเฉพาะลิฟต์ ซึ่งพื้นที่แนวสูงจะเป็นจุดจุดหนึ่งในเชิงของความหนาแน่น ถ้าอยู่ในชั่วโมงเร่งด่วน แต่ปกติก็ไม่ค่อยมีหรอก ยกเว้นลิฟต์สำนักงานที่อัตราความหนาแน่นต่อการเคลื่อนที่สูงกว่าเยอะ แต่ที่บ้านไม่ค่อยมีหรอก คอนโดมิเนียมถือว่า (ความหนาแน่นในลิฟต์) น้อย

Q : ต่อไปนี้ฟาซิลิตี้ส่วนกลางระหว่างเจ้าของห้องเรียลดีมานด์กับผู้เช่าต้องแยกกันไหม

ไม่จำเป็น เราถือว่าเป็นผู้อยู่อาศัยโครงการอันเดียวกัน อยู่ในบ้านเดียวกัน พฤติกรรมการอยู่อาศัยก็พอจะนึกออกว่ามีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความท้าทายในการอยู่ร่วมกัน เราจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกได้ว่าต้องช่วยกันดูแลรักษา แน่นอนคน 2 กลุ่มนี้ไม่ได้เหมือนกัน 100% กรณีผู้เช่าเขาถือว่าจ่ายค่าเช่า แต่ก็เป็นความรับผิดชอบร่วมของคนต่อสาธารณะ เป็นเรื่องจิตสาธารณะของแต่ละคนที่ต้องรับรู้ว่าพื้นที่ของเราในห้องของเรา เราก็ดูแลระดับหนึ่ง พื้นที่ที่อยู่รอบนอก (พื้นที่ส่วนกลาง) อย่างน้อยก็อย่าไปถึงขนาดว่าไม่สนใจไยดี ใช้แบบทะนุถนอม ใช้ให้ดีหน่อย ไม่อย่างนั้นก็จะเสื่อมสภาพได้

ซึ่งในมุมผู้เช่าอาจมีความรู้สึกนึกคิดในแง่ความเป็นเจ้าของตรงนี้ไม่เยอะเท่าไร เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันสื่อสารบอกกล่าว ช่วยกันเฝ้าระวัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...